ค้นหาบล็อกนี้

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2558

สืบเนื่องจากนวนิยายของคิมซากัสส์

ยุทธการภูขวาง
          ห้วงระยะเวลาตั้งแต่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๑๔ – ๓๐ มีนาคม ๒๕๑๕ กำลังพลของ กองพันส่งทางอากาศที่ ๑ หน่วยรบเฉพาะกิจศูนย์สงครามพิเศษจำนวน ๒ กองร้อยปืนเล็กส่งทางอากาศ(เพิ่มเติมกำลัง)ภายใต้การนำของ พันโท บำรุง  ดิษบรรจง  ผู้บังคับกองพันส่งทางอากาศที่ ๑ ได้ออกปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ในพื้นที่เขตรอยต่อ ๓ จังหวัด(พิษณุโลก,เพชรบูรณ์และเลย)ตามแผนยุทธการภูขวาง โดยขึ้นการบังคับบัญชาต่อ พลโท สำราญ แพทยกุล ผู้อำนวยการฝึกร่วม ปี ๑๕ ได้ปะทะต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์หลายครั้ง ซึ่งจะนำมากล่าวเฉพาะครั้งสำคัญ ๆ ดังนี้.-
          เมื่อ ๓ มีนาคม ๒๕๑๕ กองพันส่งทางอากาศที่ ๑ ได้รับคำสั่งให้เข้าปฏิบัติการกวาดล้างกำลัง,แหล่งสะสมเสบียง,อาวุธยุทโธปกรณ์และพืชไร่ทุกชนิดของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในพื้นที่ปฏิบัติการ ’’สิงห์เพชร’’ ร่วมกับกองกำลังพลของหน่วยรบเฉพาะกิจศูนย์สงครามพิเศษ โดยได้เคลื่อนย้ายกำลังพลด้วยยานยนต์จากฐานปฏิบัติการบ้านแคมป์สน อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ พิกัด คิวยู.๑๕๐๕๓๗ ไปตามเส้นทางถนนสายหล่มสัก-พิษณุโลก ครั้นถึงทางแยกเข้าบ้านห้วยทรายใต้ ได้เคลื่อนย้ายต่อไปตามเส้นทางถนนผ่านบ้านห้วยทรายใต้และบ้านห้วยทรายเหนือตามลำดับ จากนั้นไปลงรถที่บริเวณฐานห้วยทรายเหนือ แล้วเคลื่อนที่ด้วยเท้าไปตามเส้นทางในภูมิประเทศเพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่ที่หมาย ๔ บ้านแม้วข้อโป(หมู่บ้านร้าง)บริเวณพิกัด คิวยู.๑๕๖๙ ต่อมาเมื่อ ๖ มีนาคม ๒๕๑๕ เวลาประมาณ ๐๘๓๐ กำลังพลของ กองร้อยปืนเล็กส่งทางอากาศที่ ๑ กองพันส่งทางอากาศที่ ๑ ภายใต้การนำของ ร้อยโท เยี่ยม  บุญยสัมพันธ์  ผู้บังคับกองร้อย ได้ปะทะต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ จำนวน ๑๐-๑๕ คน บริเวณพิกัด คิวยู.๐๕๘๖๓๒ บ้านแม้วข้อโป อำเภอนครไทย  จังหวัดพิษณุโลก   ในขณะที่ฝ่ายเรา จะดำเนินการรับเสบียงเพิ่มเติมจากหน่วยเหนือ  ซึ่งฝ่ายตรงข้ามได้ยึดพื้นที่เป็นเนินข่มฝ่ายเรา  ระดมยิงเข้าหาฝ่ายเราด้วยอาวุธชนิดต่าง ๆ อย่างหนาแน่น รุนแรง เพื่อก่อกวน ขัดขวางการสร้างสนามรับของ ของฝ่ายเรา ถึงแม้ภูมิประเทศจะเกื้อกูลต่อฝ่ายตรงข้ามเพียงใดก็ตาม ฝ่ายเราก็ไม่ได้ย่อท้อหรือเกรงกลัวต่ออันตรายและอุปสรรคใด ๆ ได้ดำเนินกลยุทธรุกคืบหน้าฝ่าห่ากระสุนของฝ่ายตรงข้ามเข้าทำการผลักดัน,กวาดล้างฝ่ายตรงข้ามอย่างองอาจ กล้าหาญ การปะทะต่อสู้ได้ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ ในขณะที่ฝ่ายเราพยายามรุกคืบหน้าเข้าหาฝ่ายตรงข้าม ปรากฏว่าฝ่ายเราได้เหยียบกับระเบิดและพลัดตกลงไปในหลุมขวากที่ฝ่ายตรงข้ามขุดดักไว้ ได้รับบาดเจ็บ ๑ นาย แต่ฝ่ายเราก็ไม่ได้ชงักหรือหยุดยั้ง ได้ทิ้งกำลังพลส่วนหนึ่งทำการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ แล้วนำกำลังส่วนใหญ่รุกไล่ฝ่ายตรงข้ามต่อไป จนกระทั่งต่อมาอีกประมาณ ๓๐ นาที หลังจากที่ฝ่ายเราถูกกับระเบิด ฝ่ายเราได้ดำเนินกลยุทธรุกด้วยระเบิดขว้างสังหาร เอ็ม. ๒๖ เป็นผลให้ฝ่ายตรงข้ามสงบการยิงลงทันที ฝ่ายเราได้กระจายกำลังขยายแนวและเคลื่อนที่ประกอบการยิงเข้าหาฝ่ายตรงข้าม แต่ปรากฏว่าฝ่ายตรงข้ามได้ถอยร่นออกไปจากบริเวณที่วางตัวและทำการยิงลงมาจากสันเขาอย่างประปราย ต่อจากนั้นก็หลบหนีไป จากการตรวจค้นบริเวณที่ปะทะครั้งนี้ ได้พบรอยเลือดและร่องรอยการลากกันไปเป็นทางหลายทาง คาดว่าฝ่ายตรงข้ามเสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก สำหรับฝ่ายเราได้รับบาดเจ็บสาหัส ๑ นาย
          เมื่อ ๙ มีนาคม ๒๕๑๕ เลาประมาณ ๑๗๓๐กำลังพลของ กองร้อยปืนเล็กส่งทางอากาศที่ ๒ ฯ ภายใต้การนำของ  ร้อยโท ประสงค์  เจริญใจ  ผู้บังคับกองร้อย ได้ถูกผู้ก่อการร้าย ฯ ไม่ทราบจำนวนยิงมาจากบริเวณพิกัด คิวยู.๑๓๘๖๙๘ ฝ่ายเราได้ทำการยิงโต้ตอบทันที การปะทะดำเนินไปย่างประปรายประมาณ ๑ นาที  ฝ่ายตรงข้ามได้หลบหนีไป   ผลจากการปะทะฝ่ายเราปลอดภัย   แต่มาทราบผลความเสียหายของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งจากการตรวจค้นพื้นที่ที่ปะทะ ได้พบปลอกกระสุนปืนลูกซอง จำนวน ๓ ปลอก และปลอกกระสุนปืนเล็กอีกจำนวนหนึ่ง คาดว่าผู้ก่อการร้าย ฯ มีกำลังประมาณ ๓ – ๕ คน
          เมื่อ ๑๐ มีนาคม ๒๕๑๕ เวลาประมาณ ๐๗๐๐ กำลังพลของร้อยปืนเล็กส่งทางอากาศที่ ๒ ฯ ได้ปะทะกับผู้ก่อการร้าย ฯ ไม่ทราบจำนวนที่บริเวณพิกัด คิวยู.๑๕๒๖๙๔ ในขณะทำการลาดตระเวนค้นหาและระวังป้องกันรอบฐาน การปะทะประมาณ ๒ นาที ฝ่ายเราปลอดภัยและไม่ทราบความเสียหายของฝ่ายตรงข้ามเมื่อ ๑๒ มีนาคม ๒๕๑๕ เวลาประมาณ ๐๙๓๐ กำลังพลของ กองร้อยปืนเล็กส่งทางอากาศที่ ๒ ฯ ได้ปะทะกับผู้ก่อการร้าย ฯ จำนวน ประมาณ ๓-๔ คน ที่บริเวณพิกัด คิวยู.๑๔๕๖๙๔ ขณะจะดำเนินการรับการสนับสนุนเสบียงทางอากาศ ฝ่ายเราได้ดำเนินกลยุทธผลักดันฝ่ายตรงข้ามออกไปจากบริเวณสนามรับของได้ เมื่อการปะทะต่อสู้ดำเนินไปได้ประมาณ ๒ นาที จากการตรวจค้นบริเวณที่ปะทะปรากฏว่าได้พบปลอกกระสุนปืนเล็กและกระสุนลูกซอง กับกองเลือดและร่องรอยการลากกันไปเป็นทาง ๑ แห่ง คาดว่าผู้ก่อการร้าย ฯ บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ๑ คน ส่วนกำลังของฝ่ายเราถูกกระสุนปืนของฝ่ายตรงข้ามที่มือซ้าย บาดเจ็บสาหัส ๑ นาย นอกนั้นปลอดภัย
          เมื่อ ๒๐ มีนาคม ๒๕๑๕ เวลาประมาณ ๐๘๑๕ กำลังพล กองร้อยปืนเล็กส่งทางอากาศที่ ๑ กองพันส่งทางอากาศที่ ๑ ได้เข้าปฏิบัติการช่วยเหลือกำลังชุดลาดตระเวนของกองกำลังหน่วยรบเฉพาะกิจศูนย์สงครามพิเศษ ซึ่งปะทะต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ประมาณ ๑๕-๒๐ คน ที่บริเวณพิกัด คิวยู.๑๕๐๖๙๖ ปรากฏว่ากำลังพลดังกล่าวถูกฝ่ายตรงข้ามยิงเสียชีวิต ๑ นาย และไม่สามารถนำศพผู้เสียชีวิตออกมาได้ เนื่องจากถูกฝ่ายตรงข้ามกดกันอย่างหนัก ในระหว่างการเคลื่อนที่ เข้าไปเชื่อมบรรจบกับกำลังของชุดลาดตระเวนนั้น ฝ่ายตรงข้ามได้ระดมยิงสกัดกั้น,ขัดขวางการปฏิบัติการของฝ่ายเราด้วยปืนเล็กและจรวดอาร์พีจี อย่างหนาแน่น  รุนแรง แต่ฝ่ายเราไม่ได้เกรงกลัว ได้ทำการยิงตอบโต้อย่างหนาแน่นและรุนแรงเช่นเดียวกัน พร้อมกันนั้นก็ได้ดำเนินกลยุทธรุกคืบหน้าประกอบการยิงเข้าหาฝ่ายตรงข้ามอย่างองอาจกล้าหาญและรวดเร็วโดยไม่ได้เกรงกลัวอันตราย การปะทะจึงทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ แต่ฝ่ายเราก็ไม่ได้หวั่นไหวหรือหยุดชงัก ยังคงเคลื่อนที่รุกไปข้างหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง จนกระทั่งสามารถเข้าเชื่อมบรรจบกับกำลังพลของชุดลาดตระเวนนั้นได้ แต่ก็ไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น ฝ่ายเรารุกคืบหน้าผ่านชุดลาดตระเวนเพื่อปฏิบัติการกวาดล้าง,ทำลาย สังหารและผลักดันฝ่ายตรงข้ามต่อไป เป็นผลให้ฝ่ายตรงข้ามเสียขวัญ เนื่องจากอาจคาดไม่ถึงว่าฝ่ายเราจะเข้าปฏิบัติการอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด จึงได้รีบผละออกจากที่มั่นและถอนตัวหลบหนีไปทางหุบเขาทางด้านซ้ายมือ ฝ่ายเราได้ใช้ เอ็ม.๗๙ ยิงสกัดกั้นการหลบหนีของฝ่ายตรงข้ามได้ไล่ติดตามไป  ฝ่ายตรงข้ามได้ขัดขวางการไล่ติดตามของฝ่ายเราเป็นระยะ ๆ และสลายตัวหลบหนีไป เมื่อการปะทะต่อสู้ดำเนินไปได้ประมาณ ๓๐ นาที จากการเข้าตรวจค้นในบริเวณพื้นที่ปะทะ ได้พบรอยเลือดหยดบนพื้นดิน และรอยลากกันไปหลายแห่ง คาดว่าฝ่ายตรงข้ามเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสหลายคน   ส่วนกำลังพลของฝ่ายเราปลอดภัย
           สรุปผลจากการปฏิบัติการในครั้งนี้ กำลังพลของกองพันส่งทางอากาศที่ ๑ สามารถเข้าปฏิบัติการช่วยเหลือกำลังพลที่ตกอยู่ในความกดดันของฝ่ายตรงข้ามได้ทันท่วงที ป้องกันมิให้ฝ่ายตรงข้ามเข้าปฏิบัติการทำลายกำลังพลของฝ่ายเราต่อไป และยึดศพของฝ่ายเราไปได้ นอกจากนี้ฝ่ายเราสามารถสังหาร,ทำลายฝ่ายตรงข้ามได้หลายคน ซึ่งทำให้การปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ของฝ่ายเราได้ผลสมความมุ่งหมายของทางราชการเป็นอย่างดี
          เมื่อ ๒๑ มีนาคม ๒๕๑๕ เวลาประมาณ ๐๙๐๐ กำลังพลของกองพันส่งทางอากาศที่ ๑ จากกองร้อยปืนเล็กส่งทางอากาศที่ ๑ จำนวน ๑ หมวดปืนเล็ก(เพิ่มเติมกำลัง)และจากกองร้อยปืนเล็กส่งทางอากาศที่ ๒ จำนวน ๒ หมวดปืนเล็กภายใต้การนำของผู้บังคับกองร้อยทั้ง ๒ กองร้อย ได้เคลื่อนที่ออกจากฐานลาดตระเวนบริเวณพิกัด คิวยู.๑๔๖๙ ร่วมกับกำลังพลของกองกำลังหน่วยรบเฉพาะกิจศูนย์สงครามพิเศษ โดยขึ้นการบังคับบัญชาของ พันโท ไชยยง  โพธิ์อุไร ผู้บังคับหน่วยกองกำลังหน่วยรบเฉพาะกินศูนย์สงครามพิเศษเพื่อเข้าปฏิบัติการกวาดล้าง,ทำลายกองกำลัง,ที่ตั้งแหล่งสะสมเสบียง,
อาวุธยุทโธปกรณ์ ตลอดจนพืชไร่ทุกชนิดของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ในพื้นที่บริเวณพิกัด คิวยู.๑๓๖๘ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ ๐๙๔๕ ของวันเดียวกัน ขณะที่กำลังพลของฝ่ายเรากำลังปรับรูปขบวนเพื่อเข้า ปฏิบัติการกวาดล้าง,พิสูจน์ทราบขุมกำลังและที่ตั้งของฝ่ายตรงข้าม ได้ปะทะกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ จำนวน ๕๐-๖๐ คน ที่บริเวณพิกัด คิวยู.๑๓๗๖๘๖ ฝ่ายเราได้ดำเนินกลยุทธคืบหนาเข้าหาฝ่ายตรงข้าม แต่ฝ่ายตรงข้ามได้ระดมยิงต้านทานการบุกของฝ่ายเราด้วยจรวด อาร์พีจี,อาวุธกล และปืนเล็กอย่างหนาแน่นตลอดเวลา การปะทะต่อสู้ได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นแม้ฝ่ายตรงข้ามมีที่กำบังดีกว่าและยึดชัยภูมิที่เป็นบริเวณเนินสูงข่มฝ่ายเรา  ย่อมได้เปรียบทั้งการตรวจการณ์และการระดมยิงต่อฝ่ายเราก็ตาม ฝ่ายเราก็ไม่ได้เกรงกลัวหรือย่อท้อ ได้พยายามรุกคืบหน้าต่อไปและระดมยิงด้วยอาวุธที่มีอยู่เพื่อตรึงและเปิดโอกาสให้กำลังพลที่กำลังเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้ามเคลื่อนที่เข้าหาที่หมายต่อไป แต่ก็ถูกฝ่ายตรงข้ามซึ่งมีที่กำบังที่ดีกว่า เกาะ,ระดมยิง และต้านทานการบุกของฝ่ายเราตลอดเวลา ครั้นเมื่อการปะทะต่อสู้ดำเนินไปได้ชั่วโมงเศษ กำลังพลของกองพันส่งทางอากาศที่ ๑ ได้ดำเนินกลยุทธเข้าตีโอบ โดยให้ ๒ หมวดปืนเล็กของกองร้อยปืนเล็กส่งทางอากาศที่ ๒ เข้าตีตรงหน้า ส่วน ๑ หมวดปืนเล็ก(เพิ่มเติมกำลัง)ของกองร้อยปืนเล็กส่งทางอากาศที่ ๑ เข้าตีโอบทางปีกซ้ายของฝ่ายตรงข้าม  การดำเนินการเข้าที่หมายได้ดำเนินการปะทะต่อสู้กันอย่างต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ต่อมาเมื่อกำลังพลที่เข้าตีเช้าตีโอบล้อม สามารถเข้าพื้นที่ที่กำหนดได้แล้ว กำลังพลฝ่ายเราได้ปฏิบัติการเข้าตีพร้อมกัน โดยได้ระดมยิงและเคลื่อนที่ประกอบการยิงเข้าหาที่หมายอย่างห้าวหาญเด็ดเดี่ยว การดำเนินการครั้งนี้ฝ่ายเราได้กระทำด้วยความรุนแรง และรวดเร็ว เป็นผลให้ฝ่ายตรงข้ามเกิดระสำระสายเมื่อถูกปฏิบัติการพร้อมกันทั้ง ๒ ด้าน จึงได้ล่าถอยไปทางทิศตะวันออก ฝ่ายเราได้รุกติดตามไป ซึ่งผู้ก่อการร้าย  ฯ   ได้ระดมยิงสกัดกั้นการไล้ติดตามของฝ่ายเรา  พร้อมกับแบ่งแยกกำลังออกเป็นหลายกลุ่มและหลบหนีไป เมื่อเวลาประมาณ ๐๔๐๐ ฝ่ายเราได้ทำการตรวจค้นบริเวณที่ปะทะ ปรากฏว่าได้พบรอยเลือดหยดเป็นกอง,ติดตามใบไม้ และรอยลากกันไปเป็นทางซึ่งปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดหลายแห่ง คาดว่าผู้ก่อการร้าย ฯ เสียชีวิตไม่น้อยกว่า ๖ คน และบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก ส่วนกำลังพลของฝ่ายเราได้รับบาดเจ็บสาหัส ๒ นาย เป็นกำลังพลของ กองร้อยปืนเล็กส่งทางอากาศที่ ๒ หมวดปืนเล็กที่ ๒ จำนวน ๑ นาย และกำลังพลของชุดปฏิบัติการของกองรบพิเศษ(พลร่ม) ที่ ๑ อีก  ๑ นาย
          ห้วงระยะเวลา ตั้งแต่ ๑ เมษายน ๒๕๑๕-๒๖ เมษายน ๒๕๑๕ กำลังพลของกองพันส่งทางอากาศที่ ๑ ส่วนหน้า กองอำนวยการฝึกร่วมปี ๑๕ ส่วนหน้าได้ปฏิบัติการกวาดล้างทำลายกำลัง,ที่ตั้งของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ บริเวณยอดเนิน(ภูหินล่องกล้า)อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ตามแผนยุทธการภูขวาง ขั้นที่ ๒ ได้ปะทะ ต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ จำนวน ๑ ครั้ง ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้.-
          เมื่อ ๑๔ เมษายน ๒๕๑๕ เวลาประมาณ ๐๘๒๐ กำลังพลของ กองร้อยปืนเล็ก  ส่งทางอากาศที่ ๑ กองพันส่งทางอากาศที่ ๑ ส่วนหน้า ภายใต้การนำของ ร้อยโท เยี่ยม  บุญยสัมพันธ์ ได้เคลื่อนย้ายกำลังจากฐานปฏิบัติการเตรียมพร้อมบริเวณค่ายลูกเสือพ่อขุนผาเมือง อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ด้วยเฮลิคอปเตอร์ไปลงที่บริเวณบ้านแม้วป่าขาบ(หมู่บ้านร้าง)อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย พิกัด คิวยู.๒๓๗๕ เมื่อ เวลาประมาณ ๐๘๔๐ ของวันเดียวกัน และได้ตั้งฐานลาดตระเวนอยู่บริเวณนั้น ๑ คืน ต่อมากำลังพลทั้งหมดได้เคลื่อนย้ายออกจากฐานลาดตระเวนขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อมุ่งหน้าเข้าหาที่หมายที่บริเวณพิกัด คิวยู.๑๘๕๗๗๕ (บริเวณยอดภูหินล่องกล้า) ครั้นต่อมาเมื่อ ๑๙ เมษายน ๒๕๑๕ เวลาประมาณ ๐๔๓๐ ขณะที่ฝ่ายเราเคลื่อนที่ถึงบริเวณพิกัด คิวยู.๑๙๔๗๖๗ ฝ่ายเราได้สั่งเกตุการณ์เห็นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์บนสันเขาบริเวณพิกัด คิวยู.๑๙๕๗๖๘ ประมาณ ๗-๑๐ คน ผู้บังคับกองร้อย ฯ ได้สั่งให้ ร้อยตรี จำเนียร  ชมกลิ่น ผู้บังคับหมวดปืนเล็กที่ ๑ นำกำลังเข้ากวาดล้าง กำลังฝ่ายเราได้เคลื่อนที่เล็ดลอดไปตามภูมิประเทศจนกระทั่งใกล้จะถึงที่หมายจึงได้กระจายกำลังปรับรูปขบวนเพื่อปฏิบัติการต่อไป และในเวลาเดียวกันนั้นเองผู้ก่อการร้าย ฯ ได้สังเกตุการณ์เห็นการเคลื่อนไหวของฝ่ายเรา ได้ระดมยิงเข้าหาฝ่ายเราทันที ฝ่ายเราได้รีบกระจายกำลังออกไปอย่างรวดเร็ว แล้วเคลื่อนที่ประกอบการยิงขึ้นไปหาฝ่ายตรงข้าม ซึ่งฝ่ายตรงข้ามได้ยิงสกัดกั้น,ขัดขวางและต้านทานการบุกของฝ่ายเราอย่างหนาแน่น และรุนแรงยิ่งขึ้น การปะทะต่อสู้จึงเริ่มรุนแรงขึ้น และเมื่อการปะทะดำเนินไปได้ประมาณ ๕ นาที ปรากฏว่าฝายตรงข้ามได้เพิ่มเติมกำลังเข้ามาทำการยิงต่อสู้กับฝ่ายเรา คาดว่ามีกำลังเพิ่มเติมอีกประมาณ ๑๐-๑๕ คน การปะทะจึงได้ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ ฝ่ายเราได้พยายามรุกคืบหน้าต่อไปเป็นห้วง ๆ ด้วยการเคลื่อนที่สลับการยิง เพราะฝ่ายตรงข้ามมีที่กำบังดีกว่า จนกระทั่งการปะทะดำเนินไปได้ประมาณ  ๓๐  นาที  ฝ่ายตรงข้ามเห็นว่าเหลือกำลังที่จะต้นทานการบุกของฝ่ายเราไว้ได้ จึงได้ผละออกจากที่วางตัว และหลบหนีไปยังบริเวณที่เป็นป่ารกทึบ ทางด้านทิศเหนือของบริเวณพื้นที่ปะทะนั้น ฝ่ายเราได้ใช้ เอ็ม.๗๙ ระดมยิงสกัดกั้นการหลบหนี แต่ฝ่ายตรงข้ามก็สามารถหลบหนีไปได้ ฝ่ายเราได้ตรวจค้นบริเวณที่ปะทะและบริเวณที่ใช้ เอ็ม.๗๙ ยิงสกัดกัน ปรากฎว่าได้พบรอยเลือดลากกันไปหลายแห่ง คาดว่าผู้ก่อการร้าย ฯ เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายคน และฝ่ายเรายึดได้เครื่องสนาม ๑ ชุด ภายในมีเสื้อผ้าเก่า ๆ และจากการสำรวจความเสียหายของฝ่ายเรา ปรากฏว่าฝ่ายเราได้รับบาดเจ็บ ๑ นาย นอกนั้นปลอดภัย

