ค้นหาบล็อกนี้

วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

สามมหาราช ตอนที่ ๑๔



                                                                   ตอนที่ ๑๔ ราชวงศ์สุดท้ายแห่งกรุงศรีอโยธยา
                    หลังจากพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนารายณ์เสร็จสิ้น พระยากลาโหมสุรสีห์ก็จัดพระราชพิธีปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เป็น พระมหากษัตริย์องค์ที่ ๒๘ของอาณาจักรศรีอโยธยา ทรงพระนามว่าสมเด็จพระมหาบุรุษวิสุทธิเดชอุดมเป็นต้นราชวงศ์ ในภายหลังเรียกว่าราชวงศ์บ้านพลูหลวง  สมเด็จพระเพทราชา (ทองคำ) หรือมีพระชาติกำเนิดเด่นมาจากสามัญชน ชาวบ้านพลูหลวง แขวงเมืองสุพรรณบุรี เป็นบุตรของสามีท้าวศรีสัจจาหรือพระนมเปรม (พระนมชั้นโท) และมีพระขนิษฐาคือท้าวศรีจุฬาลักษณ์ (แจ่ม) พระสนมเอกในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตำแหน่งรักษาการสมุหกลาโหม สำเร็จราชการแทนพระองค์สมเด็จพระนารายณ์  พระยาทองคำปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เมื่อมีพระชนมายุ ๕๖ พรรษา ในปีพ.ศ.๒๒๓๑ พ.ศ.๒๒๔๖ ในสมัยพระเพทราชานี้พระองค์ได้เร่งทำการค้าขายกับชาวต่างด้าวหลังจากเกิดชะงักงันช่วงปลายรัชกาลแผ่นดินก่อนจึงส่งฑูตไปเมืองปัตตาเวีย ที่เกาะชวา ซึ่งขณะนั้นเป็นอาณานิคมของฮอลันดา เพื่อติดต่อเรื่องการค้า และย้อนไปยืนยันสิทธิการผูกขาดทางการค้าหนังสัตว์อย่างที่เคยทำมา โดยที่ฮอลันดายังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอยุธยาก็สืบเนื่องจากที่ฮอลันดา ไม่ประสงค์ที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองอย่างที่ฝรั่งเศสและชุมชนญี่ปุ่นเคยกระทำมา ทำให้เรื่องราวของการต่างประเทศในรัชสมัยพระเพทราชาไม่มีปัญหาใหญ่อย่างที่เกิดในสมัยพระนารายณ์  แต่อุปสรรคสำคัญของพระเพทราชาที่ไม่แตกต่างจากสมัยพระนารายณ์ก็คือ สถานะความมั่นคงของพระองค์ การยอมรับในชาติกำเนิด การแสดงออกด้านการเป็นจอมทัพเนื่องจากปราศจากสงคราม เมื่อพระองค์มีที่มาจากสามัญชนที่รวบรวมกำลังสามารถปราบดาภิเษกเป็พระมหากษัตริย์ได้ ดังนั้น ในสมัยของพระองค์จึงเกิดกระแสความพยายามในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใหญ่ๆ ๒ ครั้ง คือ กรณีกบฎธรรมเถียร และ กบฏบุญกว้าง ทั้งสองกรณีนี้เกิดขึ้น เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายใต้สถาบันกษัตริย์อยุธยาที่ดูเหมือนว่าไม่ได้มีสถานะอำนาจที่สูงมากจนท้าทายอะไรไม่ได้เลย ทำให้ พระธรรมเถียรอดีตขุนนางคนสนิทของเจ้าฟ้าอภัยทศพระอนุชาสมเด็จพระนารายณ์ได้ปลุกระดมไพร่รวบรวมผู้คนจากดินแดนลุ่มแม่น้ำป่าสัก สระบุรี ลพบุรี นครนายก หมายเข้าล้มล้างอำนาจของพระเพทราชา และตั้งตนเป็นกษัตริย์ ด้วยพระยาสุรสีห์ก็เป็นขุนนางในสมเด็จพระนารายณ์ ตัวพระธรรมเถียรก็เป็นขุนนางในเจ้าฟ้าอภัยทศ จึงไม่มีความเคารพยำเกรงตัวพระยาสุรสีห์ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อกำลังสรรพาวุธของอาณาจักรที่อยู่ในอำนาจของพระมหากษัตริย์ โดยธรรมเถียรที่ขี่ช้างมานั้นถูกปืนใหญ่เสียชีวิตทันที ส่วนกรณีกบฎบุญกว้างก็มีที่มาต่างจากธรรมเถียรตรงที่ บุญกว้างเป็นอำนาจของท้องถิ่นที่ห่างจากอยุธยาออกไป (เมืองนครราชสีมา) ที่ท้าทายอำนาจของกษัตริย์ที่อยุธยาที่ในสมัยพระเพทราชายึดอำนาจมานั้น ทำให้พอจะมองได้ว่าศูนย์กลางของอยุธยาไม่ได้มีอำนาจที่มั่นคงมากพอที่จะควบคุมได้ จึงพยายามท้าทายอำนาจ ซึ่งในที่สุดก็พ่ายแพ้ต่อกองกำลังของอยุธยาที่ยังเป็นศูนย์กลางอาณาจักรอยู่ดีประเด็นสำคัญของการเมืองในราชอาณาจักรอยุธยาที่ยังคงท้าทายให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ของกษัตริย์และขุนนางอยุธยายังคงเกิดขึ้นอยู่เสมอมา และเหตุการณ์ใหญ่ที่เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งนอกจากการปราบดาภิเษกในช่วงของพระเพทราชา คือการกำจัด เจ้าพระยาศรีธรรมราช (โกษาปาน) ราชฑูตคนแรกที่ไปยังกรุงปารีสนั้น เกิดขึ้นจากความไม่ไว้วางใจของพระเพทราชา ท่านโกษาปานเป็นคนที่ไม่ไว้ใจฝรั่งเศสเป็นคนที่เข้าด้วยกับพระเพทราชในการต่อต้านฝรั่งเศสมาตลอด แต่ พระเพทราชาเห็นว่า เจ้าพระยาศรีธรรมราช นั้นมียศ อำนาจ บารมี และความฉลาดหลักแหลมมากพอที่อาจเป็นภัยต่อพระราชบัลลังก์ได้ พระองค์มิได้สั่งสำเร็จโทษทางตรง แต่มีเหตุรับสั่งบางอย่างต่อท่านโกษาปาน จนในที่สุด เจ้าพระยาศรีธรรมราช หรือ โกษาปานก็ตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยดาบของตัวเองสมเด็จพระเพทราชาครองราชย์ยาวนาน ๑๕ ปีสวรรคตด้วยพระชมมายุ ๗๑ พรรษา