รู้จักภูหินร่องกล้า

ภูหินร่องกล้า
      
       ภูหินร่องกล้า ตั้งอยู่บนรอยต่อของสามจังหวัด คือ อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย และอำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์
      
       มีสภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน ประกอบด้วยยอดภูเขาที่สำคัญคือ ภูหมันขาว ภูแผงม้า ภูขี้เถ้า ภูลมโล ภูหินร่องกล้า โดยมีภูหมันขาวเป็นยอดเขาที่สูงที่สุด สูงประมาณ 1 ,820 เมตรจากระดับน้ำทะเล
      
       นอกเหนือไปจากแหล่งท่องเที่ยวที่มีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับคนตุลา อย่าง โรงเรียนการเมืองการทหาร และ สำนักอำนาจรัฐแล้ว ภูหินร่องกล้าก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับคนตุลาอีก อาทิ

       
       หมู่บ้านมวลชน เป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มมวลชนมีอยู่หลายหมู่บ้าน เช่น หมู่บ้านดาวแดง หมู่บ้านดาวชัย แต่ละหมู่บ้านมีบ้านประมาณ 40-50 หลัง เรียงรายอยู่ในป่ารกริมทางที่ตัดมาจากอำเภอหล่มสักลักษณะบ้านเป็นบ้านไม้หลังเล็กๆ ไม่ยกพื้น หลังคามุงด้วยกระเบื้องไม้บ้านแต่ละหลังจะมีหลุมหลบภัยทางอากาศอยู่ด้วย
       
       กังหันน้ำ อยู่ตรงข้ามกับโรงเรียนการเมืองการทหาร ใช้หล่อเลี้ยงคนหลายพันคนบนภูหินร่องกล้า สร้างขึ้นโดยนักศึกษาโดยใช้พลังน้ำขับเคลื่อนกังหันเพื่อหมุนแกนครกกระเดื่องตำข้าวซึ่งเปรียบเสมือนโรงสีข้าวของ ผกค.
       
       โรงพยาบาล อยู่ห่างจากสำนักอำนาจรัฐ ประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นโรงพยาบาลกลางป่าที่มีอุปกรณ์ในการรักษาคนป่วยเกือบครบถ้วน มีห้องปรุงยา ห้องพักฟื้น และยาชนิดต่าง ๆ เป็นอันมาก
       
       ลานหินแตก อยู่ห่างจากฐานพัชรินทร์ ประมาณ 300 เมตร ลักษณะเป็นหินที่มีรอยแตกเป็นแนวเป็นร่องเหมือนแผ่นดินแยก รอยแตกนี้บางรอยก็มีขนาดแคบพอให้รากต้นหญ้าชอนไชไปได้เท่านั้น บางรอยกว้างพอคนก้าวข้ามได้ และบางรอยกว้างมากจนไม่สามารถกระโดดข้ามได้ ความลึกของร่องหินแตกเหล่านั้นไม่สามารถจะคะเนได้ ในอดีตฝ่ายความมั่นคงสันนิษฐานว่าลานหินแตกเป็นฐานที่มั่นของพคท.เพราะมีรอยแยกของหินผาเพมาะที่จะซ่อนตัว
       
       ลานหินปุ่ม อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ประมาณ 4 กิโลเมตร อยู่ริมหน้าผาลักษณะเป็นลานหินผุดขึ้นเป็นปุ่มไล่เลี่ยกัน คาดว่าเกิดจากการสึกกร่อนตามธรรมชาติของหินทางเคมีและฟิสิกส์ ในอดีตพคท.เคยบริเวณนี้ใช้เป็นที่พักฟื้นของคนไข้เนื่องจากอยู่บนหน้าผา จึงมีลมพัดเย็นสบายเหมาะแก่การนั่งพักผ่อน
       
       ผาชูธง อยู่ห่างจากลานหินปุ่มประมาณ 600 เมตร เป็นหน้าผาสูงชันสามารถเห็นทิวทัศน์ได้กว้างไกล โดยเฉพาะภาพทิวทัศน์ดวงอาทิตย์ตกดินจะสวยงามไม่แพ้จุดชมทิวทัศน์อื่นๆ บริเวณนี้เคยเป็นสถานที่ที่ ผกค.จะขึ้นไปชูธงแดง (ฆ้อนเคียว) ทุกครั้งที่รบชนะทหารของรัฐบาล
       
       นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับคนเดือนตุลาและพคท.แล้ว ภูหินร่องกล้าก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าสนใจ อาทิ
       น้ำตกหมันแดง เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ มี 32 ชั้น ปัจจุบันยังไม่มีทางรถเข้าถึง การเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวยังน้ำตกในขณะนี้ ทำได้โดยการเดินเท้าเท่านั้น
       
       น้ำตกร่มเกล้า-ภราดร เป็นน้ำตกฝาแฝด 2 แห่ง ที่อยู่ติด ๆ กัน อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ บนถนนภูหินร่องกล้าประมาณ 4 กิโลเมตร ก่อนถึงโรงเรียนการเมืองการทหารประมาณ 1 กิโลเมตร จากถนนสายใหญ่ จะต้องเดินตัดลงไปบนทางเท้าที่พึ่งทำขึ้นใหม่เป็นระยะทางประมาณ 800 เมตร ตัวน้ำตกไม่สูงใหญ่นัก แต่สภาพแวดล้อมโดยรอบมีลักษณะเป็นป่าบริสุทธิ์อันงดงามมาก
       
       น้ำตกผาลาดและน้ำตกตาดฟ้า ตั้งอยู่บริเวณเชิงภูหินร่องกล้าโดยแยกซ้ายจาก หมู่บ้านห้วยน้ำไซต่อไปประมาณ 2 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการพลังงานไฟฟ้าห้วยขมึน อันเป็นที่ตั้งของน้ำตกแก่งลาด ขึ้นเขาต่อไปประมาณ 3-4 กิโลเมตร มีทางเดินแยกซ้ายลงไปน้ำตกตาดฟ้าหรือน้ำตกด่านกอซองเป็นน้ำตกชั้นเดียวขนาดใหญ่ที่สวยงาม
       

ศึกเขาค้อ ก่อนยุทธการผาเมืองเผด็จศึก ตอนที่ ๕


ความเครียดบนใบหน้าเสือดำทำเอาแต่ละคนเข้าหน้าไม่สนิท ความเสียดายเสือใหญ่เพื่อนรุ่นน้องมันประดังเข้ามาในห้วงความคิดจนสับสนไปหมด ความสูญเสียกำลังพลครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกในพื้นที่บริเวณแห่งนี้ ข่าวการปะทะ การสูญเสียของฝ่ายเจ้าหน้าที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เสือดำและเสืออื่นๆต่างทราบดี แต่มันสุดวิสัยที่จะป้องกันได้ กรณีแบบนี้หากใครไม่ประสพด้วยตัวเองจะไม่เชื่อเป็นอันขาด

“เสียงปืนอะไรวะเสือเหลือง”

“ผมอยู่ซุ่มมันต่อน่ะพี่”

“แล้วได้ศพมั้ยว่ะ”

“ได้แค่สองน่ะพี่”

ไม่ได้มีแววยินดียินร้ายใดๆ จากใบหน้าของเสือดำ

“แล้วอีก 2 ละว่ะ ไหนมึงว่ามันมี 4 คน”

“รอดไปได้น่ะพี่”

เสือดำลุกขึ้นเดินไปรอบๆพื้นที่ในสมองกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก เหลือบมองนาฬิกาข้อมือ แล้วเงยหน้าขึ้นสังเกตไปทางตะวันออก

“เสือเหลืองสั่งทุกคนตื่นได้แล้ว ระยะจวนสว่างแบบนี้พวกมันชอบเข้าเหลด”

เหลือเวลาอีกไม่ถึงชั่วโมงก็จะสว่าง แผนการปฏิบัติในตอนสายควรจะได้กำหนดกันเลย

“ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้เลยว่ะ จนกว่าจะถึงเย็น ถึงจะมีเครื่องบินผ่านมารับข่าวจากพวกเรา”

แม้ว่าทุกคนจะรู้ถึงแผนการสนับสนุนจากหน่วยเหนือเป็นอย่างดีแล้วก็ตาม แต่ก็อดสะท้อนใจไม่ได้

“แผนการลาดตระเวนวันนี้ จัดรูปขบวนลาดตระเวนแบบสามเหลี่ยมแหลมหลัง เสือเหลืองอยู่ซ้าย เสือขาวอยู่ขวา กูจะอยู่ส่วนหลังเอง เส้นทางถือแนวภูยอดหญ้าเป็นหลัก ขณะลาดตระเวนให้หาพื้นที่ร่อนลงให้ ฮ.ด้วย บอกพวกเราทุกคนให้เข้าใจถึงภารกิจ อย่าคิดเสียอกเสียใจอะไรให้มากเกินไปนัก เรื่องแบบนี้ใครๆก็เสียใจเป็นธรรมดา แต่ขอให้ระวังว่ามัวแต่เสียใจมากๆ จนไม่เป็นอันทำอะไร ผลที่ได้รับก็คือมีการตายเกิดขึ้นอีก ตอนนี้พวกเราเสียไป 3 แต่เราก็ได้คืนมา 2 เหลืออีก 1 ที่เรายังขาดทุน เพราะฉะนั้นอีก 1 ที่เราขาดทุนอยู่ เราต้องเอามาให้ได้อีก 10 มันจึงจะสมแค้น อย่าลืมว่าหากพวกเรามัวแต่เสียใจอยู่ โอกาสที่จะแก้แค้นให้พวกเราจะไม่มีเลย ขอให้ลืมความเสียใจแล้วรอโอกาสที่จะแก้แค้นมันต่อไป...”

ภายใต้บรรยากาศแห่งความสงบ ลมเย็นบนยอดภูที่โชยมาเป็นระยะๆ เสียงของเสือดำเสียดแทงเข้าไปในความรู้สึกของเหล่าบรรดานักรบทุกคน แม้จะไม่มองหน้าคนพูด แต่ความเข้าใจตามประสาของนักรบ ทุกคนย่อมซาบซึ้งเป็นอย่างดี และดูเหมือนว่ากำลังใจของทุกคนเริ่มกลับมาอีกครั้ง ความพร้อมที่เพียบไปด้วยความแค้นเท่านั้น ปืนแต่ละกระบอกถูกเจ้าของบีบเกร็งแบบไม่รู้ตัว

การเดินทางตามแนวทิศกำหนดเริ่มขึ้นในสายของวันนั้น ศพทั้ง 3 ถูกปันโจห่อแล้วมัดอย่างแน่นหนา เครื่องแต่งกายทุกชิ้นยังอยู่กับคนตาย อาวุธ กระสุน เป้หลังคนอื่นจัดการถือให้ เพราะของบางอย่างจะต้องส่งคืนกลับไปพร้อมกับศพของเขา การจัดการกับศพในการเดินทาง พวกลาดตระเวนทำแคร่ให้ศพนอนแล้วลากไปด้วยคนๆ เดียว เพื่อความสะดวกในการเดินทางและเพื่อเป็นการประหยัดกำลังพล

ชุดของเสือใหญ่สมทบอยู่กับชุดเสือดำในตำแหน่งเหลี่ยมหลังของรูปสามเหลี่ยมหลังของรูปขบวนเดินทางทั้งหมด

จนกระทั่งเกือบเที่ยงของวันนั้น

“เสือดำจากเสือเหลือง”

“จากเสือดำ ส่งข่าวได้”

“ผมสงสัยว่ากำลังถูกเกาะนะพี่”

“มีรายละเอียดอีกมั้ย”

“ในระยะประมาณ 100-150 เมตร ไอ้พลลาดตระเวนหลังรายงานมาว่า พบการเคลื่อนไหวของ ผกค. 1 คนเดินทางในลักษณะสะกดรอย ตอนนี้ผมได้สั่งให้ทุกคนระวังตัวแล้ว”

“ทิศทางที่มันตามล่ะวะ”

“อยู่ในแนวทิศ 5-6-7 นาฬิกาครับพี่”

“โอเค ให้รักษาแนวทิศเดินทางต่อไป เดี๋ยวพี่จะส่งคนประกบด้านหลังมันเอง”

เป็นหน้าที่ของส่วนสนับสนุน หรือส่วนหลังของรูปสามเหลี่ยมขบวนเดินทางอยู่แล้ว เสือดำไม่รอช้า สั่งการทันที

“จ่าบุญ, ไอ้เพชร, ไอ้โมทย์, ไอ้ศร ไปกับกู เสือเหลืองกำลังถูกเกาะด้านหลัง... ไอ้เชน, ไอ้พุฒ, กับไอ้แหลม, แกะรอยด้านหลังกูในระยะ 100 เมตร ทุกคนฝากเครื่องสนามไปกับคนตายก่อน”

ในความคิดของเสือดำคือจัดชุดเล็กเท่ากับของไอ้ ผกค. ย้อนการแกะรอยของมัน ความคล่องตัวเท่านั้นที่จะได้เปรียบเสียเปรียบกัน ในระยะไม่เกิน 100-150 เมตร ถึงแนวที่เสือเหลืองเคลื่อนที่ไป ดังนั้นการแยกออกจากชุดของเสือดำต้องทำอย่างแนบเนียน เพราะไม่รู้ว่าไอ้ ผกค. มันจะเห็นการเคลื่อนไหวของพวกตนหรือไม่

ทั้ง 7 คนนั่งสงบนิ่งในที่กำบังสายตาข้างๆทาง ปล่อยให้ส่วนที่เหลือเคลื่อนที่ต่อไปข้างหน้า จนกระทั่งคิดว่าไม่เป็นการผิดสังเกตแล้ว เสือดำจึงนำพวกลาดตระเวนอีก 3 คนค่อยๆ รุกชาร์จเข้าสู่แนวแกะรอยทันที

การรุกคืบหน้าแบบขัดขวางและต่อต้านการสะกดรอยของไอ้ ผกค. ในสภาพป่าที่รกทึบสลับป่าโปร่งแบบนี้กระทำได้ไม่ง่ายนัก ทุกคนระวังเรื่องเสียงและแนวเคลื่อนที่อย่างที่สุด สายตากวาดไปด้านหน้าและด้านข้างอย่างละเอียด แนวที่ตั้งของชุดเสือเหลืองกับชุดที่สมทบด้านหลังอีก 3 คนต้องอยู่ในสายตาตลอดเวลาเช่นกัน หลายครั้งที่เสือดำต้องให้สัญญาณแก่จ่าบุญที่อยู่ด้านซ้าย กับไอ้โมทย์ ที่อยู่ทางด้านขวา ให้เข้าที่กำบังที่กำหนด และในบางครั้งก็ต้องสั่งให้สงบนิ่ง รอให้เสือดำรุกไปข้างหน้าก่อนแล้วจึงหันมาให้สัญญาณให้ตามไปภายหลัง ชั่วโมงแรกของการแกะรอยยังไม่ปรากฏวี่แววของไอ้ ผกค.ชุดนั้น

“เสือเหลืองจากเสือดำ”

“จากเสือเหลือง”

“เห็นไอ้พวกผักกาดเค็มอีกหรือเปล่า”

“ตอนนี้อยู่ประมาณยอดเนินทางด้านซ้าย 8 นาฬิกานั่นแหละพี่ ผมว่ามันกำลังมองทางผมอยู่”

“โอเค เสือเหลือง เดินทางต่อไป เดี๋ยวพี่จัดการเอง”

เสือดำมองไปทางยอดเนินทางด้านซ้าย 10 นาฬิกา แล้วให้สัญญาณกับปีกซ้ายขวาทั้ง 2 คน ระยะอีกประมาณ 200-300 เมตรจะถึงตีนเนินนั้น ป่าโปร่งที่มีแต่ไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุม ดูแล้วไม่ยากนักถ้าจะเคลื่อนตัวให้ถึงภายในไม่ถึงครึ่งชั่วโมงนี้ ทั้ง 4 คนออกชาร์จอย่างรวดเร็วทันที จนกระทั่งถึงตีนเนินมองเห็นไอ้ 3 คนที่ตามมาอยู่ทางด้านหลังในระยะประมาณ 100 เมตร

เสือดำนำหน้าด้วยตัวเอง ความเป็นผู้นำแสดงออกแม้ในยามที่เสี่ยงที่สุดยามนี้ ไอ้ศรพลวิทยุถอยออกไปทางด้านหลัง เหมือนกับจ่าบุญกับไอ้เพชรที่ค่อยๆ ย่องเงียบตามมาทางด้านหลัง ความเงียบและความใจเย็นเท่านั้นที่พวกแกะรอยต้องระวัง เสือดำสั่งการให้ไอ้เพชรกับจ่าบุญหยุดอยู่กับที่ ในขณะที่ตนเองรุกเงียบตัดขึ้นยอดเนินนั้น อาการเดินแบบค่อยย่องอย่างมั่นคง กับการส่ายสายตากวาดไปมา มันเป็นอาการของเสือร้ายที่กำลังเข้าสังหารเหยื่อจนกระทั่งแน่ใจว่าเสือดำถึงจุดที่สูงที่สุดของเนินนั้นแล้ว กำลังส่วนที่เหลือจึงรุกขึ้นสมทบ

เสือดำทำสัญญาณเรียกทั้ง 3 คนเข้าไปสมทบ พร้อมกับชี้ที่กำบังให้เข้า

ภาพที่ปรากฏคือ ผกค. 4 คน อาวุธครบมือ เครื่องแต่งกายสีดำเก่าๆ กำลังจะออกเดินทางต่อไปทางทิศตีนเนิน มันกำลังจะแกะรอยชุดเสือเหลืองต่อนั่นเอง เสือดำทำสัญญาณให้ให้ระดมยิงโดยไม่ต้องมีการแบ่งเป้าหมาย ใครถนัดเป้าไหนให้ซัดเป้านั้น

เสือดำประทับเล็งในท่านอนยิง อีก 3 คนทำตามเหมือนกัน ทั้ง 4 ร่างของไอ้ ผกค. ในท่ายืนขึ้นเตรียมจะออกเดินทางอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำลงไป ห่างประมาณ 50 เมตร มันไม่รู้ตัวหรอกว่ามัจจุราชกำลังจะเข้าสะกิดหลังมัน จนกระทั่งทุกสิ่งทุกอย่างเหมาะสม

ปัง...ปัง...ปัง...ปัง!...”
ปัง...ปัง...ปัง...ปัง!...”
ปัง...ปัง...ปัง...ปัง!...”
ปัง...ปัง...ปัง...ปัง!...”

เสือดำปล่อยกระสุนออกไปก่อน อีก 3 กระบอกปล่อยตามทันทีในเวลาที่ติดๆกัน ไม่มีการเลี้ยงกันเลย ฝ่ายซุ่มยิงปล่อยกระสุนจนหมดแม็กกาซีน หัวกระสุนกระทบกิ่งไม้ แง่หินและโขดหินกระจุยกระจายทั่วบริเวณนั้น

ทั้ง 4 คน มองเห็นกับตาว่า ไอ้ ผกค. ต้องสังเวยชีวิตครั้งนี้ 2 คนในทันทีทันใด ร่างของมันล้มแล้วกลิ้งลงเขาไป ไม่รู้ปืนผาหน้าไม้มันจะหลุดกระเด็นไปทางใด เหลืออีก 2 มันล้มแล้วกลิ้งเข้าที่กำบังอย่างรวดเร็ว และดูเหมือนจะได้รับบาดเจ็บเข้าด้วย

“ชาร์จจจจ!...”

เสือดำตะโกนลั่นสั่งการ แล้วนำหน้าทั้ง 3 คนทันที อีก 3 คนก็ต้องชาร์จตาม แม้จะยังเปลี่ยนซองกระสุนไม่เสร็จ ก็ต้องชาร์จไป เปลี่ยนซองกระสุนไป

ปัง...ปัง...ปัง...ปัง!...”

เสือดำยิงนำเบิกทางไปก่อน

“ไอ้เพชร รุกเข้าไปอีก”

ปัง...ปัง...ปัง...ปัง!...”

ไอ้เพชรรุกต่อพร้อมกับจ่าบุญที่เข้าที่แล้วยิงกราดออกไปอีก เสือดำไม่ได้สั่งอย่างเดียว เมื่อเห็นจ่าบุญยิงตรึงจึงถือโอกาสชาร์จต่ออีกคู่กับไอ้ศร พลวิทยุที่ไม่เคยออกห่าง
ศพไอ้พวก ผกค. มันเห็นอยู่ข้างหน้าไประยะเพียง 20 เมตร ต้องเข้าถึงศพมันให้ได้ เสือดำคิด

“จ่าบุญ รุกขึ้นอีก”

ปัง...ปัง...ปัง...ปัง!...”
ปัง...ปัง...ปัง...ปัง!...”

เสือดำยิงนำให้อีก 2 ชุด ทั้ง 4 คนเริ่มสงสัยแล้วว่า การรุกชาร์จเข้ามาทั้ง 2 ระยะแล้วทำไมจึงไม่มีเสียงปืนตอบโต้มาทางด้านไอ้ ผกค. เลยแม้แต่คนเดียว มองไปทางไอ้เพชร ทางด้านซ้ายเห็นปักหลักนิ่งอยู่หลังโคนต้นไม้ใหญ่ ในตำแหน่งระวังซ้ายได้อย่างดีที่สุด

เสือดำรุกคืบหน้าต่ออีกในระยะสั้นๆ

ปัง...ปัง...ปัง...ปัง!...”

เสียงปืนทางด้านไอ้เพชรดังขึ้น เสือดำมองไปทางทิศทางนั้น

“มีอะไรวะเพชร”

“ผมได้ยินเสียงมันวิ่งน่ะครับ”

“ชาร์จตามอีกทีสิวะ”

เสือดำสั่งทันที ไอ้เพชรก็ไวทายาท รุกคืบต่อทันที ในทิศทางที่ต้องวิ่งลงเนิน ทำให้ฝ่ายเสือดำเคลื่นที่ได้เร็วกว่าปกติ

เสือดำรุกต่อจนกระทั่งถึงศพของไอ้ 2 ผกค.นั้น ก็ไม่ได้จัดการอะไรกับศพมัน ใช้เพียงหางตามองนิดเดียวแล้วเข้าที่กำบังไป ไอ้ศรพลวิทยุจัดการยึดปืนอาร์ก้า 2 กระบอกทันที เสือดำหยุดอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ที่ไอ้ ผกค. มันเคยใช้เป็นที่กำบังมองเห็นไอ้เพชรกับจ่าบุญรุกเยื้องไปทางด้านหน้า ใช้ความคิดชั่วครู่แล้วสั่งการให้ทั้ง 2 คนถอนตัวทันที

การถอนตัวของทั้ง 4 คน ทำกันอย่างกับว่ากลับจากยิงนกเล่น มันเป็นแผนการอยู่แล้ว เหมือนเจตนาจะให้มันเห็นว่าเราถอนตัว ทั้ง 4 คนเดินเลาะตามไหล่เขา ตัดเข้าหาชุดหลังที่ตามมาอีก 3 คน ซึ่งตลอดเวลาทั้ง 3 คนไม่ได้แสดงอาการใดๆให้ปรากฏแม้แต่น้อย จนกระทั่งเสือดำมาถึงแนววางตัวของไอ้เชน ไอ้พุฒและไอ้แหลม

“3 คนมึงซุ่มต่ออีกนิด ซัก 15 นาทีแล้วค่อยถอนตัวตามไป”

ทั้ง 3 คนรับคำสั่งชนิดที่ไม่ต้องซักถามอะไรอีก

คำรายงานที่ทั้ง 3 คนนำมารายงานแก่เสือดำเมื่อกลับมาถึงฐานที่พักแล้วก็คือ เห็นไอ้ ผกค. 1 คนกลับมาเอาศพของเพื่อนมันทั้ง 2 กลับไป แต่ระยะมันไกลเกินกว่า 100 เมตร จึงต้องปล่อยให้มันกลับไปอย่างลอยนวล

เสือดำรับทราบถึงปัญหาข้อขัดข้องอันนี้ เพียงเท่านี้ก็พอที่จะสรุปได้ว่าความเสียหายของไอ้ ผกค.ก็คือตาย 2 บาดเจ็บ 1 และที่บาดเจ็บอาจตายแล้วก็ได้ แล้วหันมาสนใจวิทยุต่อไปอีก

“เสือขาวจากเสือดำ เปลี่ยน”

“จากเสือขาว ได้ผลเป็นไงบ้างพี่”

เสือขาวสอบถามทันที เพราะธรรมดามันก็ต้องเป็นห่วงกันอยู่แล้ว

“ของมันตายคาที่ 2 เจ็บ 1 ของเราปลอดภัย ตอนนี้กลับมาหมดแล้ว แล้วพวกเราล่ะวะ เป็นไงบ้าง”

“ทางผมเรียบร้อยพี่”

“เสือเหลืองล่ะวะ”

“ทางผมเรียบร้อยพี่”

เสือเหลืองตอบทันที เพราะสถานการณ์แบบนี้มันต้องคอยเฝ้าฟังวิทยุอยู่แล้ว

“โอเค ให้กำลังทั้งหมดเดินทางไปสมทบกับชุดเสือขาว เดี๋ยวเราต้องเคลียร์พื้นที่ให้ ฮ.ลงรับศพ”

เวลาเพิ่งจะบ่าย ชุดลาดตระเวนยังมีเวลาเพียงพอที่จะเตรียมการ กำลังทั้งหมดเริ่มออกเดินทางทันที เรียกได้ว่ากลิ่นคาวเลือดยังไม่ทันจะหายทีเดียว 


ศึกเขาค้อก่อนยุทธการผาเมืองเผด็จศึก ตอนที่ ๔


ในป่าและเขาไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืนก็แล้วแต่ ความเงียบสงัดของธรรมชาติมีเท่ากันเสมอ ดังนั้นในระยะเพียงไม่เกิน 2 ก.ม. เสียงปืนจากทางด้านเสือใหญ่ดังมาให้ได้ยิน มันเขย่าขวัญและประสาทของทุกเสือทุกคนอย่างแรงกล้า ในเหตุการณ์แบบนี้เชื่อว่าไม่ใช่การยิงปืนเล่นแน่ มันต้องเป็นการปะทะฝ่ายตนกับฝ่ายศัตรู และสิ่งที่ทุกคนต้องการทราบมากที่สุดในตอนนี้ก็คือผลของการปะทะ 

ในจำนวนคนทั้งหมด เสือดำดูจะกระวนกระวายใจที่สุด ในฐานะหัวหน้าชุดของทั้งหมด ความรับผิดชอบในภารกิจซึ่งจะต้องทราบผลการปฏิบัติทั้งหมดทุกระยะ ความร้อนใจจนทำให้เสือดำถึงกับตะโกนเรียกทางวิทยุ จนลืมไปว่า จะต้องพรางเสียงในเรื่องของที่ตั้งด้วย เท่านั้นไม่พอ เมื่อเรียกเท่าไหร่ก็ไม่มีเสียงตอบหรือว่าวิทยุของตัวเองจะเสีย เสือดำสงสัย? ดังนั้นทางเสือเหลืองกับเสือขาวจึงช่วยอีกทาง แต่ก็ไม่มีเสียงตอบจากเสือใหญ่เช่นกัน เสือดำ เสือเหลือง และเสือขาว ทำการตรวจสอบวิทยุซึ่งกันและกันจนแน่ใจว่าวิทยุของทั้ง 3 เสือยังคงใช้ได้เป็นปกติจึงไม่มีปัญหาเลยว่าวิทยุของเสือใหญ่นั่นแหละเสีย ปัญหามันเกิดจากอะไรล่ะ ทุกคนอยากรู้ 