                   พระมหากษัตริย์องค์ที่๒๙ของอาณาจักรศรีอโยธยา องค์ที่๒ แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง  สมเด็จพระสุริเยนทราธิบดีพระสรรเพชญ์  หรือพระเจ้าเสือ พระนามเดิมคือ หลวงสรศักดิ์ได้รับสถาปนาเป็นพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคลสมัยพระเพทราชา  และได้ขึ้นครองราชสมบัติต่อจากพระเพทราชา พระเจ้าเสือเป็นบุตรจางวางกรมช้างในแผ่นดินพระนารายณ์ ครั้งหนึ่งสมเด้จพระนารายณ์มีพระประสงค์ไปเสด็จประพาสไปนมัสการพระพุทธชินราชและพระพุทธชินสีห์ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองพิษณุโลก โดยทางชลมารค จางวางกรมช้าง(พระยาทองคำ)และภริยาซึ่งครรภ์แก่ ได้อยู่ในขบวนข้าราชบริพารตามเสด็จสมเด็จพระนารายณ์ กระบวนเสด็จพระราชดำเนินถึงตำบลหนึ่งเขตเมืองโอฆะบุรี(ตำบลโพธิ์ประทับช้างเมืองพิจิตร )ภริยาจางวางกรมช้างเกิดเจ็บครรภ์คลอดบนหลังช้างในขบวนเสด็จใกล้ต้นโพธิ์ใหญ่ ต้นมะเดื่อใหญ่อยู่ใกล้กันได้บุตรชาย และได้นำรกไปฝังไว้ระหว่างต้นโพธิ์กับต้นมะเดื่อพระนารายณ์พระราชทานชื่อให้ว่า เดื่อเสร็จแล้วกระบวนเสด็จพระราช ดำเนินทางต่อไปจนถึงเมืองพิษณุโลก ต่อมาเมื่อวางวางกรมช้างบิดาเลื่อนขั้นขึ้นเป็นสมุหกลาโหมนายเดื่อบุตรชายเป็นหลวงสรศักดิ์ และบิดาได้ทำการปราบดาภิเษกขึ้นเป็นสมเด็จพระเพทราชาได้โปรดเกล้าแต่งตั้งให้ หลวงสรศักดิ์ผู้บุตรเป็นพระอุปราช พ.ศ.๒๒๔๒ พระอุปราชสรศักดิ์จึงดำหริปรับปรุงณ.ที่เป็นที่เกิดนั้นให้เจริญขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ โดยจัดสร้างวัดบริเวณต้นโพธิ์ที่ท่านเกิดประทานชื่อว่าวัดโพธิ์ประทับช้าง เมื่อพระราชบิดาสวรรคตพระองค์จึงขึ้นเสวยราชย์ต่อจากพระราชบิดาอยู่ในพระราชสมบัติ เป็นเวลา ๕ ปี พ.ศ. ๒๒๔๖  ๒๒๕๑ พระชนมายุจนถึงสวรรคต ๔๗ พรรษา   (ก่อนเสียกรุง ๔๙ ปี )
                 พระมหากษัตริย์องค์ที่๓๐ของอาณาจักรศรีอโยธยา องค์ที่ ๓ แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง  สมเด็จพระภูมินทรมหาราชาพระสรรเพชญ์ หรือ พระเจ้าท้ายสระ(เจ้าฟ้าเพชร)เป็นพระราชโอรส องค์โต ของพระเจ้าเสือ ขึ้นครองราชย์ใน ปี พ.ศ. ๒๒๕๑ ๒๒๗๕ เป็นเวลา๒๔ ปี     มีเหตุการณ์สำคัญประการหนึ่งเกิดขึ้นในรัชกาลของพระองค์พ.ศ.๒๒๗๑  ที่เมืองป่าโมกเกิดน้ำเหนือบ่าแรงในแม่น้ำเจ้าพระยา กัดเซาะตลิ่งด้านหน้า วัดตลาด เมืองป่าโมก ใกล้ ถึงองค์พระนอนจึงต้องมีการย้ายพระพุทธไสยาสน์เก่าแก่ยาว ๔ เส้น ๔ วา ซึ่งสร้างมาตั้งแต่ต้นกรุง โดยพระองค์ร่วมกับพระอนุชาคือเจ้าฟ้าพร มีพระราชสงครามเป็นนายกองควมคุมไพร่พล ทำการเคลื่อนย้ายองค์พระนอนขยับออกห่างจากฝั่งน้ำและบูรณะให้งดงามดังเดิม ไพร่ฟ้าที่มาร่วมงานบุญนั้นประจักษ์ถึงความรักกันสามัคคีกันทำให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข  แต่ความไม่ลงตัวในหมู่พระญาติราชวงศ์  ทำให้เกิดการแย่งชิงอำนาจครั้งใหญ่เมื่อพระเจ้าเสือราชบิดาครองราชย์ได้เพียง ๕ ปีเสด็จสวรรคตลง ภายหลังการสวรรคตของพระราชบิดาเจ้าฟ้าเพชรก็ขึ้นครองราชย์ โดยมีเจ้าฟ้าพร พระอนุชา เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล พระองค์และพระอนุชาเติบโตภายใต้เศวตฉัตรบ้านเมืองสงบเรียบร้อยต่อเนื่องมาจนขึ้นครองราชย์และแต่งตั้งพระอนุชาเป็นวังหน้าอำนาจในราชอาณาจักรลงตัวมายาวนาน ๒๔ ปี และเมื่อพระเจ้าท้ายสระประชวรหนัก กลับมีเหตุให้ถึงคราวล่มสลาย เค้าลางการชิงอำนาจจึงเริ่มปรากฏเมื่อพระเจ้าท้ายสระ โปรดเกล้าให้แก่เจ้าฟ้าอภัย พระราชโอรส เป็นองค์รัชทายาท ซึ่ง กรมพระราชวังบวรสถานมงคล(เจ้าฟ้าพร)พระอนุชาไม่เต็มพระทัย เพราะปรารถนา จะให้ทรงมอบราชสมบัติแก่เจ้าฟ้านเรนทร (กรมขุนสุเรนทรพิทักษ์) ซึ่งในขณะนั้นผนวชอยู่  แต่พระเจ้าท้ายสระมิทรงยินยอมตามกรมพระราชวังบวร เหตุการณ์นี้ชวนให้คิดได้ว่าแท้จริงแล้ว กรมพระราชวังบวรคิดจะ  ขึ้นครองราชย์เองเนื่องจากเจ้าฟ้าพรเติบโตมาคู่กับเจ้าฟ้าเพชรพระเชษฐาธิราชที่ได้ราชสมบัติจากพระราชบิดาตัวของเจ้าฟ้าพรได้เป็นอุปราชมีสิทธิที่จะครองราชย์เป็นองค์ต่อมา แต่เมื่อพระเชษฐามีโอรสย่อมต้องการให้ราชสมบัติตกอยู่กับโอรส แต่เมื่อพระเจ้าท้ายสระประชวรหนักรู้สึกพระองค์จะไม่หายเป็นปกติได้จำเป็นต้องตั้งรัชทายาทและไม่ต้องการแตกหักกับพระอนุชาเพราะจะนำภัยมาสู่พระโอรสจึงตัดสินพระทัย ยกราชสมบัติแก่ เจ้าฟ้านเรนทร พระโอรสพระองค์ใหญ่ตามคำของอนุชาราชวงศ์เจ้านายทั้งปวงเห็นชอบตามนั้น แต่ตัว เจ้าฟ้านเรทรในเพศบรรพชิตไม่เห็นชอบด้วย  ไม่ยอมลาสิกขา เพราะเกรงภัยจากพระอุปราชซึ่งเจ้าฟ้านเรนทรทราบประสงค์ของพระเจ้าอาว่าคิดอย่างไร ไม่เห็นทางอื่นพระเจ้าท้ายสระ จึงได้ยกราชสมบัติให้แก่เจ้าฟ้าอภัย พระโอรสองค์รอง ไม่กี่เพลาจากนั้นพระเจ้าท้ายสระก็สววรคต