จากประสบการณ์ของพวกเราที่มีต่อกรณีที่เสียงปืนดังขึ้นอย่างต่อเนื่องและหนาแน่นภายในระยะเวลาอันสั้นแบบนี้ มันเป็นลักษณะการเข้าเหลดของไอ้พวก ผ.ก.ค. และการเข้าเหลดแบบนี้ฝ่ายเรามักจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเสมอ 

เสือดำซึ่งประจำอยู่ทางด้านขวาสุดของแนว สั่งการเสือเหลืองทันที 

“เสือเหลือง จาก เสือดำ” 

“จากเสือเหลือง เปลี่ยน” 

“ไอ้เสือเหลือง มึงอยู่ใกล้ไอ้เสือใหญ่ มึงจัดคนซัก 2-3 คนออกไปดูไอ้เสือใหญ่มันทีสิวะ” 

ได้ครับพี่ ผมจะไปเดี๋ยวนี้เลย” 

“โอเค” 

เสือเหลืองรับคำสั่ง ทั้งๆที่ปกติแล้วในตอนกลางคืนแบบนี้ไม่นิยมการเคลื่อนกำลังออกนอกที่ตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าตีหรืออื่นใด แต่จะใช้การตั้งรับแทน และการออกนอกที่ตั้งจะกระทำในกรณีถอนตัวเท่านั้น 

“ไอ้แดง, ไอ้สันต์, ไอเวทย์ ไปกับกูเดี๋ยวนี้เลย” 

เสือเหลือง หัวหน้าชุดแสดงออกซึ่งคุณลักษณะผู้นำ ด้วยการปฏิบัติตามคำสั่งของเสือดำด้วยตนเอง 

“จ่าชาญ อยู่คุมทางนี้ ถ้าผมต้องการความช่วยเหลือ ผมจะยิงพลุสัญญาณขึ้นฟ้า จุดที่ยิงพลุคือจุดที่อยู่ของผมนะ” 

“ครับหัวหน้า” 

เสือเหลืองหันมาสั่งการกับจ่าชาญซึ่งเป็นรองหัวหน้าชุด แล้วออกเดินทางทันที ในตัวไม่มีเป้เครื่องหลังทำให้คล่องตัวมากกว่าเดิม ระยะห่างประมาณ 500-600 เมตรแบบนี้ สภาพป่าโปร่ง แสงสว่างลางๆ จากดวงดาวช่วยได้บางในบางโอกาส คิดว่าการถึงที่หมายน่าจะทำได้ภายในครึ่งชั่วโมงนี้ 

”หัวหน้าครับ ระวังซุ่มนะครับ” 

ไอ้แดง พลปืนเล็กในชุดปฏิบัติการเตือนสติเสือเหลือง เพราะเห็นว่ากำลังใจร้อน ทั้งนี้บ่อยครั้งที่ไอ้พวก ผ.ก.ค. มักจะดักซุ่มโจมตีชุดที่ออกไปช่วยเหลือพวกเดียวกันเสมอ มันเป็นแผนธรรมดาๆ ที่ไอ้พวก ผ.ก.ค. ใช้ได้ผลมานาน 

เสือเหลืองเดินกลาง ไอ้แดงออกขวา ไอ้สันต์ออกทางซ้าย ส่วนไอ้เวทย์ เสือเหลืองให้เดินรั้งท้าย ทั้งหมดมีระยะห่างกันประมาณ 10-15 เมตรเท่าที่จะจับสังเกตซึ่งกันและกันได้ แต่ก็ดูจะโชคดีที่การเดินทางไปยังที่ตั้งชุดเสือใหญ่ตลอดครึ่งชั่วโมงนั้น ไม่มีเหตุการณ์อะไรมาถ่วงเวลาการเดินทางเลย 

“ทางขวามั้งพี่” 

ไอ้แดงที่อยู่ทางขวาเป็นคนแจ้งสัญญาณ เสือเหลืองให้สัญญาณต่อทันที 

“ทางขวาโว้ย สันต์” 

เสียงคนคุยกันดังมาพอได้ยิน จับได้ว่าเป็นพวกเดียวกัน 

“เสือใหญ่...เสือใหญ่” 

ไอ้แดงให้สัญญาณไปก่อน เพราะรู้ดีว่า การสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปอาจเกิดการเข้าใจผิดกันได้ เพราะกลางคืนมันมองไม่เห็นหน้ากัน จนกระทั่งเป็นที่เข้าใจกัน เสือเหลืองสำรวจไปรอบๆ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นไม่ต้องอธิบายก็พอจะเข้าใจได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น 

“พวกเราเป็นไงกันบ้าง” 

“แค่เสือใหญ่ ไอ้นพ ไอ้เดช 3 คนตายครับ ที่เหลือปลอดภัย” 

“แล้ววิทยุเรียกมาทำไมไม่ตอบ” 

“วิทยุโดนกระสุนพรุนไปทั้งเครื่องเลยครับ” 

จ่าบุญซึ่งเป็นรองหัวหน้าชุดรายงานในอาการที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างศพของทั้ง 3 คนที่เอามาเรียงกันไว้ 

เสือเหลืองมองตรวจพื้นที่ไปรอบๆอีกครั้ง 
“มันเข้าเหลดทางด้านไหน” 

“ทางด้านกลุ่มก้อนหินโน่นแหละครับ” 

เสือเหลือเม้มริมฝีปากจนเป็นเส้นตรง เป็นอาการของคนที่กำลังใช้ความคิดอย่างหนัก 

เสือใหญ่พลาดอย่างมากในการเลือกที่ตั้งฐานลอย ที่ตั้งถูกข่มจากภูมิประเทศที่เหนือกว่า การตรวจการณ์และการโต้ตอบทำไม่ได้เลย 
ไม่ต้องวิจารณ์ให้คนที่เหลือเสียกำลังใจต่อไปอีก เสือเหลืองสั่งการทันที 

“ไอ้สันต์, ไอ้เวทย์ พาพวกที่เหลือทั้งหมดกลับไปสมทบกับพวกเรา เอาศพกลับไปด้วย.. ไอ้แดง อยู่กับกูก่อน” 

“หัวหน้าจะอยู่ทำอะไรครับ” 

ไอ้แดงไม่วายสงสัย 

“เอาเถอะน่า ไม่ต้องสงสัย เดี๋ยวกูกับไอ้แดงจัดการเองได้...ไปได้แล้ว” 

ในความคิดของเสือเหลือง ซึ่งดูจะเป็นลางสังหรณ์เสียมากกว่า เสือเหลืองเชื่อว่า ไอ้พวก ผ.ก.ค. มันยังอยู่ในดงหินนั้น ไม่ได้ถอนตัวไปไหน แต่มันยังคงเกาะฐานลอยของฝ่ายเสือใหญ่อยู่ ทั้งนี้มันเชื่อว่าเมื่อมีคนตายแล้วในเวลาไม่นานนักจะต้องมี ฮ. จากพวกเรามารับศพหรือคนเจ็บที่มันคาดคิด ...มันต้องยังอยู่ 

พรรคพวกทั้งหมดถอนตัวไปหมดแล้ว เสือเหลืองไม่วายที่จะหันกลับไปมองร่างไร้วิญญาณภายในห่อเสื้อกันฝนปันโจทั้ง 3 ร่างนั้นได้ เสือใหญ่ร้อยโทจากฝ่าย ตชด. ต้องมาสังเวยชีวิตในครั้งนี้ ในสนามรบและในสถานการณ์แบบนี้ไม่ว่านายทหาร นายสิบหรือพลทหาร ทุกคนมีสิทธิ์ตายและพิการเท่ากันโดยไม่มีข้อยกเว้น สิ่งที่เขาจะได้รับต่อไปนี้ก็คือ แผ่นดินที่กลบร่างหรือไฟที่เผาผลาญ สิ่งที่แถมก็คือคำว่า “ผู้กล้าหาญ” เท่านั้นเอง 

ความคิดของเสือเหลืองล่องลอยไปชั่วครู่ แล้วกลับคืนมา เมื่อหันมามองเข็มนาฬิกาพรายน้ำที่ข้อมือ เวลา 3 ทุ่มกว่าเล็กน้อยในตอนนั้น 

“ไอ้แดง มึงไปซุ่มตรงนั้นก็แล้วกันวะ พวกมันยังอยู่ในดงหินนั้น คืนนี้มันต้องออกมาแน่” 
“ทำไมหัวหัวหน้าเชื่อว่าพวกมันยังอยู่ล่ะครับ” 
“ความเงียบของฐานเสือใหญ่ จะทำให้มันสงสัย มันจะต้องออกมาดู กูว่ามันคงเห็นพวกถอนตัวถอนออกไป มันจะต้องตามเกาะอีก” 

“ครับหัวหน้า” 
ไอ้แดงปักหลักตามที่เสือเหลืองสั่ง แล้วเสือเหลืองกลับคลานต่ำไปทางด้านซ้ายเข้าหาที่กำบังห่างออกไปประมาณ 10 เมตร ความเงียบเข้าครอบคลุมอีกครั้ง 

เวลาผ่านไปตามกาลของมัน ความคิดหรือลางสังหรณ์ของเสือเหลืองเริ่มฉายแววแห่งความเป็นจริง เวลาเกือบตี 4 ของคืนนั้น ภายใต้แสงจันทร์เสี้ยวที่โผล่ขึ้นมาที่ขอบฟ้า เสียงคนพูดกันดังออกมาจากดงหินได้ยินอย่างชัดเจน... ใช่แล้ว... มันกำลังออกเดินทางเพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของชุดลาดตระเวนต่อไปในภารกิจของมันก็คือการ “เกาะ” เพื่อรอโอกาส “เข้าเหลด” ในขณะตั้งฐานลอย 

ทั้งเสือเหลืองและไอ้แดงคลายความง่วงเหงาหลังจากถ่างตามาทั้งคืน แววปิติสมหวังฉายออกมาอย่างแรงจากดวงตาทั้งสอง ทั้งคู่ขยับกายเข้าสู่ท่าเตรียม เอ็ม.16 ในมือประทับบ่าแนบต้นไม้ใหญ่ช่วยในการเล็ง 

คน 4 คนปืนยาวครบมือในความสลัวๆ แบบนี้พอจะดูออกว่ามันคืออาร์ก้า.47 ในระยะประมาณ 50-60 เมตร ร่างของคนทั้ง 4 คนดูจะไม่ระแคะระคายว่ามัจจุราชกำลังคอยมันอยู่ ทั้ง 4 โผล่ออกมาจากดงหินแบบเดินเรียงกัน เสือเหลืองกับไอ้แดง ไม่ต้องนัดแนะอะไรกันอีก ต่อเป้าหมายที่เป็นกลุ่มแบบนี้ เล็งตรงเป้าหมายแล้วปล่อยกระสุนให้มากที่สุด อย่างน้อยก็ 1 แม็ก 20 นัดไม่ควรจะเหลือ 

จนกระทั่งใกล้เข้ามาระยะประมาณ 30 เมตร ห่างจากดงหินพอเพียงที่มันไม่สามารถถอยเข้าไปในที่กำบังได้ กรรมต้องสนองกรรม เลือดต้องล้างด้วยเลือด 

“ปัง...ปัง...ปัง...ปัง!...” 
“ปัง...ปัง...ปัง...ปัง!...” 
“ปัง...ปัง...ปัง...ปัง!...” 
“ปัง...ปัง...ปัง...ปัง!...” 

เอ็ม.16 ทั้ง 2 กระบอกปล่อยกระสุนออกไปในเวลาที่ไล่เลี่ยกันจนเกือบจะพร้อมกัน 
“ปัง...ปัง...ปัง...ปัง!...” 
“ปัง...ปัง...ปัง...ปัง!...” 
กระสุนชุดที่สองปล่อยซ้ำออกไปอีก ทั้งสองมองเห็นกับตาว่า ไอ้ ผ.ก.ค. ชะตาขาดล้มกลิ้งลงกับพื้นแล้วนิ่งไป ตายสนิทเท่านั้นคือผลที่มันได้รับ 
“ปัง...ปัง...ปัง...ปัง!...” 
“ปัง...ปัง...ปัง...ปัง!...” 
อาร์ก้า.47 จากมือไอ้ ผ.ก.ค. ตอบโต้มาทันที หลังจากการยิงของพวกซุ่มไปไม่กี่วินาที 

“รอดไปได้ 2 ...ไอ้ห่า ไม่น่าเลย” 
เสือเหลืองบ่นออกมาเท่าที่ไอ้แดงพอได้ยิน ไม่มีเสียงตอบโต้จากทางเสือเหลืองกับไอ้แดงอีก ทั้งคู่ซุ่มเงียบเพราะมั่นใจในที่กำบัง เปลวไฟจากปากลำกล้องที่ไอ้ ผ.ก.ค. ยิงออกมา พอจะจับจุดได้แสดงว่ามันก็ต้องมีที่กำบังที่ดีเช่นกัน ความใจเย็นเท่านั้นที่เสือเหลืองกับไอ้แดงมีตอนนี้ 

“ปัง...ปัง...ปัง...ปัง!...” 
อาร์ก้า.47 จากไอ้ ผกค. ดังมาอีก เสียงกระสุนถากเปลือกไม้ต้นที่เสือเหลืองกำบังอยู่กระเด็นมากระทบให้รู้ แต่เสือเหลืองไม่สนใจกลับเปลี่ยนซองกระสุนอันใหม่อย่างใจเย็น 
ร่างของพวกมันที่นอนพังพาบอยู่ในสายตาของเสือเหลืองตลอดเวลา ในที่โล่งแบบนั้นถ้ามันเข้ามาเอาศพมันก็ต้องเป็นศพเช่นกัน... ไม่นานเกินรอ 

“ปัง...ปัง...ปัง...ปัง!...” 
เอ็ม.16 จากมือไอ้แดง ปล่อยกระสุนออกไป เพราะเห็นกับตาว่าไอ้ ผกค.ที่อยู่ตรงหน้าในระยะประมาณ 50 เมตร ชาร์จรุกเข้ามาในแนวศพของพวกมัน แต่ความไวของพวกมัน ทำให้มันรอดไปได้อย่างหวุดหวิด 

“ไอ้แดง อย่าเพิ่งยิงจนกว่าจะแน่ใจ ...หาที่กำบังใหม่เร็ว” 
เสือเหลืองสั่งแล้วชาร์จตัวเองออกทางด้านหลังซ้าย ออกไปประมาณ 20 เมตร ไอ้แดงตามไปติดๆ 

“กูว่าเล่นมันยากแล้วว่ะ มันรู้ตัวแบบนี้ กูว่าเราถอนดีกว่าว่ะแดง” 
“ผมก็ว่างั้นแหละครับ” 
“งั้นมึงถอนไปก่อน เดี๋ยวกูตึงใว้ให้” 
“ครับหัวหน้า” 


ไอ้แดงชาร์จตัวเองออกไปทางด้านหลัง เสือเหลืองดึงเอ็ม.26 ระเบิดสังหารออกมาจากอกเสื้อ ถอนสลักแล้วขว้างออกไปสุดแรงเกิด 

“บึ้มมมมม!...” 