แล้วเหตุการณ์ที่เจ้าฟ้านเรนทรคิดก็เป็นจริง หลังสวรรคตเสร็จพระราชพิธีถวายพระเพลิง ขุนนางฝ่ายวังหลวงที่เกรงจะสูญเสียอำนาจให้วังหน้าจึงได้จัดเตรียมกองทัพตั้งค่ายไว้ หน้าวังหลวงเพื่อเตรียมที่จะรบกับกรมพระราชวังบวรฯ(เจ้าฟ้าพร)โดยมีเจ้าฟ้าอภัย เจ้าฟ้าปรเมศร์ เป็นหัวหน้าคณะชิงอำนาจ  เหตุการณ์ในครั้งนี้อยู่ในสายตาของวังหน้าสิ้น สร้างความไม่พอใจให้กับกรมพระราชวังบวรฯเป็นอย่างมากเนื่องจากพระองค์ทรงดำรงพระอิสริยยศกรมพระราชวังบวร  มีสิทธิที่จะขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อพระเชษฐาอย่างถูกต้อง ระหว่างนั้นทั้งสองฝ่ายจึงตระเตรียมเคลื่อนพลเข้า สู้รบกันขึ้น  ฝ่ายวังหลวงมีพระธนบุรีเป็นนายกองเป็นผู้มีความสามารถนำกองบุกมายังวังหน้า ฝ่ายวังหน้านำกองทหารออกมาหน้าวังเกิดต่อสู้กัน นายกองวังหน้าเสียทีถ่อยร่นเข้าภายในวังทัพวังหลวงจึงล้อมวังหน้าตั้งกองท้าทายอยู่หน้าวัง ทัพวังหน้าของกรมพระราชวังบวรฯ ระส่ำระสายอย่างหนัก ขณะนั้นขุนชำนาญชาญณรงค์ทหารคนสนิทของกรมพระราชวังบวร แจ้งให้เสด็จลี้ภัยไปคอยทีดูสถานะการณ์ที่วัดขุนอินทร์เมืองอ่างทอง ส่วนทางวังหน้านี้ขุนชำนาญจะอาสาเข้าสู้รบกับพระธนบุรีแม่ทัพผู้เก่งกาจของฝ่ายวังหลวงเองและหากตนเองพ่ายแพ้ ถึงตอนนั้นกรมพระราชวังบวรคงเดินทางไปซ่อนตัวที่เมืองอ่างทองคงปลอดภัยและค่อยคิดการณ์กลับมาชิงอำนาจคืนในภายหลัง  กรมพระราชวังบวรจึงเสด็จลงเรือหลบออกจากวังหน้าไป แล้วขุนชำนาญคนสนิทวังหน้าจึงถือดาบสองมือขึ้นม้านำทหารเปิดประตูวังหน้าออกมา บุกเข้ารบกับพระธนบุรีที่ตั้งกองทหารเผชิญหน้าอยู่ พระธนบุรีก็หาเกรงกลัวไม่ จึงชักม้ามารบกับขุนชำนาญฯ รุกรบต่อตีกันเป็นสามารถท้ายที่สุดขุนชำนาญฯใช้ดาบสองมือฟันพระธนบุรีตายบน หลังม้า ฝ่ายทหารฝ่ายวังหน้าได้ใจจึงโห่ร้องต่อตีทัพวังหลวงที่กำลังเสียขวัญแตกพ่าย ไปจนทุกทิศทางฝ่ายวังหน้าได้ยึดกุมอำนาจทางทหารไว้ได้ขุนชำนาญจึงได้นำทหารบุกวังหลวงเข้ากุมตัวเจ้าฟ้าอภัย และเจ้าฟ้าปรเมศร์ มาจำไว้ที่วังหน้า เหตุการณ์สงบลง จึงแจ้งข่าวให้ กรมพระราชวังบวรเจ้าฟ้าพร เสด็จกลับมาจากเมืองอ่างทอง สั่งนำตัวเจ้าฟ้าทั้งสององค์ไปสำเร็จโทษที่วัดโคกพระยา ขณะนั้นเหลือเวลาอีก ๓๕ ปีจะเสียกรุงศรีอยุธยา

พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ๓๑ของอาณาจักรศรีอโยธยา องค์ที่ ๔ แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง   หลังจากสำเร็จโทษเจ้าฟ้าอภัย และเจ้าฟ้าปรเมศร์แล้ว กรมพระราชวังบวรเจ้าฟ้าพรได้สถาปนา ขึ้นครองราชย์ ณ พระที่นั่งวิมานรัตยาในพระราชวังบวรสถานฝ่ายหน้านั้นสืบต่อไป(ทรงประทับที่วังหน้าตลอดรัชกาล)เป็น สมเด็จพระภูมินทรมหาราชาบรมราชาธิราช (พระเจ้าบรมโกษ ) พ.ศ.๒๒๗๕ –๒๓๐๑ ครองราชย์ รวม๒๖ ปี
และทรงพระกรุณาโปรดให้ขุนชำนาญชาญณรงค์เป็นเจ้าพระยาชำนาญบริรักษ์ว่าที่โกษาธิบดี  หลวงจ่าแสนยากรเป็นเจ้าพระยาอภัยมนตรี ว่าที่จักรี(สมุหนายก)พระยาราชภักดีผู้ว่าที่ สมุหนายกเดิมนั้นเป็นว่าที่ สมุหกลาโหมแล้วโปรดเกล้าให้พระพันวัสสาใหญ่(สนมใหญ่)เป็นกรมหลวงอภัยนุชิต ให้พระพันวัสสาน้อย(สนมรอง)เป็นกรมหลวงพิพิธมนตรี  ส่วนเจ้าฟ้านเรนทรพระราชโอรสของพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระที่มิยอมลาสิกขามาเป็นกษัตริย์ ดำรงเพศบรรพชิตตลอดมา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจึงทรงสถาปนาให้ทรงกรมที่ กรมขุนสุเรนทรพิทักษ์(เจ้าพระฯ) 

วันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2559

สามมหาราช ตอนที่ ๑๓



                                                  

                                                                                                  ตอนที่ ๑๓ ราชวงศ์ใหม่

                             พระอาทิตยวงศ์ พระมหากษัตริย์พระองค์ที่๒๓ เป็นรัชกาลที่ ๗ แห่งราชวงศ์สุโขทัย พระองค์เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม และเป็นพระอนุชาในสมเด็จพระเชษฐาธิราช เมื่อสมเด็จพระเชษฐาธิราชถูกรัฐประหารและสำเร็จโทษ เสด็จสวรรคตแล้ว โดยเจ้าพระยากลาโหมทำหน้าที่สำเร็จราชการและได้อัญเชิญพระองค์ขึ้นครองราชย์ เมื่อพระชนมายุได้เพียง ๙ พรรษา   เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์แล้วคงเที่ยวเล่นตามประสาเด็กประพาสไปเรื่อยทั่วกรุง เจ้าพนักงานต้องนำเครื่องทรงและเครื่องเสวยตามไปทุกที่ ไม่มีวันใดที่แสดงพระประสงค์ออกท้องพระโรงให้ขุนนางเข้าเฝ้า ชาวต่างชาติขอเข้าเฝ้าเจรจาการค้าหลายคณะตั้งแต่แผ่นดินก่อน เมื่อมาถึงการเปลี่ยนแผ่นดินก็ไม่สามารถทำให้สถานการณ์การค้าดีขึ้นล้วน ประสพความล้มเหลวทั้งสิ้นมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผู้สำเร็จราชการไม่สามารถตกลงทำสัญญากับชาวต่างชาติได้ด้วยตัวเอง ครองราชย์ได้เพียง หนึ่งเดือน บรรดาขุนนางข้าราชการทั้งปวงเห็นว่า พระองค์ยังเยาว์วัยนักไม่สามารถปกครองบ้านเมืองได้ มุขมนตรีจึงได้ปรึกษากันและเห็นพ้องกันว่าหากพระเจ้าแผ่นดินเป็นเช่นนี้ ราชการแผ่นดินจะเสียหาย เจ้าพระยากลาโหม และเหล่าเจ้าพระยา จางวาง ทั้งหลายจึงเข้าประชุมเพื่อปรึกษาเรื่องสำคัญของการบริหารราชการที่อยู่ภายใต้ผู้สำเร็จราชการซึ่งพระเจ้าอยู่หัวยังไร้เดียงสาต้องปกครองแบบไร้พระมหากษัตริย์อีกยาวนานนับ ๑๐ ปี บ้านเมืองจะเสียหาย จึงจำเป็นต้องอัญเชิญพระองค์ออกจากราชสมบัติ เป็นอันสิ้นสุดราชวงศ์สุโขทัย                  
ที่ประชุมไม่เห็นใครมีอำนาจสามารถควบคุมทั้งการบริหารทั้งการทหารได้เท่าเจ้าพระยากลาโหม ครานี้ไม่มีขุนนางผู้ใดต่อต้าน จึงเชิญเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ใน พ.ศ. ๒๑๗๓ เมื่อมีพระชนมายุได้ ๓๑พรรษาทรงพระนามสมเด็จพระสรรเพชญ์   เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ๒๔ แห่งกรุงศรีอโยธยา เป็นพระองค์ที่ ๑ จากสามัญชนด้วยมีความปรีชาด้านการบริหาร และการค้าขายทำให้ราชอาณาจักรเจริญมั่งคั่งหลังจากหยุดชะงักมาขวบปีในสมัยของพระองค์สามารถเก็บอากรเข้าพระคลังได้มากดังนั้นจึงมีการบูรณะก่อสร้างปราสาทราชวังขึ้นที่สำคัญ มีการลงรักปิดทองคำเปลวที่ยอดปราสาท ทำให้ชาวต่างชาติที่เข้ามาในราชอาณาจักร บันทึกเล่าขานถึงความสวยงามอลังการของหมู่ปราสาทที่เคลือบทองคำทำให้การลำดับราชวงศ์ในภายหลังตั้งชื่อราชวงศ์ของพระองค์ตามบันทึกต่างๆเหล่านี้ว่า  “ราชวงศ์ปราสาททอง” และเรียกพระนามของพระองค์ว่าสมเด็จพระเจ้าปราสาททองในเวลาต่อมา ระหว่างนั้นพระอาทิตยวงศ์อดีตยุวกษัตริย์ ยังคงประทับอยู่ภายในพระราชวังหลวงกับพระพี่เลี้ยงเป็นปกติ
ด้วยการสืบราชสมบัติในภายหน้าจะได้ไม่ยุ่งยากและแย่งชิงอำนาจเหมือนรัชการก่อนๆจึงมีพระประสงค์จะแต่งตั้งพระมหาอุปราชโดยพระองค์ยังไม่มีพระราชโอรสที่เจริญวัยคงมีแต่เจ้าฟ้าองค์อินทร์ที่เยาว์วัย ด้วยเล็งเห็นว่าอนุชาของพระองค์(พระศรีสุธรรม)เป็นคนมีนิสัยกักขะนัก ไม่มีหิริโอตะปะไม่สามารถแต่งตั้งให้เป็นอุปราชบริหารบ้านเมืองต่างพระเนตรพระกรรณ์ได้ จึงเพียงแต่งตั้งให้มีตำแหน่งราชการให้สมฐานะพระประยูรญาติเท่านั้นจึงโปรดเกล้าให้พระอนุชาเป็นพระศรีสุธรรมพระราชทานบ้านหลวงให้อยู่ที่ริมวัดสุธาวาส พระศรีสุธรรมนั้น ขัดเคืองใจยิ่งนักที่ไม่ได้รับแต่งตั้งเป็นพระมหาอุปราช และไม่ชอบใจในตัวพระมเหสีและเจ้าฟ้าองค์อินทร์ผู้เป็นหลานที่รอเจริญวัยขึ้นเพื่อรับตำแหน่งอุปราชในวันหน้า
ดังนั้นพระศรีสุธรรมจึงเป็นที่สนิทสนมกับพระราชเทวี พระสนม และโอรสในพระสนมของพระเจ้าปราสาททอง
ในด้านการเสริมสร้างอำนาจทางทหารและการเมืองเนื่องจากตัวของพระเจ้าปราสาททองเองเข้าใจเป็นส่วนพระองค์ว่าพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ที่ปราบดาภิเษกมาจากเจ้าพระยากลาโหมที่ควบคุมกองทหารในพระนครและควบคุมการเกณฑ์ไพร่พลจากหัวเมืองทำให้ง่ายต่อการทำรัฐประหารยึดอำนาจ ดังนั้นพระเจ้าปราสาททองจึงแก้ปัญหาการ ปกครองที่จะย้อนรอยการทำรัฐประหารของพระองค์ คือไม่ให้เจ้าหรือขุนนางคนใดคนหนึ่งมีอำนาจในการคุมทาสคุมไพร่เป็นจำนวนมาก  มากจนมีอำนาจมากขึ้นได้ง่ายต่อการก่อกบฏ ดังนั้นพระองค์จึงทำการตัดกำลังและ ลดอำนาจของเจ้าเมืองบางเมืองลง ยกเลิกตระกูล “เจ้า” หัวเมืองที่จะสืบต่ออำนาจกัน โดยพระองค์ทรงแต่งตั้งขุนนางที่ไว้ใจจากเมืองหลวงออกไป ส่วนการควบคุมกำลังที่ต้องขึ้นตรงกับพระมหากษัตริย์ให้แยกอำนาจกันระหว่าง ๒ เสนาบดีผู้ใหญ่ คือ พระยากลาโหมควบคุมทหารในพระนคร พลเรือนทั้งปวงและทหารในหัวเมืองใต้ และสมุหนายกควบคุมขุนนางพลเรือนในเมืองหลวงและพลเรือนและทหารหัวเมืองเหนือ เพื่อให้การคิดระดมพลนอกเหนือพระบัญชามีการคานอำนาจกันและกันแต่ก็ทำได้ระดับหนึ่งเพราะเมื่อสิ้นรัชการของพระองค์ก็ยังเกิดการรัฐประหารที่เกิดจากการแบ่งฝ่ายของราชวงศ์ที่พระองค์ก็ยังหาทางป้องกันไม่ได้ 