เสียงระเบิดของมันช่วยให้กลบเสียงการชาร์จตัวของทั้งสองได้เป็นอย่างดี กว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะสงบลงก็ช่วยให้ทั้งสองคนห่างออกไปแล้วกว่า 30 เมตร ไม่มีการหยุดยั้งเพื่อการใดๆอีก ทั้งเสือเหลืองทั้งไอ้แดงออกวิ่งรวดเดียวจนถึงที่ตั้งและได้พบกับเสือดำที่เดินทางมาพบกับพวกเสือใหญ่ด้วยตนเอง และเมื่อพบกับเสือเหลือง แผนการต่อไปจึงเริ่มทันที 

ศึกเขาค้อก่อนยุทธการผาเมืองเผด็จศึก ตอนที่ ๓

การเดินทางของชุดปฏิบัติการพิเศษลาดตระเวนหาข่าวทั้ง 4 ชุด คงรุกคืบหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งและไม่ย่อท้อ ภารกิจต้องเป็นภารกิจ หน้าที่คือสิ่งที่ต้องปฏิบัติยังคงก้องกังวานอยู่ในสำนึกของพวกเขาตลอดเวลา

ไม่มีใครรู้หรอกว่า ทุกขณะจิตของพวกเขา เขาก็อยากจะเข้ามาย่ำอยู่ในเมือง อยู่ในแสงสีของความเจริญเหมือนกัน แต่หน้าที่และความรับผิดชอบทำให้พวกเขาต้องมาเดินย่ำอยู่ในป่าดงพงพีอยู่อย่างนี้

ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งค่ำ ไม่มีใครเชื่อว่าทั้ง 48 คนนั้นยังไม่มีใครดื่มน้ำจากกระติกข้างเอวกันเลยอัตราบรรจุน้ำ 2 กระติกเต็มคือสิ่งที่ทุกคนต้องเก็บออมเอาไว้สำหรับตอนที่ก่อนจะตายจริงๆเท่านั้น

ก่อนจะสิ้นแสงของวันนั้นทั้ง 4 ชุดต่างคนต่างเลือกจุดตั้งฐานลอยเพื่อพักผ่อน อาหารที่เตรียมมาจาก บก.คงจะช่วยได้ในวันรุ่งขึ้นอีกวัน อีกไม่ช้าคงมีเครื่องบินตรวจการณ์บินมาเหนือหัวเพื่อรับรายงานข่าวสารประจำวันซึ่งก็ไม่ใช่ของยากอะไรสำหรับวิทยุแบบพีอาร์ซี .25 ขึ้นเสาอากาศสูง เหตุการณ์ที่รายงานคือปกติ พิกัดที่อยู่คงรายงานให้ได้โดยประมาณเท่านั้น

เหตุการณ์คืนวันนั้นดูเรียบร้อยดี ผู้มาเป็นเพื่อนในยามค่ำคืนเห็นจะมีก็แต่ยุงป่าที่ตัวโตขนาดหัวไม้ขีดทั้งนั้น

การปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนหาข่าวเริ่มต้นขึ้นอีกตั้งแต่ยังไม่ 7 โมงเช้า แนวทางตัดเข้าสู่ภูแจ้ ซึ่งคาดว่าจะสามารถมองเห็นยอดเขาค้อหรือภูยอดหญ้าได้ในระยะเกือบ 10 กม. เข้าสู่ภูแจ้ภายในค่ำนี้คงถึง ในใจของทุกคนคิด

ชั่วโมงแรกของการเดินทาง

“เสือดำ จาก เสือใหญ่”

“จากเสือดำ ส่งข่าวได้”

“เสือใหญ่พบที่พัก ผกค.”

“ขอรายละเอียดซิ”

“จากเสือใหญ่ เป็นบ้านไม้ไผ่หลังคามุงหญ้าขนาดคนนอนได้ 5-6 คน จำนวน 2 หลัง หันหน้าเข้าหากัน สภาพบ้านปลูกมานานแล้วประมาณ 3-4 เดือน”

“มีคนอยู่มั้ย”

“ตอนนี้สังเกตดูแล้ว เชื่อว่าไม่มี”

“ระยะห่างเท่าไหร่”

“ประมาณ 100 เมตร ปลูกอยู่บนยอดเนินด้านล่าง มีต้นประดู่ใหญ่คลุมไว้ พื้นดินราบเรียบไม่มีร่องเหลด ไม่มีหลุมบุคคล”

“โอเคเสือใหญ่ ให้หาทางเข้าไปหารายละเอียดแล้วเผาเสียเลย”

“โอเค เสือใหญ่ทราบ”

ชุดปฏิบัติการเสือใหญ่เริ่มเข้าภารกิจทันทีในขณะที่อีก 3 ชุดต้องหยุดรอแล้วคอยฟังการรายงานผลการปฏิบัติทางวิทยุ

ชุดตรวจค้น 3 คนของชุดลาดตระเวนทำหน้าที่เข้าเคลียร์ในขณะที่อีก 9 คนคุ้มกันอยู่ด้านนอก การรุกเข้าสู่เป้าหมายของทั้ง 3 คนเข้าทางด้านหลังของกระท่อมหลังซ้ายมือก่อน เร็วและเงียบเพราะถอดเครื่องสนามออกก่อนชั่วคราว เงี่ยหูฟังการเคลื่อนไหวภายในอยู่ชั่วครู่ สายตากวาดตรวจรอบๆบริเวณเพราะกับระเบิดคือสิ่งที่ต้องระวังในตอนนี้ จนกระทั่งมั่นใจว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ในกระท่อมหลังนั้น 1 คนในจำนวนนั้นรุกชาร์จเข้าไปที่กระท่อมอีกหลังทันที เงี่ยหูฟังแล้วแล้วแง้มผนังหญ้าแห้งดูเพื่อความมั่นใจ ไม่ต้องให้สัญญาณอะไรอีกทั้ง 3 คนรุกเข้าในตัวกระท่อมทันที แล้วออกมาให้สัญญาณแก่เสือใหญ่หัวหน้าชุด เฉพาะเสือใหญ่คนเดียวที่เข้าไปตรวจภายในกระท่อมทั้งสองหลังนั้น นอกนั้นถูกสั่งให้รายล้อมบริเวณจนรอบ

“จากเสือใหญ่ มีข่าว”

“ว่าไปเลยเสือใหญ่”

เสือดำตอบวิทยุให้รายงานข่าวด่วนได้

“จากเสือใหญ่ สภาพภายในกระท่อมนี้มีแคร่ไม้ไผ่ยาวขนาดนอนได้ 6 คน หมอน 3 ใบ ผ้าขาวม้าเก่าๆ 2 ผืน รองเท้าแตะ 4 คู่ หม้อข้าว 1 ใบ ปลอกกระสุนอาร์ก้า 24 ปลอก ปลอกกระสุน เอ็ม.79 4 ปลอก สายสะพายปืน 1 เส้น กระบอกไม้ไผ่ใส่น้ำ 4 กระบอก เปลี่ยน”

“ตรวจกองไฟซิว่า พวกมันเข้ามาใช้กระท่อมครั้งสุดท้ายซักเมื่อไหร่”

“คาดว่าไม่เกิน 3 วัน”

“โอเคเสือใหญ่ เอาหม้อข้าวกับกระบอกไม้ไผ่ไว้ ที่เหลือเผาทิ้งทั้งหมด”

“เสร็จแล้ววางกับไหมพี่”

เสือใหญ่ถามความเห็นของเสือดำ โดยว่าควรจะวางกับระเบิดหรือไม่ เพราะถึงอย่างไรไอ้พวก ผกค. มันคงจะต้องกลับมารังเก่าของมันแน่ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

“ไม่ต้องหรอกนะเสือใหญ่ เสร็จแล้วรีบออกเดินทางจากพื้นที่กันเลย”

“โอเคครับพี่”

เสือใหญ่สั่งเผากระท่อมทั้งสองหลังแล้วออกเดินทางต่อทันทีไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลยว่า การตัดสินใจของเสือดำในครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมาก เปลวไฟและกลุ่มควันที่พุ่งขึ้นไปในอากาศเป็นสิ่งชี้ชัดว่ามีบุคคลอื่นที่ไม่ใช่พวกตนเข้ามาในพื้นที่ ไอ้พวก ผกค. มันต้องทราบดีอยู่แล้วว่า บริเวณนั้นมีกระท่อมที่พักของพวกมันปลูกอยู่ และพวกมันเองคงไม่จุดไฟเผากระท่อมของตนเองแน่

นั่นคือการประกาศว่า เสือทั้ง 4 กำลังเข้าสู่ดินแดนแห่งสิงห์ แล้วอะไรจะเกิดขึ้น เมื่อเจ้าของถิ่นเขารู้ตัวแล้ว
การเดินทางเริ่มทันทีเพื่อไม่เป็นการเสียเวลา ตลอดเส้นทางมหาวิบากของวันนั้น บ่อยครั้งที่ทั้ง 4 หัวหน้าชุดต้องหยุดใช้กล้องส่องสองตาตรวจพื้นที่ต้องสงสัย บางแห่งมีร่องรอยถางป่าทำไร่ในอดีต นั่นเป็นเครื่องหมายว่าพวกแม้วหรือพวกม้งเคยใช้เป็นที่อยู่อาศัยทำหากินมาก่อน และก่อนค่ำวันนั้น

“เสือดำจากเสือขาว”

“จากเสือดำ ส่งข่าวได้”

“จากเสือขาว พบเส้นทางคนเดิน ทอดจากด้านซ้ายมุ่งหน้าไปทางภูแจ้ เปลี่ยน”

“มีรายละเอียดเพิ่มเติมอีกมั้ย”

เสือดำสอบถามรายละเอียดเพื่อประกอบการพิจารณา

“จากเสือขาว เป็นเส้นทางใหม่ สภาพเส้นทางเหมือนมีคนเดินประจำ ด้านบนมีต้นไม้ปกคลุมหมด ทางกว้างขนาดเดินคนเดียว ร่องรอยอื่นๆ ยังไม่พบ เปลี่ยน”

“โอเค เสือขาว ให้เสือขาวเกาะเส้นทางไปจนถึงด้านหน้าแล้วให้คอยก่อน... เสือเหลือง เสือใหญ่ เปลี่ยน”

“จากเสือเหลือง เปลี่ยน”

“จากเสือใหญ่ เปลี่ยน”

ดูเหมือนทั้งเสือเหลืองและเสือใหญ่คอยฟังอยู่ก่อนแล้ว เมื่อถูกเรียกจึงตอบได้ทันที

“ให้เสือเหลืองกับเสือใหญ่ ขึ้นไปสมทบกับเสือขาวบนยอดเนินทางขวา 180 องศาประมาณ เปลี่ยน”

“โอเค ครับ”

ทั้งสองเสือตอบเมื่อรับทราบคำสั่ง จนกระทั่งก่อนค่ำเล็กน้อย 4 ชุดจึงได้พร้อมหน้าพร้อมตากัน แต่ละคนยังดูแข็งแรง แม้จะไม่ค่อยสดชื่นนัก ดูจะเป็นความเคยชินของพวกเขาเสียแล้ว
ที่พักแรมค่ำคืนนั้นอาศัยการนอนทับทางกันเลย ทุกสิ่งทุกอย่างฝากความปลอดภัยไว้กับยามคอยเหตุที่ส่งออกไปทั้งสองหัวท้ายของแนว

รุ่งขึ้นทั้ง 4 ชุดแยกกันอีก เสือดำตัดตรงหน้า เสือขาวให้เริ่มแต่ภูกระบะ เสือเหลืองเริ่มจากภูไผ่ และเสือใหญ่เริ่มจากภูก้านเหลือง เหลือระยะในแผนที่อีก 34 ก.ม. ถึงภูยอดหญ้า ค่ำนี้และค่ำวันพรุ่งนี้จะไม่มีเครื่องบินมารับข่าว ดังนั้นการแก้ปัญหา ถ้าหากมี ขอให้ช่วยตัวเองไปก่อน

ไม่มีใครเชื่อเลยว่า สัญญาณควันและเปลวไฟจากกระท่อมทั้ง 2 หลังนั้นจะเป็นเป้าความสนใจของไอ้พวก ผกค. ที่ปฏิบัติการจรยุทธ์อยู่ในพื้นที่บริเวณนั้น ดังนั้นการเข้าที่พัก การเคลื่อนย้ายในวันรุ่งขึ้นจึงตกอยู่ในสายตาของพวกมันโดยสิ้นเชิง

การเกาะติดตามการเคลื่อนไหวของพวกเจ้าหน้านั้น ผกค.มันทำได้ดีเสมอ เพราะอย่างไรเสียหลักการของพวกจรยุทธคือ “เอ็งมาข้ามุด เอ็งหยุดข้าแหย่ เอ็งแย่ข้าตี เอ็งหนีข้าตาม” พวกมันมักนำมาใช้เสมอๆ และในครั้งนี้ก็เช่นกัน

ผกค.ทั้ง 4 คนในชุดปฏิบัติการจรยุทธ์ ซึ่งแกะรอยของชุดเสือใหญ่มาโดยตลอด และในตอนนี้ก็เช่นกัน ชุดเสือใหญ่ทั้ง 12 คนหรือแม้แต่ชุดอื่นๆ ก็ไม่มีใครระแคะระคายเลยว่า บัดนี้ศัตรูตัวสำคัญกำลังเดินตามหลังชนิดที่ว่า แกะรอยตีนกันเลย

วันทั้งวันจากเช้าถึงบ่าย จากบ่ายถึงค่ำ ไอ้ผักกาดเค็มทั้ง 4 คน ยังคงแกะชุดเสือใหญ่โดยตลอด จนกระทั่งค่ำ การสั่งการให้หยุดพักตั้งฐานลอยมันก็รู้และเห็น เท่านั้นไม่พอ ในชุดเสือใหญ่มันก็รู้ว่า เสือใหญ่ คนที่เป็นหัวหน้าชุดน่ะคนไหน โดยหลักการรบทั่วๆไปแล้ว บุคคลระดับหัวหน้ากับคนที่มีหน้าที่สำคัญๆของชุดถือเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งที่จะต้องทำลาย ดังนั้นในชุดนี้ คนที่เป็นเป้าหมายสำคัญก็คือ หัวหน้าชุด รองลงมาคือพลวิทยุ รองลงมาอีกก็คือไอ้พลยิงเอ็ม.79 เพราะมันหมายถึงขวัญและอำนาจในการรบ

คืนทั้งคืนไอ้ผักกาดเค็มมันใจเย็นพอที่จะไม่กระโตกกระตากใดๆให้ฝ่ายเสือใหญ่ได้ผิดสังเกตหรือจับพิรุธได้ ทั้งนี้มันรู้ดีว่าเหยื่อสังหารของมันไม่อ่อนโรยดี

การเดินทางของฝ่ายเสือทั้ง 4 เริ่มขึ้นอีกในเช้าวันรุ่งขึ้นพร้อมกับไอ้ผักกาดเค็มทั้ง 4 ไม่ลดละที่จะแกะรอยชุดเสือใหญ่ต่อไปอีก

ไอ้ผักกาดเค็มคนเดียวนำหน้าห่างจากเป้าสายตาในระยะที่กำบังแล้วหยุดซุ่มเงียบคอยมองอยูอย่างจับจ้อง อีก 3 คนรุกออกทางปีกอ้อมดักหน้าเหยื่อ เมื่อทันเหยื่อมันจะทิ้งแมวมองไว้ 1 คน คนที่เป็นแมวมองเดิมจะถอนตัวตามพรรคพวกไป สลับกันเป็นเช่นนี้ไปตลอดเส้นทาง ดังนั้นไอ้ผักกาดเค็มทั้ง 4 จะเคลื่อนตัวอยู่วงนอก 3 คน รอฟังการมองเห็นของเป้าหมาย ไอ้ 1 คนที่ทำหน้าที่แมวมองจะกำหนดทิศทางให้ไอ้ 3 คนเลื่อนตัวไป

สถานการณ์ยังไม่เหมาะ พรรคพวกของเหยื่ออาจมาช่วยได้ เวลาที่แสงสว่างอย่างในตอนกลางวันอาจทำให้เหยื่อที่มีกำลังมากกว่าดำเนินกลยุทธ์โต้ตอบได้ ภูมิประเทศที่ไม่มีการได้เปรียบอาจทำให้การตอบโต้ของเหยื่อรุนแรงจนเกินต้านทานได้ และที่สำคัญสุดก็คือเหยื่อสังหารจะต้องอยู่ในสภาพที่ประมาทและเหนื่อยอ่อน ยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดี นี่คือเหตุผลที่ไอ้ผักกาดเค็มทั้ง 4 คน กำลังพิจารณาเหยื่อสังหารของมันอยู่

ความใจเย็นของไอ้พวกผักกาดเค็มเริ่มจะเป็นผล ดวงมันกำลังขึ้นแต่ดวงของพวกเสือใหญ่กำลังตก เมื่อก่อนค่ำวันนั้น ชุดลาดตระเวนเสือใหญ่ซึ่งอยู่ทางปีกซ้ายสุดของขบวน การเดินทางเริ่มตัดลงพื้นราบ ซึ่งพอจะมีบ้างบนยอดภู ห่างออกไปทางด้านซ้ายประมาณ 30-40 เมตร กลุ่มก้อนหินใหญ่ระเกะระกะสลับกับต้นไม้ใหญ่ซึ่งเหมาะกับการเป็นที่กำบังอย่างที่สุด เส้นทางการถอนตัว เมื่อตัดขึ้นเนินแล้วสามารถวกกลับย้อนไปทางที่เดินมาก็ได้ หรือจะชาร์จออกหน้าไปก็ทำได้อีกเช่นกัน แต่เส้นทางรุกตอบโต้ของฝ่ายเหยื่อสังหารดูจะทำให้ยากมาก เพราะการชาร์จเข้ากลุ่มก้อนหินนั้นดูจะเป็นเป้าเสียมากกว่า

เวลาตอนนั้นเลย 6 โมงครึ่งตอนเย็นไปเล็กน้อย เสียงเหยื่อสังหารพูดคุยกันถึงเรื่องของกินและที่พักนอน แสงสว่างเริ่มลางๆ ร่างของคนเริ่มจับตะคุ่ม มองเห็นเพียง 3-4 คนที่เดินไปมา นอกนั้นต่างเอนกายพิงต้นไม้ ทั้งนี้คงเนื่องมาจากความอ่อนระโหยโรยแรงนั่นเอง

เสือใหญ่คนเป็นหัวหน้าชุดลุกเดินมาหาไอ้พลวิทยุ คงเพื่อจะรายงานเหตุการณ์ประจำวันให้กับเสือดำได้ทราบ เหมือนจะเป็นคราวเคราะห์ก็ว่าได้ วิทยุเครื่องนั้นไม่สามารถจะติดต่อได้ในสภาพที่เครื่องส่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ จำเป็นต้องย้ายออกไปรับ-ส่งบริเวณกลางแจ้ง

เสียงพูดรับ-ส่งวิทยุจะพุดว่าอย่างไร ไอ้ผักกาดเค็มมันไม่สนใจและมันก็ไม่ได้ยินด้วย มันเอาแต่เล็งอย่างเดียวไปที่ร่างของคนทั้งสอง

อาร์ก้า.47 2 กระบอกต่อคนที่เป็นเป้า 2 คน มันพยายามตั้งใจเล็งแล้วลั่นไก

“ปัง...ปัง...ปัง...ปัง!...”