ในกาลต่อมาก็ถึงกาลต้องสิ้นรัชทายาทของราชวงศ์สุโขทัยอย่างสิ้นเชิงเมื่อคราวเคราะห์ของพระอาทิตยวงศ์ วันหนึ่งสมเด็จพระเจ้าปราสาททองทอง เสด็จมานมัสการพระพุทธปฏิมากร ณ วัดพระศรีสรรเพชญ์ทอดพระเนตรเห็นพระอาทิตยวงศ์นั่งห้อยเท้าอยู่หลังกำแพงแก้วเมื่อขบวนเสด็จผ่านคงนั่งทอดพระเนตรเฉยอยู่ไม่เสด็จลงมาจากบนกำแพง สมเด็จพระเจ้าปราสาทจึงสั่งหยุดขบวนเสด็จ แล้ว จึงตรัสว่า เจ้าอาทิตยวงศ์เขามีความ องอาจยิ่งจึงมิได้ลงมาจากกำแพงแก้ว จึงโปรดให้ลดพระยศและให้ออกจากวังหลวงไปปลูกเรือนริมวัดท่าทรายโดยมีเจ้าพนักงาน(พระพี่เลี้ยงเดิม)สำหรับตักน้ำหุงข้าวรับใช้ ๒ คนเมื่อพระอาทิตยวงศ์ มีพระชันษามากขึ้นได้สมคบคิดกับขุนนางซึ่งโดนถอดออกจากราชการไปก่อนหน้านั้นส่องสุมผู้คนเพื่อทวงสิทธิ์ในราชบรรลังค์ แต่พระเจ้าปราสาททองสืบความทราบแล้วให้ทหารไปกุมตัวแลจับผู้สมรู้ร่วมคิดมาลงอาญานำเจ้าอาทิตยวงศ์ไปสำเร็จโทษที่วัดโคกพระยา จึงสิ้นพระราชวงศ์ที่สืบราชบรรลังค์ต่อกันมาของกรุงเทพทราวดีศรีอยุธยา ณ บัดนั้น กาลต่อมาเมื่อสมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงพระประชวรหนักและเสด็จลงมาประทับที่พระที่นั่งเบญจรัตน ทรงพระกรุณามอบราชสมบัติและพระแสงขรรค์ไชยศรีให้ เจ้าฟ้าไชยเพื่อสืบราชบรรลังค์ต่อจากพระองค์ ทรงครองราชย์ได้ ๒๕ ปีประชวรหนักจน สวรรคตลงในปี พ.ศ. ๒๑๙๘ พระชนมายุได้ ๕๖ พรรษา
บ้านเมืองที่สงบมาตลอดระยะเวลา ๒๕ปีเมื่อกำหนดองค์รัชทายาท เป็นเจ้าฟ้าไชยเรียบร้อยแล้วหากทุกฝ่ายทั้งเจ้านายแลขุนนางน้อยใหญ่ปฏิบัติตามพระราชประสงค์ของพระเจ้าปราสาททอง บ้านเมืองก็จะปกติสุขแต่หาเป็นดังพระราชประสงค์ของพระองค์ไม่
พระเจ้าปราสาททองนั้นมีพระราชโอรส และราชธิดาหลายพระองค์ เป็นพระโอรส ๘องค์ พระธิดา ๑ องค์ ดังนี้ ในพระมเหสี มีพระโอรส ๑ องค์ คือเจ้าฟ้าไชย(พระนามเดิมคือเจ้าฟ้าองค์อินทร์เมื่อทำพิธีโสกันต์แล้วจึงพระราชทานนามใหม่) พระราชเทวีสิริกัลยาณีมีโอรส๑องค์ธิดา ๑ องค์คือพระนารายณ์ราชกุมาร และ เจ้าฟ้าศรีสุพรรณ พระราชเทวีอีกองค์หนึ่งมีโอรส ๒ องค์ คือ เจ้าฟ้าอภัยทศ และเจ้าฟ้าน้อย  พระสนมเอกมีโอรส ๓ องค์ คือ พระอาทิตยวงศ์ พระองค์ทองจันทร์ พระอินทราชา  พระสนมเลื่อนมี โอรส ๑ องค์ คือ เจ้าแสงจันท์
เมื่อเสร็จจากพระราชพิธีถวายพระเพลิงแล้วจึงอภิเษกเจ้าฟ้าไชยพระราชโอรสในพระมเหสีจึงขึ้นเสวยราชย์ทรงพระนามว่า สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่๖เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ๒๕ แห่งกรุงศรีอโยธยาเป็นพระองค์ที่ ๒ แห่งราชวงศ์ปราสาททอง ในปี พ.ศ.๒๑๙๙ เจ้าฟ้าไชยครองราชสมบัติด้วยความไม่ราบรื่นนักท่ามกลางการแบ่งฝ่ายของพระประยูรญาติมาตั้งแต่ช่วงปลายรัชกาลของพระราชบิดา โดยฝ่ายของเจ้าอาพระศีสุธรรมร่วมกับพระอนุชาหลายพระองค์ ส่วนฝ่ายพระองค์มีแต่ขุนนางในพระเจ้าอยู่หัวปราสาททองเท่านั้น หลังขึ้นครองราชย์ได้ ๙ เดือนพระองค์ก็ยังไม่สามารถควบคุมอำนาจเอาไว้ในมือได้ไม่สามารถเสด็จประพาสไปที่ต่างๆภายนอกกำแพงพระบรมมหาราชวังได้ด้วยเกรงคนของฝ่ายพระศรีสุธรรมจักลอบปลงพระชมน์ แต่พระองค์ไม่อาจรอดพ้นจากภัยได้ ค่ำวันหนึ่งพระนารายณ์ราชกุมารพร้อมเจ้าฟ้าศรีสุวรรณพระขนิษฐาเสด็จจากวังที่ประทับทางประตูสระแก้ว ตัดตรง ไปยังบ้านพระศรีสุธรรมที่ตระเตรียมไพร่พลไว้จำนวนหนึ่ง จากนั้นพระศรีสุธรรมพร้อมพระนารายณ์กุมารก็นำไพร่พลทั้งหมดบุกเข้าวังหลวงเพื่อชิงราชสมบัติ กุมตัวได้สมเด็จเจ้าฟ้าไชยพาพระองค์ไปสำเร็จโทษที่วัดโคกพระยา พระศรีสุธรรมปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์สมบัติพระนามว่า สมเด็จพระสรรเพชญ เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ๒๖แห่งกรุงศรีอโยธยา พระองค์ที่ ๓ แห่งราชวงศ์ปราสาททอง และโปรดให้พระนารายณ์ราชกุมารเป็นพระมหาอุปราชโดยให้ไปประทับที่พระราชวังบวรสถานมงคล หลังขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ได้ ๒ เดือนเศษ ได้รับสั่งให้พระศรีสุพรรณกัลยาณีเข้าเฝ้า  ในพระที่เพื่อให้เป็นพระสนมพระศรีสุวรรณกัลยาณีร้อนใจนำความปรึกษาพระนมจึงซ่อนองค์ในตู้หนังสือให้ทหารนำพาออกไปยังพระราชวังบวรสถานมงคล จึงทราบความและแจ้งในองค์พระเจ้าอา จึงตรัสว่าสมเด็จพระบิตุราชสวรรคต เหลืออยู่แต่พระเจ้าอาก็เหมือนพระบรมราชบิดายังอยู่ หวังจะได้ปกป้องพระราชวงศานุวงศ์สืบไป แต่พระเจ้าอาปราศจากหิริโอตะปะ ขนาดหลานของพระองค์แท้ๆยังทำได้ขนาดนี้ แล้วจะปกครองประชาราษฎร์ สมณะชีพราหม์ให้มีความสงบสุขได้อย่างไร หากนิ่งเฉยคอยท่าคงต้องอาญาทั้งพี่ทั้งน้อง ครั้งจะไปทูลเรื่องราวไฉนพระเจ้าอาจะหยุดยั้งกลับจะลงอาญาเสมือนพระองค์และขนิตฐาจะเดินเข้าไปในกองเพลิง กระนั้นเมื่อพระเจ้าอาไม่เกรงใจพระราชบิดาคิดมาข่มเหงพระราชธิดา เราจักเกรงใจพระเจ้าอาได้อย่างไรจึงจัดเตรียมผู้คนที่วังหน้าพร้อมสรรพาวุธ ค่ำวันพฤหัสบดี เวลายามสี่ แรม ๒ ค่ำเดือน๑๒ปีวอก พ.ศ.