“ปัง...ปัง...ปัง...ปัง!...”

“โอ๊ยยยย!....”

อาร์ก้า.47 4 กระบอกจากไอ้ผักกาดเค็มรุมเล็งแล้วยิงไปที่เป้าหมายเดียวกัน

“เฮ้ย! โดนเหรด”

เสียงใครคนหนึ่งในชุดเสือใหญ่ตะโกน

“ปัง...ปัง...ปัง...ปัง!...”

อาร์ก้า.47 กระบอกใหนไม่รู้ยิงซ้ำไปที่เก่า

“หัวหน้าโดนปืนโว้ยพวกเรา”

เสียงร้องโอยนั้นความจริงเป็นเสียงของไอ้พลวิทยุ เพราะกระสุนไม่โดนจุดดับของร่างกาย แต่เสือใหญ่โดนกระสุนเข้าเต็มร่างกายและจุดดับก็คือกระสุนนัดที่เจาะเข้ากลางหัวพอดิบพอดีจึงไม่มีโอกาสได้ร้อง

ร่างของไอ้พลวิทยุร้องได้คำเดียวแล้วนอนแน่นิ่งอยู่กับวิทยุของพวกมันนั่นเอง

“มึงออกทางขวา เดี๋ยวกูจะเข้าไปเอาหัวหน้า”

ไม่รู้ว่าใครสติดีกว่าใครทั้งหมดสั่งการทันที แล้วมันออกวิ่งทันที
“ปัง...ปัง...ปัง...ปัง!...”
“ปัง...ปัง...ปัง...ปัง!...”
“ปัง...ปัง...ปัง...ปัง!...”
อาร์ก้า .47 จับที่ร่างของไอ้คนที่จะเข้าไปช่วยเสือใหญ่อย่างเหมาะเหม็งที่สุด ร่างของมันถึงกับอาการตะกายอากาศ เอช.เค.33 ในมือหลุดกระเด็นไป แล้วล้มลงขาดใจตายทันที

“ปัง...ปัง...ปัง...ปัง!...”
“ปัง...ปัง...ปัง...ปัง!...”

เอช.เค.33 จากฝ่ายเสือใหญ่เริ่มตอบโต้ไปตามทิศทางที่มาของเสียงอาร์ก้า.ทันที

“เฮ๊ย! ทางซ้ายมือชาร์จสิวะ”

เสียงคนที่อยู่ตรงกลางสั่ง เพราะตอนกลางนั้นไม่สามารถจะรุกชาร์จได้

ปัง...ปัง...ปัง...ปัง!...”

เสียงเอช.เค.33 จากตอนกลางตอบโต้ไปอีกในขณะที่ปีกซ้ายรุกชาร์จ มองเห็นอยู่ว่าทางด้านขวาก็ชาร์จกันโดยไม่ต้องมีใครสั่งเพราะเห็นอยู่แล้วว่าควรจะกางปีทั้งสองโอบมัน

การตอบโต้จากฝ่ายเสือใหญ่ กระทำอย่างรุนแรงที่สุดเหมือนกับว่ากระสุนมีมากมายไม่อั้น ซองกระสุนไหนหมดถูกถอดทิ้งเปลี่ยนใหม่อย่างรวดเร็ว แล้วระดมยิงอย่างหนักทันทีทันใด

ไม่มีกระสุนอาร์ก้า.ตอบกลับมาเลย ถ้าฝ่ายเสือ ตชด. ชุดเสือใหญ่เข้าใจ ก็จะรู้ได้ทันทีว่า ไอ้พวกผักกาดเค็มมันถอนตัวไปแล้ว ความสำเร็จเป็นของมันอย่างงดงามที่สุด ภารกิจโจมตีโฉบฉวยครั้งนี้ ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที ฝ่ายเจ้าหน้าที่ต้องสูญเสียกำลังพลถึง 3 คน หัวหน้าชุด พลวิทยุ และพลปืนเล้กอีกคน เท่านั้นไม่พอ วิทยุพีอาร์ซี.25 เครื่องนั้นต้องมาพินาศไปด้วยกระสุนอาร์ก้า.47 เกือบ 10 นัดทะลวงมัน แล้วอะไรจะเกิดขึ้นในเมื่อหัวหน้าชุดตาย วิทยุก็ไม่มี... 


ศึกเขาค้อก่อนยุทธการผาเมืองเผด็จศึก ตอนที่๒

ศึกเขาค้อก่อนยุทธการผาเมืองเผด็จศึก ตอนที่ 2 

ภายในห้องยุทธการนั้น เสธ.ฝ่ายข่าวกรองของกองทัพภาค 2 ส่วนหน้า กล่าวบรรยายสรุปให้คณะผู้ที่เกี่ยวข้องได้ทราบ ไม้ชี้ที่อยู่ในมือชี้ไปตามจุดต่างๆบนแผนที่อย่างคล่องแคล่วตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อน-หลั ตามวัน-เดือน-ปีที่เกิดเหตุการ การบรรยายสรุปเป็นไปการว่าปากเปล่าโดยที่คนบรรยายไม่ต้องหันมามองโผที่เตรียมรายละเอียดไว้แล้วเลยแม้แต่ครั้งเดียว แสดงถึงความชำนาญและความจำได้อย่างขึ้นใจ ทั้งนี้เนื่องจากผู้บรรยายสรุปได้มีการติดตามถานการณ์ด้านนี้มาโดยตลอดนั่นเอง 

ในความคิดของผู้ร่วมฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ในขณะนั้นต่างสับสนและลังเลว่ามันเป็นไปได้แน่หรือ ต่างคนต่างไม่เชื่อว่า พคท.จะมีขีดความสามารถขยายกำลังและมีขีดความสามารถถึงขั้นนี้ จากการประมาณการข่าวสารที่ได้รับมาแต่ละระยะนั้นไม่สามารถปะติดปะต่อกันได้เลย ข่าวสารที่ได้รับรายงานจากหน่วยข่าวก็ดี จากเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการในพื้นที่ก็ดี ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะทำให้เชื่อได้ว่ามี ผกค.อยู่ในพื้นที่จริง โดยเฉพาะการที่จะให้เชื่อว่ากองกำลัง ผกค.มีปืนกลขนาด 12.7 มม.ใช้ ตัวปืนอาจจะหามาได้ แต่กระสุนในปริมาณที่พอเพียงละ เหล่า ผกค.มันจะเอามาจากใหน ในความคิดแบบเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งในขณะนี้ทำให้ทุกคนต่างอ้ำอึ้งไม่กล้าแสดงความคิดเห็นใดๆออกมา 

การถกแถลงและการโต้แย้งในเหตุผล ซึ่งต่างคนต่างถือความคิดของตนเองว่าถูกต้องเป็นใหญ่ ว่ากันเกือบตลอดทั้งวัน โดยประเด็นเดียวที่ว่าไม่มีใครเชื่อว่ามี ผกค.จำนวนมากจริงในพื้นที่รอยต่อ 3 จังหวัด และดูเหมือน เสธ.ฝ่ายข่าวกับเสธ.ฝ่ายยุทธการของกองทัพภาค 2 เพียง 2 คนเท่านั้นที่เชื่อว่ามี ผกค.จริง ทั้ง 2 จึงพยายามหาหลักฐานประกอบเหตุผลในคำอธิบาย ทั้งนี้โดยมีความมุ่งหมายที่จะให้หน่วยงาน 2 หน่วยงาน คือ กองทัพภาคที่ 2 กับกองทัพภาคที่ 3 สนธิกำลังประสานการปฏิบัติร่วมกัน แต่ในสถานการณ์ภายในห้องยุทธการที่เป็นห้องประชุมในตอนนี้ดูบรรยากาศไม่สดใสเท่าที่ควร 
ท่านผู้อ่านจะเชื่อหรือไม่ว่า ในสมัยนั้นไม่ค่อยมีใครเชื่อเกี่ยวกับ ผกค.สักเท่าใดนัก หากคนนั้นไม่ได้พบเห็นด้วยตาตัวเองหรือสัมผัสด้วยมือตัวเอง ใครก็ตามที่รายงานว่าพบหรือว่ามีกองกำลังของ ผกค. เป็นจำนวน 50 คน 100 คน หรือ 200 คนขึ้นไป จะไม่ได้รับการเชื่อถือโดยเด็ดขาด แต่กลับถูกกล่าวหาว่าเป็นคนสร้างสถานการณ์เพื่อหลอกเอางบประมาณทันที โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่ทำงานในห้องแอร์ วางแผนการรบในแผนที่ด้วยแล้วยิ่งไม่เชื่ออย่างเด็ดขาด ปัจจุบันความคิดเหล่าได้หายไปหมดแล้วจากความคิดของผู้ใหญ่ เพราะผู้ใหญ่ในสมัยปัจจุบันก็คือผู้น้อยในสมัยนั้น ผู้ใหญ่ในปัจจุบันจึงเชื่อในรายงานต่างๆ เพราะตนเองเคยประสบมาก่อนเมื่อครั้งเป็นผู้น้อยนั่นเอง ดังนั้นการปฏิบัติการปราบปราม ผกค. ในทุกวันนี้จึงมักได้รับการเอาใจใส่ การสนใจวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดทุกครั้งไป การให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติภารกิจได้รับการตอบแทนอย่างพอสมควรแก่อัตภาพ ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ตายก็ตายไป ที่พิการก็พิการไป หากใครยังอยู่จะปราบปรามต่อหรือจะกลับไปทำงานที่หน่วยปกติก็ตามใจ 

ด้วยเหตุนี้เองที่ทาง เสธ.ฝ่ายข่าวของกองทัพภาค 2 ส่วนหน้าพยายามที่จะยกเหตุผลต่างๆ มาประกอบคำอธิบายบรรยายสรุป โดยเฉพาะชุดปฏิบัติการลาดตระเวนหาข่าวจำนวน 4 ชุดที่เพิ่งส่งออกไปเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวสารที่หน่วยลาดตระเวนรายงานมาทุกๆระยะนี้พอจะเชื่อหรือไม่ว่าภูยอดหญ้าคือขุมกำลังใหญ่หรือเป็นกองบัญชาการใหญ่ในเขตภาคเหนือของ พคท. 

วันนั้นค่ำแล้วของเดือนพฤศจิกายน ฤดูหนาวเริ่มมาเยือนดินแดนภาคอีสานที่หน้าแล้งจะร้อนกว่าภาคอื่นๆ และแน่นอนในหน้าหนาวกลับหนาวกว่าภาคอื่นๆอีกด้วย ชุดปฏิบัติการพิเศษภารกิจลาดตระเวนหาข่าวบริเวณภูยอดหญ้าโดยเฉพาะมีกำหนดเวลาปฏิบัติภารกิจ 1 เดือน ทั้งนี้ชุดปฏิบัติการพิเศษจำนวน 4 ชุดนี้เป็นชุดเสริมให้กับชุดที่ส่งออกไปเมื่อเดือนก่อน โดยมีความมุ่งหมายว่าการตรวจสอบพื้นที่สงสัยด้านหัวและท้ายจะทำให้ทราบลักษณะการเคลื่อนไหวของ ผกค.ในพื้นที่ 

ชุดปฏิบัติการพิเศษจำนวน 48 คน จัดกำลังเป็น 4 ชุด ชุดละ 12 คน โดย 2 ชุดแรกจัดจากฝ่ายทหารมีรหัส “เสือดำ” และ “เสือเหลือง” 
ส่วนอีก 2 ชุด จัดจาก ตชด. มีรหัสว่า “เสือขาว” และ “เสือใหญ่” 

การบังคับบัญชาทั้งหมดเป็นของเสือดำ กำลังทั้งหมดกำลังฟังคำสั่งคำชี้แจงจากเสธ.ฝ่ายข่าวเพื่อให้ทราบถึงความต้องการของภารกิจและอื่นๆ เท่าที่ผู้สั่งการจะต้องชี้แจงให้ผู้ปฏิบัติทราบ รวมทั้งการซักถามกันจนเป็นที่เข้าใจอย่างแจ่มชัด หลังจากนั้นจึงเป็นการเตรียมการในหน้าที่ของแต่ละคน ทั้งของส่วนตัวและส่วนที่ต้องใช้ในการปฏิบัติภารกิจ 

ไม่มีการกระโตกกระตากโวยวาย หรือตื่นเต้นดีใจเสียใจแต่อย่างใด จากบรรดานักรบทั้ง 48 คนนั้น สิ่งบรรจุในเป้หลังมีเครื่องแบบอะไหล่เพียงชุดเดียว ถุงเท้า 2 คู่ เสื้อยืดชั้นใน 1 ตัว กางเกงใน 2 ตัว ยาสีฟัน แปรง สบู่ไม่จำเป็น แผนที่เข็มทิศของหัวหน้าชุด มอร์ฟีนระงับปวดอยู่ที่หมอ วิทยุติดต่อพร้อมแผ่นผ้าสัญญาณ พลุส่องแสง ระเบิดควัน ระเบิดสังหาร เคลย์โมไมน์ ทีเอ็นที. เชื้อประทุไฟฟ้า สายไฟ เชือกสะดุดกับระเบิด เชือกเดินป่า กล่องยังชีพโบวี่มีดสังหาร และที่สำคัญที่สุดคือ อาวุธประจำกายพร้อมกระสุนเต็มอัตรา ฝ่ายทหารใช้เอ็ม.16 ฝ่าย ตชด.ใช้เอชเค 33 ซึ่งปืนทั้งสองชนิดนี้สามารถใช้กระสุนร่วมกันได้โดยไม่ต้องดัดแปลงอะไรอีก ในภารกิจแบบนี้พวกนักรบโดยสายเลือดนั้นเขารู้ดีว่าหมวกเหล็กไม่มีความจำเป็นเท่าๆกับมุ้งและผ้าห่ม หรือแม้แต่หม้อข้าวสนามก็ไม่มีความจำเป็น 

การเตรียมการกระทำกันอย่างปกติด้วยความเคยชิน หลังจากได้รับการตรวจสอบซ้ำจากผู้เป็นหัวหน้าแล้ว ทุกคนจึงพักผ่อนเพื่อรอเวลาในการเคลื่อนย้ายตอนเช้าวันรุ่งขึ้น 
ฮ.ทหารบก 4 ลำ มาจากไหนไม่มีใครรู้ได้ มาปรากฏตัวที่ลานสนามหน้า บก.กองทัพเพื่อมารับชุดปฏิบัติการพิเศษทั้ง 4 ชุดนั้น พรรคพวกที่ไม่ได้ออกภารกิจที่ตื่นนอนก่อน 7 โมงเช้า ถือโอกาสออกมาส่งพรรคพวกขึ้น ฮ. คำว่า “ขอให้เพื่อนโชคดี” ดูจะมีค่าที่สุดในยามนั้น คำพูดที่ออกมาจากใจของเพื่อนนักรบด้วยกัน นักรบเท่านั้นที่รู้ว่ามันมีค่ายิ่งกว่าทอง สายตาของคนที่จะจากกับคนที่มาส่งมองประสานกันมันเป็นภาษาใจที่พูดว่า ขอให้ทุกคนกลับมาและกลับมาด้วยร่างกายที่คงสภาพเดิมทั้งนี้และทั้งนั้นทุกคนตระหนักดีว่าชีวิตนักรบทุกชีวิตย่อมขึ้นอยู่กับปลายนิ้วที่แตะอยู่ที่ไกปืน ความไวและดวงชะตาดูจะสำคัญกว่ายุทธวิธี 

ฮ.ทั้ง 4 ลำดึงตัวเอียงวูบล่องลอยขึ้นไปในอากาศเหมือนจะไม่สนใจใยดีกับความอาลัยและเป็นห่วงของคนที่อยู่ภาคพื้นดิน 

ชั่วระยะเวลาไม่ถึงนาที ภาพของ ฮ.ทั้ง 4 หายไปจากสายตาของพรรคพวกที่มาส่งเท่าๆกับพวกที่อยู่บน ฮ.ที่มองเห็นร่างของคนที่มาส่งเล็กลงๆ จนกระทั่งหายไปในสายตา มีแต่ทิวไม้และทิวเขาสลับพื้นที่ทุ่งนาเป็นตาสี่เหลี่ยมอยู่เบื้องล่าง เสียงโรเตอร์เครื่องยนต์ที่ดังกึกก้องในท้องบรรยากาศ ตัวเครื่องที่สั่นเป็นเจ้าเข้าในบางครั้งที่เอียงวูบเหมือนจะดำดิ่งลงสู่พื้นเบื้องล่าง 