๒๑๙๙ พระองค์จึงพร้อมด้วยกำลังทหารจากพระยาเสนาภิมุข พระยาไชยาสุระและและทหารอาสาญี่ปุ่น ๔๐ นาย รวมทั้งชาวมุสลิมจากเปอร์เซีย ก็เข้ายึดอำนาจพระศรีสุธรรม ฝ่ายวังหลวงเมื่อทราบความว่าการไม่สำเร็จจะเกิดการรบกับวังหน้าจึงตระเตรียมผู้คนเอาไว้มากล้อมวังแน่นหนา การต่อสู้เกิดขึ้นค่อนข้างรุนแรง จนถึงเช้าของวันรุ่งขึ้น ไพร่พลของทั้งสองฝ่ายล้มตายลงเป็นจำนวนมาก ทั้งสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาและพระนารายณ์ต่างได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืน สมเด็จพระศรีสุธรรมราชาสู้ไม่ได้จึงถอยหนีออกสวนหลวงไปวังหลังแต่ถูกพระนารายณ์ตามไปจับกุมตัวได้และนำไปสำเร็จโทษที่วัดโคกพระยา พระนารายณ์จึงคุมอำนาจไว้ได้สิ้น จนเหตุการณ์ยุติจึงเรียกประชุมขุนนางปรึกษาราชการ จึงพร้อมด้วยหมู่อำมาตย์ราชครูทูลยกพระนารายณ์สถาปนาเป็นพระมหาราชาครองกรุงเทพทราวดีสืบต่อไป แล้วจึงกำหนดฤกษ์ยามกระทำพระราชพิธีราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์     ทรงพระนามว่าสมเด็จพระรามาธิบดี เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๒๗ แห่งกรุงศรีอยุธยา พระองค์ที่ ๔ แห่งราชวงศ์ปราสาททอง ขณะมีพระชนมายุ ๒๕พรรษามื่อ เสด็จขึ้นครองราชย์ใหม่ ๆ ต้องทำการปราบปรามพวกข้าราชการจากแผ่นดินพระราชบิดาปราสาททอง แผ่นดินพระเชษฐาไชยราชา แผ่นดินพระเจ้าอาศรีสุธรรมที่เป็นศัตรูให้หมดสิ้น หลังจากกำจัดขุนนางฝ่ายตรงข้ามไปหมดแล้ว พระองค์ไม่ประสงค์ประทับในวังหลวง ยังคงประทับและว่าราชการที่วังบวรสถานมงคลเหมือนเดิม ช่วงเวลาเดียวกับที่พระองค์เริ่มต้นครองราชย์นั้นพระอนุชาในพระสนมของพระเจ้าปราสาททองได้แก่ เจ้าอาทิตยวงศ์ และเจ้าทองจันทร์ โดย พระอาทิตย์ไม่พอใจที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ทรงกรมเป็นกรมพระราชวังบพิธภิมุข โดยเคลื่อนไหวซ่องสุมผู้คน แต่ล่วงรู้ถึงพระกรรณสมเด็จพระนารายณ์จึงนำกำลังไปจับกุมตัวพระอนุชาทั้งสองและขุนนางผู้ใหญ่หลายคนที่ให้การยุยงสนับสนุนเจ้าอาทิตย์มาลงอาญาโทษฐานกบฎโดยพระองค์สืบความได้ว่าเหล่าขุนนางที่รับราชการมาครั้งพระราชบิดา และแผ่นดินพระเชษฐารวมทั้งพระเจ้าทรงธรรมไม่ค่อยสนองราชกิจแต่คอยรวมกลุ่มสนับสนุนเจ้าฟ้าที่ตนชอบพอให้ขึ้นเป็นใหญ่ ซึ่งหากปล่อยไว้จะเป็นอันตรายต่อพระองค์อีกทั้งมีชาวต่างชาติจำนวนมากเจริญการทูตเข้ามาค้าขายซึ่งต่างสมประโยชน์ในสินค้าอากรเข้าพระคลังหลวงซึ่งขุนนางผู้ใหญ่จำนวนมากไม่สามารถตอบสนองราชกิจต่างๆเหล่านี้ได้ ดังนั้นพระองค์จึงได้ถอดขุนนางอาวุโสเป็นจำนวนมากออกจากราชการโดยหาขุนนางรุ่นหนุ่มขึ้นมาแทนเพื่อให้เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่หลายคน เช่นด้านการเกณฑ์ไพร่หลวงมาฝึกฝนการทหารอย่างแบบฝรั่ง แล้วทรงแต่งตั้งขุนนาง มาดูแลการทัพ แปดคนตามคัมภีร์พิชัยสงคราม คล้ายการจัดเหล่าทหารในปัจจุบันคือหัวศึก(ทหารราบ) ได้แก่ เจ้าพระยาโกษาเหล็ก มือศึก(ทหารราบตระเวน) ได้แก่ พระยาเดโชไชย  ตีนศึก(ทหารม้า) ได้แก่ พลช้างม้าครบถ้วน ตาศึก(การข่าว) ได้แก่ โหรา อันมีพระพิมลธรรมวัดระฆัง สร้างขวัญกำลังใจ และให้ฤกษ์ยามการเคลื่อนทัพ  หูศึก (การข่าวและสื่อสาร) ปากศึก(การเงิน) ได้แก่ พระวิสุทธิสุนทร(โกษาปาน)เขี้ยวศึก(หน่วยรบพิเศษ) ได้แก่ ทหารที่มีทั้งไทยและเทศ    กำลังศึก(พลาธิการและสรรพาวุธ) ได้แก่ ผู้คน
ช้างม้า เสบียงอาหารอันอุดมสมบูรณ์   หลังจากประทับในกรุงศรีอยุธยาได้ ๑๐ ปี ตั้งแต่รัชสมัยพระราชบิดาเป็นต้นมาชาวต่างชาติโปรตุเกส ฮอลันดา จีน ญี่ปุ่นเข้ามาค้าขายและรับราชการเป็นทหารมากโดยอาศัยการเดินทางจากแผ่นดินของเขาโดยเรือกำปั่น เรือสลุป เดินทะเลพอค้า และบาทหลวงเหล่านี้มีกำลังทหารคุ้มกันในการเดินเรือทะเล เมื่อมาถึงแผ่นดินใดก็เสนอตัวรับราชการทหาร โดยรับเงินค่าจ้าง และสิทธิทางการค้า ถึงแม้มีจำนวนเมื่อเทียบกับทหารในพระนครนับว่าน้อยมากกว่านัก แต่ด้วยพวกฝรั่งมีอาวุธปืนที่ทันสมัยและพระองค์เคยร่วมมือกับต่างชาติพวกนี้ทำการยึดอำนาจจากพระเชษฐาคือ พระไชยราชาและพระเจ้าอาศรีสุธรรมมาแล้ว และนับวันจะมีชาวต่างชาติเดินเรือเข้ามามากมาย เมื่อมีหลายพวกก็เกิดความบาดหมางกัน ต่างฝ่ายต่างพึ่งพระราชอำนาจเพื่อจะให้เข้าข้างตนเองหากไม่ชอบใจเข้าอาจทำการร่วมมือกับเจ้าฟ้า  เจ้าพระยายึดอำนาจศูนย์กลางปกครองได้ เมื่อศรัตรูแห่ง ราชอาณาจักรนอกจากอาณาจักรอังวะที่เป็นคู่สงครามกันมาหลายสมัย แล้วยังมี ภัยคุกคามจากชาวต่างชาติดังนั้น ขุนนางต่างชาติที่พระองค์สนิทชิดชอบที่พระองค์ต้องพึ่งทั้งภาษา และกฏเกณฑ์การค้าอย่างฝรั่งจึงทรงแต่งตั้งให้รับราชการในระดับเจ้าพระยา แต่กระนั้น สมเด็จพระนารายณ์