ดูเหมือนว่าคนทั้ง 48 คนใน ฮ. 4 ลำนั้นจะไม่มีใครที่จะมีกะจิตกะใจคุยกันเลย ใช่ว่าจะกลัวตายก็หาไม่ แต่อารมณ์ที่ปล่อยทอดไปในอากาศล่องลอยไปจนสุดขอบฟ้ามองเห็นภาพของพรรคพวกที่ละลายทั้งชุดมันลอยอยู่เบื้องหน้านี้เอง ใครบ้างในโลกนี้ที่ไม่กลัวตาย แล้วนักรบเหล่านี้ไม่ใช่คนหรือจึงไม่มีสิทธิ์กลัวตาย 

ด้วยเวลาอีกไม่นานนักต่อมา สัญญาณจากนักบินแจ้งเตือนว่าเตรียมลงสู่พื้นได้แล้ว หลายคนจ้องไปยังเบื้องล่าง สิ่งที่เห็นมีเพียงอย่างเดียวคือ ยอดไม้บนยอดเขาเท่านั้นเอง 

ฮ.ลำนำหน้าเอียงตัวลดระดับสูงลงอย่างรวดเร็วจนแทบจะปักหัวลงดินเหมือนของหล่นลงพื้น อีก 3 ลำแยกตัวออกไปตามพิกัดที่กำหนด ซึ่งก็เชื่อว่า คงไม่มี ฮ.ลำใดที่จะมีสนาม ฮ.ให้ลงโดยเฉพาะ 

ไม่ต้องรอให้ฐานสกีสัมผัสพื้น ความสูงจากพื้นคงไม่น้อยกว่า 3 เมตร ทันทีที่เครื่องลอยตัวนิ่ง ตัวเสือดำนำหน้ากระโดดลงก่อนทันทีบนพื้นหญ้าแห้งที่ถูกแรงลมจากใบพัด พัดจนลู่แบนราบกับพื้น ถึงจะสงสัยก็ไม่ต้องถามว่าพื้นหญ้านั้นสูงจากพื้นเท่าใด เพราะเห็นอยู่แล้วว่าขนาดร่างกายของเสือดำที่ค่อนข้างสูงใหญ่กว่าความสูงของพื้นหญ้ายังถึงระดับเอว 

ด้วยเวลาไม่กี่วินาทีกำลังพลทั้ง 12 ได้รับการสั่งลงอย่างเรียบร้อย โดยไม่มีเจ้าของพื้นที่มาให้การต้อนรับแม้แต่คนเดียว การชาร์จตัวออกจากจุดส่งลงเข้าสู่ที่กำบังต้องทำก่อนเป็นอันดับแรกแล้วสงบนิ่ง สดับตรับฟังสิ่งที่จะแปลกปลอมเข้ามา 

เสียง ฮ.ทั้ง 4 ลำดังไกลออกไปในทิศทางตรงข้ามกับทิศทางที่เข้ามา จนกระทั่งเสียงนั้นลับหายไปจากการได้ยิน 

เสือดำเรียกวิทยุทันที 

“จากเสือดำ ขอให้ทุกชุดรายงานสถานการณ์ได้” 

เสือดำพูดวิทยุด้วยตัวเอง 2 เที่ยวเพื่อความแน่ใจ 

“จากเสือเหลือง เรียบร้อย” 

“จากเสือขาว เรียบร้อย” 

“จากเสือใหญ่ เรียบร้อย” 

ทั้งสามเสือรายงานเข้ามาตามลำดับ ตามแผนที่วางเอาไว้ในตอนนี้ หากการสั่งลงไม่ผิดพิกัดจนเกินไป แต่ละชุดจะอยู่ห่างกันในระยะไม่เกิน 2 กม.เท่านั้น เสือดำสั่งการต่อทันที 

“จากเสือดำ ให้ทุกคนถือเข็มทิศแนว 110 รุกหน้า จนกว่าจะจับแนวภูยอดหญ้าได้ แล้วให้ตรวจสอบพิกัดที่อยู่ โอเคไหม” 

“จากเสือเหลือง ทราบ ให้ถือแนว 110” 

“จากเสือขาว ทราบ ให้ถือแนว 110” 

“จากเสือใหญ่ ทราบ ให้ถือแนว 110” 

“โอเค เริ่มได้” 

ทั้งสามเสือทวนคำสั่งให้ปฏิบัติ เสือดำสั่งการให้เริ่มเดินทางทันที 

ยอดของภูยอดหญ้าที่สูงกว่า 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเลซึ่งเป็นยอดสูงสุดของพื้นที่ ส่วนยอดของภูค้อมีความสูงลดลงมาเป็นอันดับรอง การถือมุม 110 เดินตัดขึ้นยอดเนินใดเนินหนึ่งด้านหน้า จะช่วยให้ตรวจสอบพิกัดที่อยู่ของตัวเองได้ และนั่นหมายความว่าภารกิจที่แท้จริงจะเริ่มต่อเมื่อตรวจสอบพิกัดได้แล้ว 

การเคลื่อนขบวนในช่วงเช้าอากาศแจ่มใส เส้นทางรกทึบไปด้วยป่าหญ้าจนต้องค่อยๆแหวกเป็นช่องทางจึงเดินไปได้ ลมป่าบนยอดเขาโชยมาเป็นระยะๆ ค่อยบ้างแรงบ้าง ต้นยางต้นประดู่ขนาดใหญ่ 2 คนโอบมีอยู่ทั่วบริเวณ แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของพวกทำลายป่ายังเข้ามาไม่ถึง การเดินทางบนสันเขาที่ต้องแหวกป่าหญ้าเดินเป็นไปจนกระทั่งเที่ยงวันก็ยังไม่สามารถจะหาจุดที่สูงสุดของภูยอดหญ้าตอนนั้นได้ กับระเบิดและจุดซุ่มโจมตีในบริเวณนี้ไม่น่าจะมี แต่ถ้ามันเอาไฟเผาหญ้าไล่มีหวังสุกตาย ดังนั้นเสือดำจึงต้องพยายามที่จะออกจากดงหญ้าแห้งในบริเวณนี้ให้ได้ 

“เสือใหญ่ จาก เสือดำ เปลี่ยน” 

เสือดำเรียกวิทยุถึงเสือใหญ่ ชุดปฏิบัติการของ ตชด. ที่อยู่ทางปีกซ้ายสุด 

“จากเสือใหญ่ เปลี่ยน” 

เสือใหญ่ตอบทันที 

“ทางด้านนั้นเป็นไงบ้าง” 

“เหตุการณ์ปกติดี สภาพเส้นทางมีแต่ป่ากล้วยป่า รกทึบไปหมดเลย ตอนนี้เหลือระยะทางอีกซักประมาณ 800 เมตรจะถึงยอดภู... แล้วทางด้านเสือดำล่ะ” 
เป็นธรรมดาอยู่ดีที่ออกทำงานร่วมกันก็อดที่จะห่วงกันไม่ได้ 

“ทางนี้แย่ว่ะ ป่าแห้งรกชิบหายเลย ถ้ามันเอาไฟเผาไล่มีหวังสุกตายว่ะ ไอ้ยอดภูซักยอดยังมองไม่เห็นเลยตอนนี้ ...แล้วไอ้เสือเหลืองกับเสือขาวล่ะวะ มองเห็นมันไหม” 

“มองเห็นได้ไง เสือเหลืองอยู่ในก้นหุบข้างล่างโน่นแน่ะ สงสัยล่อกล้วยป่าเพลินไปแล้ว” 

“เสือดำจากเสือขาว เปลี่ยน” 

ในขณะที่เสือดำพูดคุยกับเสือใหญ่ถึงเสือขาว ก็พอดีทางเสือขาวกำลังฟังวิทยุอยู่พอดีก็เลยเรียกสวนกลับมา 

“จากเสือดำ ส่งข่าวได้” 

“จากเสือขาว เส้นทางด้านนี้รกจังเลยพี่ ป่ากล้วยทั้งนั้น ทางผมพยายามรักษาแนวทางเอาไว้ แต่ดูเหมือนมันจะลงก้นหุบตลอดเวลาเลย ไอ้ยอดภูที่ว่าสงสัยว่าพรุ่งนี้จะถึงหรือเปล่า ผมว่าผมกำลังจะหาทางตัดชิดขวาให้ใกล้ไปทางเสือใหญ่น่ะพี่” 

“โอเค ถ้างั้นหาทางตัดไปเลย เฮ้ยเสือขาวข้างล่างมีไม่ไผ่มีน้ำไหมวะ” 

เสือดำหมายถึงไม้ไผ่ที่จะใช้หุงข้าว ส่วนน้ำนั้นไม่ต้องพูดถึง ขอให้มีน้ำกิน หุงข้าวได้จะรบอีกซักกี่วันกี่เดือนก็ได้ 

“ไม่มีเลยพี่” 

คำตอบจากเสือขาว คิดว่าทั้ง 3 เสือที่ฟังอยู่ร่วมกันคงได้ยิน แม้จะไม่มีคำตอบทุกคนก็ทราบดีว่า เรื่องน้ำกินนั้นพอจะเอาออกมาจากต้นกล้วยป่าได้ หรือจะเอามาหุงข้าวก็พอไหว แต่ไอ้กระบอกไม้ไผ่ที่จะใช้เป็นภาชนะหุงข้าวล่ะจะไปเอาที่ไหน 

ไม่มีเสียงตอบวิทยุจากทางด้านเสือดำ ซึ่งไม่ใช่หมดปัญหา แต่ตรงข้ามปัญหาต่างๆกำลังประดังเข้ามา ระยะทางโดยประมาณจากจุดที่อยู่ในปัจจุบันถึงภูยอดหญ้าอีกประมาณ 30-40 กม. เวลาปฏิบัติการ 1 เดือน ใครจะพยากรณ์ได้บ้างว่าอะไรจะเกิดขึ้น ข้าวสารไม่ต้องหุงด้วยน้ำ แต่ต้องเอามาคั่วแห้งกินน้ำจากต้นกล้วยพอกินไหว ไม่งั้นแล้วอาจจะต้องกินน้ำเก่าในตัวเอง 

ยอดเขาที่สูงชัน หุบเหวที่ลึกลงไป การทิ้งอาหารจากทางอากาศจะทำได้ซักเท่าไหร่ อุปสรรคเหล่านี้พวกเสือทั้ง 4 เคยเจอมาแล้ว แต่ให้ตายสิ ไม่จำเป็นไม่อยากพบกับมันเลย... 

หน่วยปฏิบัติการชุดล่าสังหาร ตอน ศึกเขาค้อ ก่อนยุทธการผาเมืองเผด็จศึก




                                          ศึกเขาค้อ ก่อนยุทธการผาเมืองเผด็จศึก
                                                                                       โดย คิมซากัสส์ จากนิตยสารสมรภูมิ
                                                                  ตอนที่ 1

เหตุการณ์ทั้งหมดที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2514 หากว่าทุกคนไม่ลืมจนเกินไป ในปี 14 นี้เป็นปีที่ทางราชการ โดยเฉพาะทางทหารตั้งแผนยุทธการภูขวางเพื่อปราบปราม ผกค.(ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์) ในเขตภูหินร่องกล้า การปฏิบัติอย่างรุนแรงในเขตภูหินร่องกล้าทำให้ ผกค.ส่วนหนึ่งทะลักออกไปทางภูค้อ ความจริงแล้วจะเรียกว่าทะลักจากทางภูหินร่องกล้าไปภูค้อก็ไม่ถูกเสียทีเดียว แต่ภูหินร่องกล้ากับภูค้อเป็นเขตติดต่อกัน การเดินทางของ ผกค. หรือ พคท.(พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) จากภูหินร่องกล้าเข้าสูประเทศลาว หรือจากประเทศลาวเข้ามา ต้องผ่านภูค้ออยู่แล้ว ภูค้อคือหน้าด่านแรกของ ผกค.จากนอกประเทศ

จากหลักฐานต่างๆ ทำให้เชื่อว่า ผกค.เริ่มใช้บริเวณภูหินร่องกล้าเป็นฐานที่มั่นมาตั้งแต่ปี 2507 แต่บริเวณภูค้อเริ่มมาตั้งแต่ปี 2502 ในตอนนั้นไม่มีใครเชื่อเลยว่าภูค้อคือกองบัญชาการเขตงาน 515 และ 520 กองกำลัง พคท.เป็นฐานที่มั่นคงแข็งแรงที่สุดของ พคท.เขตภาคเหนือ ทุกครั้งที่ ผกค.ในเขตภูหินร่องกล้าต้องแตกถอนจะถอยมารวมกำลังกันที่เขาค้อ ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาแผลหรือเพื่อการใดก็แล้วแต่ และในขณะเดียวกันการเสริมกำลังหรือการติดต่อกับคอมมิวนิสต์ในลาวก็จะใช้พื้นที่บริเวณเขาค้อเป็นช่องทางในการเคลื่อนไหวทุกครั้ง

การปฏิบัติการทางทหารในเรื่องของการปราบปรามในเวลานั้น ดุเหมือนจะมีการปราบปรามหนักในเขตพื้นที่ จ.อุบลราชธานี จ.มุกดาหาร จ.ศรีสะเกษ จ.กาฬสิน เสียมากกว่า แต่ไม่มีใครทราบหรอกว่าในพื้นที่จังหวัดดังกล่าวเป็นเพียงการเคลื่อนไหวทางด้านมวลชนหรือการปฏิบัติการของหน่วยจรยุทธชุดเล็กๆเท่านั้น ส่วนขุมกำลังหรือกองบัญชาการใหญ่นั้นอยู่ที่ภูค้อหรือภูหินร่องกล้าต่างหาก ไม่มีใครคาดคิดจริงๆ

บางครั้งได้รับรายงานจากหน่วยข่าวกรองว่าพบ ผกค.จำนวนกว่า 300 คนเคลื่อนไหวในเขตภูค้อ ใครได้ฟังก็หัวเราะ เท่านั้นไม่พอ หน่วยเหนือยังสั่งการอีกว่า ถ้า ผกค.มันมีมากจริงขอให้ถ่ายรูป แล้วใครล่ะ จะกล้าเข้าไปถ่ายรูป ผกค.ทั้ง 300 คนได้ ในขณะเดียวกันนับว่าเป็นยุทธวิธีอันลึกซึ้งของ ผกค. หรือ พคท. ที่จะไม่ใช้กำลังจำนวนมากเกินความจำเป็นเข้าต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้กำลังหลักของฝ่ายเจ้าหน้าที่เห็นจะมีก็แต่ ตชด.กับ อส.ที่อยู่ในฐานะชุดคุ้มครองหมู่บ้านเท่านั้น ด้วยยุทธวิธีตามแบบที่ ผกค.มันถนัดคือการเข้าโจมตีแบบโฉบฉวย การซุ่มโจมตี ซึ่งการปฏิบัติการของ ผกค.แบบนี้เป็นการรบเพื่อทำลายขวัญกำลังใจมากกว่าจะรบให้แตกหัก และผลก็คือความสำเร็จเป็นของฝ่าย ผกค.ทุกครั้งไป

การปะทะที่รายงานเข้าสู่ บก.ทัพภาค 2 ส่วนหน้าของทุกๆครั้งนั้น การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่คือพล็อตเหตุการณ์เหล่านั้นลงบนแผนที่สถานการณ์ พร้อมกับรายงานให้หน่วยเหนือทราบเท่านั้นเอง ไม่ได้มีปฏิบัติการตอบโต้แต่อย่างใด และในครั้งนี้ก็เช่นกัน

ภายในห้องยุทธการของ บก.ทัพภาค 2 ส่วนหน้า จ.สกลนคร เจ้าหน้าที่ยุทธการกำลังพล็อตแผนที่ยุทธการอย่างขะมักเขม้นภายใต้การควบคุมของเสธ.ฝ่ายข่าวเพื่อเตรียมการปรับแผนปฏิบัติระหว่างกองทัพภาคที่ 2 กับกองทัพภาคที่ 3 ต่อพื้นที่รอยต่อของทั้งสองกองทัพบริเวณ จ.เพชรบูรณ์ จ.เลย และ จ.น่าน

ความเคลื่อนไหวทุกรูปแบบของ ผกค. ในพื้นที่ 3 จังหวัดระยะ 1 ปีที่ผ่านมา รวบรวมจากข่าวทุกกระแสที่ได้รับรายงานการขยายมวลชน การออกหาเสบียง การปะทะ พื้นที่ตั้งฐานที่มั่น พื้นที่อิทธิพล ช่องทางแทรกซึมระหว่างประเทศ เส้นทางการเคลื่อนย้ายและอื่นๆที่จำเป็น ทั้งหมดถูกบันทึกลงบนแผนที่ ช่วยให้มองเห็นได้อย่างชัดเจนถึงพื้นที่อันกว้างขวางของการเคลื่อนไหวของผกค.

เหตุการณ์ทั้งหมดต่างวาระต่างสถานที่กันจึงทำให้เชื่อว่าเป็นการกระทำของกลุ่ม ผกค.เพียงไม่กี่กลุ่ม และน่าจะเป็นการกระทำของพวกจรยุทธเสียมากกว่า ทั้งนี้และทั้งนั้นอยู่ที่การตัดสินใจตกลงใจสรุปสถานการณ์เป็นหน้าที่ของฝ่ายเสนาธิการทั้งสิ้น และไม่มีใครจะโต้แย้งได้

ในการบรรยายสรุปสถานการณ์วันนั้นพอสรุปได้ดังนี้

เมื่อ 4 มกราคม 2515 เวลา 04.00 ผกค.จำนวน 4 คน อาวุธครบมือเข้าโจมตีโฉบฉวยต่อที่ตั้งชุดคุ้มครองหมู่บ้านบ้านโคกก่อ พิกัด PV.479623 ผลปรากฏว่า อส.เสียชีวิต 1 นาย ตชด.บาดเจ็บเล็กน้อย ไม่ทราบผลเสียหายของฝ่าย ผกค.