ไม่ทรงวางพระทัยเกรงว่าข้าศึกอาจเอาเรือกำปั่นเข้ามาบุกรุกถึงพระนคร จึงคิดหาทำเลตั้งราชธานีสำรองเพื่อเป็นที่มั่นทางศูนย์กลางอำนาจหากมีอะไรเกิดขึ้นกับอโยธยา ด้วยทำเนียมปฎิบัติมาครั้งกาลก่อนพระมหาอุปราชตั้งแต่ครั้งพระรามาธิบดีอู่ทองก็ทรงใช้ลพบุรีเป็นเมืองอุปราชและใช้เรื่อยมาอีกหลายพระองค์การเคลื่อนพล การเดินทางจากพระนครสะดวก อีกเมืองหนึ่งได้แก่พระพิษณุโลกแต่อยู่ไกลจากกรุงศรีอยุธยาการค้าขายเดินทางยากจึงโปรด  เกล้าฯ ให้บูรณะวังอุปราชเดิมท้องพระโรงและสร้างวังที่ประทับขึ้นที่เมืองลพบุรีใช้เป็นราชธานีว่าราชการ เมื่อปี พ.ศ.๒๒๐๙ และสร้างป้อมปราการขึ้นที่ธนบุรีและนนทบุรีเพื่อจะได้เป็นที่สกัดกั้นเรือกำปั่นข้าศึกก่อนที่จะยกขึ้นไปถึงพระนครเและเสด็จไปประทับที่ลพบุรีทุกๆปีครั้งละเป็นเวลานานหลาเดือน  พระองค์ต้องดำเนินราโชบายทางคบค้าสมาคมกับชาวต่างประเทศรักษาเอกราชของอาณาจักรให้พ้นจากการเบียดเบียนของชาวต่างชาติและรับผลประโยชน์ ทั้งทางวิทยาการและเศรษฐกิจที่ชนต่างชาตินำเข้ามา การดำเนินนโยบายต่างๆนั้นก็เพื่อให้สอดคล้องกับความมั่นคงแห่งอาณาจักรและให้ถูกใจประชาราษฎร์และชาวต่างชาติ แต่เมื่อมีการสร้างเมืองใหม่ย่อมเดือดร้อนการเกณฑ์แรงงานทั้งการเก็บภาษีอากรเพื่อเข้าเป็นรายได้ของแผ่นดินและเมืองท่าที่สำคัญในภูมิภาคยังคงมีกรุงศรีอยุธยา และ กรุงอังวะเหมือนเดิม  แต่อังวะสามารถตัดทางการค้าของป่า พืชพรรณธัญญาหารต่างๆของล้านนาที่เคยเป็นสินค้าออกของกรุงศรีอยุธยาโดยได้ล้านนาเป็นประเทศราชทำให้ความมั่งคั่งของกรุงศรีอยุธยาเริ่มมีปัญหากับคู่แข่งทางธุรกิจ และหากอังวะมีความเข้มแข็งขีดสุดอาจยกทำเข้ามาทำลายเมืองท่ากรุงศรีอยุธยา ดังนั้นการเตรียมไพร่พลการเกณฑ์ไพร่พลเพื่อทำสงครามหลังจากอาณาจักรไม่ได้ทำสงครามมาหลายรัชกาลเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๒๗ ปีจึงเกิดขึ้น เมื่อต้องถูกเกณฑ์ประชาชนอาจไม่พอใจอยู่บ้าง แต่หากไม่ทำสงครามแสดงแสนยานุภาพ ความมั่นคงของอาณาจักรก็นับวันแต่จะถูกสั่นคลอนประเทศราชก็จะพากันแข็งเมืองอาณาจักรอังวะจะได้ประเทศราชเพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีผลในการเป็นฐานส่งกำลังบำรุงและผลิตสินค้าส่งออกให้อังวะมั่งคั่ง และเกณฑ์ไพร่พลเข้ารบพุ่งกับอโยธยาได้ 

ขณะนั้น เมืองเชียงใหม่และหัวเมืองลานนานี้ได้ตกเป็นประเทศราชของอังวะมาแต่สมัยพระเจ้าเอกาทศรถซึ่งเป็น สมัยพระเจ้าสุทโธธรรมราชาอันเป็นกษัตริย์ของอังวะเมื่อพระเจ้าสุทโธธรรมราชาได้สิ้นพระชนม์ลงเมื่อ พ.ศ. ๒๑๙๗ มังเรนันทมิต ราชบุตรครองราชสมบัติทรงพระนามว่า พระเจ้าสิรินันทสุธรรมราชา  พ.ศ. ๒๒๐๓ ทัพจีนนั้นคิดเสมอว่าอังวะเป็นประเทศราชเมื่อไม่เจริญสัมพันธไมตรีส่งบรรณาการ ยามจีนมีไพร่พลพร้อมจึงยกกองทัพลงมาตีอังวะ  ข่าวศึกลงมาถึงเชียงใหม่พระยาเชียงใหม่เกรงว่าหากทัพจีนยกมาตีซึ่งเป็นประเทศราชของอังวะ เชียงใหม่เห็นทีจะสู้ทัพจีนไม่ได้ จึงได้ทูลขอกำลังไปยังอังวะให้ส่งกองทัพลงมาช่วยรับศึกจีนที่เชียงใหม่ ด้วย ดังนั้น พระเจ้าอังวะนันทสุธรรมราชาจึงจัดกองทัพลงมาช่วยทางเชียงใหม่  แต่พอกองทัพจีนเข้าประชิดเมืองอังวะ พระเจ้าอังวะเห็นทัพจีนกำลังมากนักจึงเรียกกองทัพที่ส่งมาช่วยเชียงใหม่กลับอังวะ  ฝ่าย พระยาเชียงใหม่เมื่อกองทัพอังวะยกกลับไปหมดแล้ว ก็มีความหวาดหวั่นกองทัพจีนเป็นกำลัง  ความหวังในอันที่จะพึ่งอังวะก็หมดหนทางแล้ว  จึงได้จัดเจ้าแสนสุรินทร์นำคณะทูตลงมาเจริญไมตรีขอยอมอ่อนน้อมต่อทางกรุงศรีอโยธยาซึ่งเป็นอาณาจักรที่เป็นพันธมิตรกับจีน และขอกองทัพไปช่วยรักษา เมืองเชียงใหม่  พระนารายณ์เห็นเป็นโอกาสที่จะได้เชียงใหม่คืนมาเป็นของไทยอีกจึงให้จัดกองทัพหลวงขึ้นไปช่วยให้เจ้าแสนสุรินทร์เป็นผู้นำทัพหน้าไปกองหนึ่ง  ให้พระยาสีหราชเดโชไชย กับพระยากลาโหมนำทัพหนุนตามไปอีก  ฝ่ายทางเมืองอังวะเมื่อพวกจีนยกกองทัพมาถึงก็ตั้งกองทัพล้อมเมืองอังวะแล้วก็ยกเข้าตีเมืองเป็นหลายครั้งแต่ก็ตีไม่ได้  ครั้นล้อมอยู่นานเข้าเสบียงอาหารหมดจึงเลิกทัพกลับไปและไม่เข้าตีเมืองเชียงใหม่  ฝ่าย พระเจ้าเชียงใหม่ครั้นทราบว่ากองทัพจีนยกกลับไปแล้ว  และกรุงอังวะก็มิได้เสียแก่พวกจีนจึง มีความกลัวพระเจ้าอังวะจึงให้คนรีบลอบมาบอกให้เจ้าแสนสุรินทร์รีบหนีออกจากกองทัพอโยธยากลับเชียงใหม่  ขณะทัพพระยาสีหราชเดโชไชย กับพระยากลาโหมเคลื่อนพลขึ้นไปถึงเมืองพิษณุโลกจึงทราบความจากกองหน้าว่าเจ้าแสนสุรินทร์ทิ้งทัพกลับเมืองเชียงใหม่ไปแล้ว จึงมีใบบอกถึงพระนคร สมเด็จพระนารายณ์ทรง ทราบว่าเชียงใหม่มิได้ยอมอ่อนน้อมจริงก็ทรงขัดเคืองเป็นอันมากจึงให้พระยาสีหราชเดโชไชย กับพระยากลาโหมนำกองทัพไปตีเชียงใหม่  แต่ไพร่พลที่ยกไป คราวนี้ตั้งใจแค่ไปรักษาเมือง ดังนั้นจึงมีจำนวนไพร่พลน้อยไม่สามารถที่จะตีเชียงใหม่ได้จึงมีรับสั่งเรียกกอง ทัพกลับมาขณะนั้นทางอังวะเกิดจลาจลวุ่นวายขึ้น  พระเจ้าแปรราชอนุชาเป็นกบฏจับพระเจ้าอังวะได้ปลงพระชนม์เสีย  พระเจ้าแปรขึ้นครองราชย์แทนทรงพระนามว่า พระเจ้าสีหสุธรรมราชา  ครั้น ข่าวการจลาจลทางอังวะทราบมาถึงทางกรุงศรีอโยธยาสมเด็จพระนารายณ์ทรงเห็นเป็น โอกาสเหมาะที่จะตีเอาเมืองเชียงใหม่คืนให้จงได้จึงโปรด