เมื่อ 13 มกราคม 2512 เวลาประมาณ 12.00 น. ผกค.จำนวน 12 คน อาวุธครบมือ ไม่มีอาวุธหนัก ทำการซุ่มโจมตีขบวนยานยนต์ ของ นอภ.นาแห้ว จ.น่าน ที่บริเวณพิกัด PV.628493 ผลปรากฏว่า ยานพาหนะได้รับความเสียหายเล็กน้อย ไม่มีใครได้รับอันตราย คาดว่าการปฏิบัติการของกลุ่มผกค.ในครั้งนี้เป็นลักษณะของการข่มขู่ไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปในพื้นที่มากกว่า

เมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 2512 ได้รับรายงานจากหน่วยข่าวกรองสายฟ้า.14 ว่าพบค่าย ผกค.ที่ภูการ้อง บริเวณพิกัด QV.671430 มี ผกค.ประมาณ 50 คน สหายสอนเป็นหัวหน้า ลักษณะของค่ายเป็นแบบฐานลอย ไม่มีการดัดแปลงที่ตั้งให้มั่นคงแข็งแรง ปัจจุบันคาดว่า ผกค.ค่ายแห่งนี้ได้โยกย้ายออกไปแล้ว

เมื่อ 4 เมษายน 2512 เวลาประมาณ 19.00 น. ผกค.จำนวน 16 คน สหายลุงสุวรรณเป็นหัวหน้า ทุกคนมีอาวุธครบมือ ได้ออกทำการปลุกระดมมวลชนและหาเสบียงที่บ้านหินเหิบพิกัด PV.191431บ้านพงดุ พิกัด PV.211435 ในการนี้มีชาวบ้านสมัครใจเข้าป่าร่วมขบวนการกับ ผกค.จำนวน 6 คน

เมื่อ 28 เมษายน 2512 เวลาประมาณ 13.00 น. ชุดคุ้มครองหมู่บ้านบ้านนาน้อย จำนวน 12 คน ประกอบด้วย ตชด. 6 คน และ อส. 6 คนออกลาดตระเวนหาข่าวความเคลื่อนไหวของ ผกค. ได้เกิดการปะทะกับกลุ่ม ผกค. จำนวน 6 คน โดยบังเอิญบริเวณริมแม่น้ำเง็กที่พิกัด PV.151121 ผลปรากฏว่า ผกค.บาดเจ็บ 2 คน ฝ่ายเจ้าหน้าที่ปลอดภัย

เมื่อ 30 เมษายน 2512 เวลา 09.30 น. ฮ.ของกองทัพอากาศจำนวน 1 ลำ ถูก ผกค.จำนวนหนึ่งใช้อาวุธปืนเล็กยิงจากพื้นดินถูกลำตัว ฮ.เสียหายเล็กน้อย นักบินและเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องปลอดภัย

ภารกิจของ ฮ.ในครั้งนี้เพื่อไปรับคนป่วยที่ฐานบ้านม่วงฮ่อม ผกค.ที่เกาะฐานอยู่ห่างประมาณ 500 เมตร ทำการโจมตี ฮ.ในขณะร่อนลงต่ำ แต่นักบินสามารถหลบหลีกและปฏิบัติสามารถหลบหลีกและปฏิบัติภารกิจได้โดยสำเร็จ

เมื่อ 15 มิถุนายน 2512 เวลาประมาณ 20.00 น. ผกค.จำนวน 20 คน อาวุธครบมือ สหายรุ่งธรรมเป็นหัวหน้า ทำการสังหารกำนันพร ในบ้านพักที่บ้านโคกก่อ พิกัด PV.210300 เนื่องจากกำนันพรทำการขัดขวางและไม่ให้ความร่วมมือกับขบวนการของ ผกค. การปฏิบัติการของกลุ่ม ผกค.ในครั้งนี้ได้สร้างความหวาดเกรงให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก ซึ่งปรากฏว่ามีประชาชนประมาณ 10 ครอบครัวต้องอพยพไปอยู่ที่อื่นเพื่อหลบหนีอิทธิพลของ ผกค.กลุ่มนี้

เมื่อ 20 มิถุนายน 2512 ชุดลาดตระเวนหาข่าวได้รายงานว่าพบ ผกค.จำนวน 55 คน อาวุธครบมือ เดินทางจากประเทศลาวเข้ามาในเขตไทยในพื้นที่ อ.นาแห้ว ไม่ทราบว่า ผกค.กลุ่มนี้จะเดินทางไปที่ใด ลักษณะของเส้นทางในการเคลื่อนย้ายครั้งนี้ ผกค.ใช้เส้นทางเดินเท้าบนสันเขาซึ่งมีอยู่ทั่วไป โดยออกเดินทางกันทั้งกลางวันกลางคืน คาดว่า ผกค.ชุดนี้ เดินทางเข้ามาสมทบกับพรรคพวกที่บริเวณภูหินร่องกล้า

เมื่อ 30 มิถุนายน 2512 หน่วยได้ทำการตรวจค้นและจับกุมร้านประกอบชัย ซึ่งปกติเป็นอู่รับซ่อมเครื่องยนต์ในตลาด จ.น่าน การตรวจค้นพบอุปกรณ์สนับสนุน ผกค.ประเภทยารักษาโรค อาวุธและกระสุนจำนวนหนึ่ง ซึ่งผลจากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ และทราบว่าบุคคลนี้ได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากต่างประเทศและดำเนินงานมาแล้วเป็นเวลาถึง 6 ปี

เมื่อ 4 กรกฎาคม 2512 ชุดลาดตระเวนหาข่าวของกองทัพภาค 2 ส่วนหน้าจำนวน 12 คน ได้ถูก ผกค.จำนวนประมาณ 30 คนอาวุธครบมือเข้าทำการโจมตีที่บริเวณพิกัด QV.781928 การปะทะครั้งนี้ฝ่ายเราเสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บ 1 คน หลังจากถูกฝ่าย ผกค.พยายามปิดล้อมอยู่ประมาณ 48 ชม. ฝ่ายเราได้พยายามเล็ดลอดหลบหนีออกจากวงล้อมมาได้ พร้อมทั้งนำศพคนตายและคนเจ็บออกมาด้วย สำหรับผลเสียหายของฝ่าย ผกค. ไม่ทราบ

เมื่อ 6 ตุลาคม 2512 กองทัพภาคที่ 2 ส่วนหน้า ได้สั่งชุดลาดตระเวนหาข่าวซึ่งจัดจากฝ่ายทหาร 2 ชุด ฝ่าย ตชด. 2 ชุด ทำการส่งลงที่พิกัด QV.101428,QV.482627,QV.957432 และ PV.674593 การปฏิบัติการครั้งนี้มีกำหนด 3 เดือน ปัจจุบันชุดปฏิบัติการทั้ง 4 ชุด ยังคงปฏิบัติภารกิจอยู่และได้รายงานข่าวสารมาอย่างต่อเนื่อง

14 ตุลาคม 2512 เวลาประมาณ 19.30 น. ผกค.ประมาณ 6 คน เข้าโจมตีโฉบฉวยต่อฐานชุดคุ้มครองหมุ่บ้านบ้านนาสว่าง พิกัด QV. 641120 นานประมาณ 10 นาที ผลปรกฏว่ากำลังฝ่ายเราเสียชีวิต 3 คน บาดเจ็บ 5 คน ขณะเกิดการปะทะชุดคุ้มครองหมู่บ้านบ้านนาสวรรค์ได้สั่งชุดปฏิบัติการพิเศษจำนวน 30 คน เดินทางโดยรถยนต์ 3 คันไปช่วย เมื่อชุดปฏิบัติการพิเศษเดินทางไปถึงบริเวณพิกัด QV.636117 ได้ถูก ผกค.จำนวนหนึ่งใช้อาวุธทำการซุ่มโจมตีชุดปฏิบัติการพิเศษเป็นเหตุให้หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษซึ่งมียศเป็น ร.ต.อ. เสียชีวิตพร้อมกำลังพลอีก 6 คนเสียชีวิต บาดเจ็บ 12 คน รถยนต์เสียหายใช้การไม่ได้ทั้ง 3 คัน หลังจากปฏิบัติการซุ่มโจมตีแล้ว ฝ่าย ผกค.ได้ถอนตัวไปโดยไม่ได้โจมตีซ้ำเติมต่อชุดปฏิบัติการพิเศษแต่อย่างใด

24 ตุลาคม 2512 เครื่องบินตรวจการณ์แอล-19 ของกองทัพอากาศขึ้นลาดตระเวณถ่ายภาพทางอากาศถูกยิงจากพื้นดินบริเวณพิกัด PV.991876 เครื่องบินถูกกระสุนบริเวณส่วนท้าย 2 จุด เครื่องไม่ได้รับความเสียหาย นักบินและช่างภาพปลอดภัย จากการตรวจรอยกระสุนแล้วเชื่อว่า ผกค.ใช้ปืนกลขนาด 12.7 มม. ทำการยิง

ในวันรุ่งขึ้น เครื่องบินได้ขึ้นทำการลาดตระเวณถ่ายภาพทางอากาศอีกครั้ง ซึ่งก็ได้รับการยิงต้านทานจากทางภาคพื้นดินอีกอย่างเดิม แต่นักบินสามารถใช้เทคนิคการบินหลบหลีกการยิงต้านทานของฝ่าย ผกค.จนได้ โดยที่เครื่องบินไม่ได้รับการเสียหายแต่อย่างใด และสามารถถ่ายภาพจนสำเร็จ จากการวิเคราะภาพถ่ายทางอากาศพบอาคารมุงหญ้าขนาด 6X12 เมตรจำนวน 3 หลัง สนามฝึกร่องเหลดและบังเกอร์จำนวนหนึ่ง จากภาพถ่ายคาดว่าบริเวณพิกัดดังกล่าวเป็นค่ายฝึกอีกแห่งหนึ่งของ ผกค. จากที่ตั้งแห่งนี้สามารถเดินทางติดต่อกับฝั่งประเทศลาวได้โดยใช้เวลาเดินประมาณ 5-6 ชม.เท่านั้น

เมื่อ 6 พฤศจิกายน 2512 ชุดปฏิบัติการพิเศษจาก ตชด. จำนวน 36 นาย ทำการลาดตระเวณบริเวณภูยอดหญ้า PV.149521 เพื่อศึกษาภูมิประเทศ เส้นทางเคลื่อนย้ายของ ผกค. หาข้อมูลพื้นที่อิทธิพลของ ผกค.และหาที่ตั้งสำหรับการตั้งฐานที่มั่นของฝ่ายทหารและ ตชด.

ในระหว่างปฏิบัติภารกิจนั้นได้เกิดปะทะกับ ผกค.ในพื้นที่ การปะทะกินเวลานานถึง 3 วัน โดยที่ฝ่ายเราไม่สามารถสนับสนุนทางอากาศหรือการใช้ปืนใหญ่ยิงสนับสนุนได้เลยแม้แต่น้อย การสนับสนุนทางภาคพื้นกระทำได้หลังจากการปะทะผ่านไปแล้วถึง 7 วัน จากการเข้าเคลียร์พื้นที่ปรากฏว่า กองกำลังของชุดปฏิบัติการพิเศษทั้งหมด 36 คนเสียชีวิตหมด

เป็นที่น่าสังเกตุว่าการลำเลียงศพคนตายออกจากพื้นที่โดยทาง ฮ.นั้น ไม่ได้รับการขัดขวางหรือต่อต้านจากฝ่าย ผกค.ในพื้นที่เลย จึงพอจะคาดการณ์ได้ว่า ฝ่าย ผกค.ยังไม่พร้อมที่จะเปิดเผยกำลังของฝ่ายตนมากนัก ทั้งนี้ฝ่าย ผกค. หรือ พคท.ตระหนักดีว่าหากฝ่ายตนเองเปิดเผยมากเกินไปแล้วย่อมจะต้องถูกฝ่ายรัฐบาลปราบปรามอย่างหนักได้

ต่อการปฏิบัติการของฝ่าย ผกค.ในครั้งนี้คาดว่า ผกค.จะต้องใช้กำลังไม่น้อยกว่า 100 คนและหลังจากตรวจสอบสภาพประชาชนในพื้นที่แล้วมีหลักฐานที่เชื่อได้ว่าประชาชนเหล่านั้นเป็นมวลชนของฝ่าย ผกค.ทั้งสิ้น

เมื่อ 8 พฤษจิกายน 2512 หลังจากเข้าเคลียร์พื้นที่บริเวณภูยอดหญ้านำศพกลับออกมาแล้ว 2 วัน หน่วยเราได้สั่งการให้เครื่องบินตรวจการณ์ แอล-19 ขึ้นทำการลาดตระเวณถ่ายภาพทางอากาศอีกครั้ง โดยมีกำหนด 2 วันคือวันที่ 8 และ 9 พฤษจิกายน การปฏิบัติการลาดตระเวณถ่ายภาพทางอากาศได้รับการต้านทานจาก ผกค.ทางภาคพื้นเป็นอย่างมาก คาดว่า ผกค.ใช้ ปตอ. ขนาด 12.7 มม. ไม่ต่ำกว่า 10 กระบอกจากจุดต่างๆรอบภูยอดหญ้าระดมยิง ซึ่งจาการระดมยิงของฝ่าย ผกค. ในวันแรก เครื่องบินที่ทำการลาดตระเวณได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก แต่นักบินก็สามารถบินประคองเครื่องกลับมาลงสนามบินที่ จ.น่านได้ โดยที่นักบินและช่างภาพปลอดภัยดี สำหรับการลาดตระเวนในวันรุ่งขึ้นต่อบริเวณเดิม ยังถูกยิงต้านทานจากทางพื้นดินอีก คราวนี้เครื่องบินได้รับการเสียหายเล็กน้อย และสมารถถ่ายภาพได้มากพอสมควร จากการวิเคราะห์ภาพถ่ายลัวพบว่ามีอาคารขนาดต่างๆ กว่า 50 หลังรอบบริเวณภูยอดหญ้า อาคารเหล่านี้มีการพรางเป็นอย่างดี ลักษณะของการปลูกสร้าง ลักษณะที่ตั้งไม่ใช่ลักษณะของหมู่บ้านประชาชนธรรมดา จึงเชื่อได้ว่าอาคารเหล่านี้ไม่ใช่บ้านเรือนของประชาชนแต่เป็นค่ายพักของพวก ผกค. นอกจากนั้นกลุ่มของอาคารค่ายพักทุกแห่งมีทางเดินถึงกันทั้งหมด รอบๆบรืเวณมีการขุดร่องเหลดและมีหลุมบังเกอร์ปืนกลขนาด 12.7 มม. อยู่เป็นระยะๆ จนสามารถต่อต้านการปฏิบัติการทางอากาศของฝ่ายเราได้เป็นอย่างดี

จากการวิเคราะห์ข่าวที่ได้รับรายงานจากหน่วยข่าว จากการวิเคราะห์พื้นที่ปฏิบัติการของ ผกค. และจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศที่ได้รับมาครั้งสุดท้าย ฝ่ายเราสมารถประเมินการได้ว่าบริเวณภูยอดหญ้าต้องเป็นแหล่งขุมกำลังใหญ่ของ ผกค.ที่ปฏิบัติการในเขตภาคเหนือของประเทศไทยในระยะ 1 ปีที่ผ่านมา การเคลื่อนไหวของ ผกค.ในเขตเพชรบูรณ์ เลย และน่าน อยู่ในพื้นที่ประมาณ 20,000 ตารางกิโลเมตรนี้ทั้งสิ้น (กริดโซน PV.10,000 กม.2 และ QV.10,000 กม.2) เป็นที่เชื่อได้ว่าว่าศูนย์กลางกองบัญชาการของ ผกค. หรือ พคท.เขตภาคเหนือ จะต้องตั้งอยู่ที่บริเวณภูยอดหญ้านี้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ พื้นที่อิทธิพลที่ฝ่าย ผกค.สามารถขยายอิทธิพลออกไปอีกจนครอบคลุมพื้นที่ภูค้อ ภูตะเคียนโง๊ะ ภูขัด ภูร่องกล้า ภูห้วยซาย และต่อทอดออกไปถึงฝั่งประเทศลาว

จากการติดตามข่าวสารมาโดยตลอดเชื่อว่า ผกค.สามารถเดินทางจากแนวชายแดนโดยเข้ามาทางด้านภูร่องกล้า แล้วอาศัยทางเดินตามสันเขาเข้าถึงภูค้อจะใช้เวลาเดินประมาณ 10-15 วันเท่านั้นเอง และปัจจุบัน (ก่อนปี 2516) ผกค.ก็ยังคงใช้เส้นทางนี้เป็นเส้นทางหลักในการเคลื่อนที่ ซึ่งมีทั้งการเคลื่อนภายในประเทศและเคลื่อนไปมาระหว่างไทย-ลาว