ฯ ให้พระยาโกษาธิบดีเป็นแม่ทัพหน้า  ส่วนสมเด็จพระนารายณ์เองทรงนำกองทัพหลวงหนุนตามไปกองทัพของพระยาโกษาธิบดี ตีได้ลำปาง  ลำพูน แล้วยกเลยเข้าล้อมเชียงใหม่ไว้แต่ยังตีเอาเมืองเชียงใหม่ไม่ได้จึงรอกองทัพหลวง  ครั้นกองทัพหลวงยกไปถึงก็ยกเข้าตีเชียงใหม่พร้อมกันจึงเข้าเมืองได้ จับได้เจ้าหลวงเชียงใหม่ข้าราชการและราชวงศ์มากมาย สมเด็จพระนารายณ์ทรงบรรลังค์ให้เจ้าหลวงเชียงใหม่ถือน้ำเป็นประเทศราชกรุงศรีอยุธยา โดย ได้อัญเชิญ พระพุทธสิหิงค์ กลับมาไว้ยังพระนคร อโยธยา แล้วจึงจัดทัพอยู่ป้องกันอังวะ ให้ทัพหน้าคอยทัพพม่านอกเมืองระยะเดินกึ่งวันหากพบอังวะซุ่มทัพไว้   ฝ่ายทางอังวะเมื่อทราบข่าวศึกทางเชียงใหม่ก็ยกกองทัพลงมากู้เอาเชียงใหม่คืน พระเจ้าอังวะยกเข้าล้อมเชียงใหม่จึงถูกกองทัพอโยธยาด้านนอกเมืองตีกระหนาบกองทัพพระเจ้าอังวะแตกพ่ายไป  จึงโปรดให้เจ้าหลวงปกครองเชียงใหม่ต่อไปทัพกรุงศรีอยุธยาเร่งถอนทัพยังมิทันเข้าพระนครมีใบบอกจากผู้รั้งเมืองกาญจน์ว่าเกิดการจลาจลทีเมาะตะมะจึงโปรดให้พระยาโกษานำทัพจากพระนครไปตั้งที่กาญจน์รับชาวมอญหากเกิดการรบกับอังวะจะเร่งนำทัพจากเชียงใหม่ไปช่วยหนุน
เมืองเมาะตะมะเป็นประเทศราชของอังวะแต่ครั้งแผ่นดินพระเอกาทศรถได้เกิดการจราจลเมื่อชาวเมืองบุกเข้าจับเจ้าเมืองชาวพม่าขังเอาไว้และรวบรวมผู้คนคอยต้านทัพอังวะ   ทัพอังวะนำโดยอุปราชเมืองอังวะเมื่อยกมาถึงเมาะตะมะก็เข้าโจมตีกับทัพมอญ ชาวมอญไม่สามารถต่อสู้ทัพอังวะได้จึงรวมครัวมอญทั้งหมดสู้พลางถอยพลางเพื่อหนีทัพอังวะเข้าพึ่งอาณาจักรอโยธยาจนล่วงเข้าเขตด่านเจดีย์สามองค์ จึงพบทัพพระยาโกษาธิบดีเหล็กพวกมอญทั้งหมดสิ้นจึงลี้ภัยอยู่ด้วยทัพอโยธยา ขณะนั้นพระยาสีหราชเดโชยกทัพไปปราบเชียงใหม่ ทัพหลวงพระนารายณ์จึงให้ยกกองทัพลงมาช่วยกองทัพพระยาโกษา  ขณะนั้นกองทัพอังวะยกตามทัพมอญและครัวมอญมาจนถึงตำบลไทรโยค ปะกองทัพของพระยาโกษาธิบดีจึงเข้าตะลุมบอนกัน หลายเพลายังไม่รู้แพ้ชนะ  จนกองทัพทางเชียงใหม่ซึ่งพระสีหราชเดโชคุมลงมากระหนาบกองทัพอังวะจนต้องถอยทัพจับได้เชลย  ช้าง  ม้า  เครื่องศาสตราวุธ เสบียงอาหารมากมายเสร็จศึกแล้วก็ยกกองทัพกลับอโยธยา  ฝ่ายพวกมอญนั้นสมเด็จพระนารายณ์โปรด ฯ ให้ไปตั้งบ้านอยู่ที่ตำบลสามโคก ตลอดไปถึงเมืองตลาดขวัญ โดยให้ขุนนางเข้ารับราชการและควบคุมไพร่มอญทำนาและปลูกพืชผักแลมีช่างมอญทำถ้วยชามอพยพเข้ามาจึงผลิตถ้วยชามค้าขายสืบมา สมเด็จพระนารายณ์ คิดยุทธศาสตร์ทางทหารเจริญรอยตามสมเด็จพระนเรศวรราชาธิราช พระองค์เห็นว่าตั้งแต่วัยเยาว์สมัยแผ่นดินพระราชบิดาและก่อนหน้านั้นเมื่อสิ้นสมเด็จพระเอกาทศรถต่อเนื่องมาจนถึงสมัยของพระองค์ อาณาจักรอังวะเริ่มฟื้นตัวเป็นปึกแผ่นมีกำลังไพร่พลเข้มแข็งกว่าอโยธยา และประเทศราชที่อโยธยาเคยได้ไว้ในอาณาจักรเป็นแหล่งผลิตสินค้าการเกษตร ข้าวปลา และของป่าทั้งหลาย  เมื่ออังวะมีกำลังเข้มแข็งมากขึ้นก็มาชิงเมืองเหล่านั้นกลับไปในปกครองเป็นประโยชน์ของอังวะอีก หากเป็นเช่นนี้ไม่นานทัพอังวะจะมาถึงอโยธยาเป็นแน่ ดังนั้น ใน พ.ศ.๒๒๐๗ พระองค์จึงโปรดให้ยกกองทัพไปตีเอาอังวะเสียจึงให้พระยาโกษาธิบดีเหล็กเป็นแม่ทัพใหญ่ จัดทัพเป็น ๓ กองโดย ให้พระยารามเดโชคุมทัพเมืองเชียงใหม่ยกไปทางเมืองผาปูน  พระยากำแพงเพชรคุมทัพหัวเมืองทางเหนือยกไปทางด่านแม่ละเมาและให้พระยาสีหราชเดโชไชยเป็นแม่ทัพหน้ายกไปทางด่านพระเจดีย์สามองค์ ทุกกองทัพเข้าที่ รวมพลเมืองเมาะตะมะ ชาวมอญทั้งหลายต่างอาสาเข้าทัพอโยธยาจำนวนมาก  เริ่มเคลื่อนทัพเข้าอังวะ บุกโจมตีที่หมายระหว่างทางได้เมืองจิดากอง  สีเรียม  ย่างกุ้ง  จัดกองทัพเรือยกไปตีเมืองหงสาวดี  เมือง แปร มุ่งยังเมืองอังวะทัพอังวะมาตั้งทัพหน้าสกัดกั้นที่เมืองพุกามมีเจ้ามังจาเล ราชบุตรพระเจ้าอังวะเป็นแม่ทัพตั้งรับกองทัพอโยธยา  ทัพพระยาสีหราชเดโชเข้าตีทัพเจ้ามังจาเล ที่ตั้งมั่นอยู่ในค่ายคอยป้องกันรักษาค่ายไว้เป็นสามารถ  พระยาสีหราชเดโชไชยได้เข้าตีค่ายอังวะหลายครั้งจนขวบปี ก็ยังตีหักเอาเมืองพุกามไม่ได้เสบียงอาหารขาดแคลนลงทุกทีจึงคิดจะถอยทัพกลับ ตกพลบค่ำก็ให้ทหารออกซุ่มนอกค่ายรอบเมืองพุกามแล้วให้ยิงปืนเผาค่ายและถอนกำลังกลับอโยธยาศึกครั้งนี้ไม่สามารถตีหักอังวะเมืองหลวงของอาณาจักรได้คงได้แค่ล้อมเมืองพุกามด่านหน้าของอังวะที่อังวะใช้เป็นที่มั่นสกัดกั้นเท่านั้นดังนั้นจึงต้องถอยทัพกลับ
รัชสมัยของพระองค์สามารถเผชิญกับภัยคุกคามจากต่างชาติด้วย ความสามารถของพระองค์ที่ต้องเจริญสัมพันธ์ทางทูตกับเหล่าต่างชาติให้มีผลประโยชน์  ไม่เหลื่อมล้ำกันทางการค้า ด้วยมีชาวต่างชาติมุ่งแสวงประโยชน์จากการค้าและเผยแผ่คริสต์ศาสนามาในราชอาณาจักรพระองค์จึงทรงแต่งตั้งขุนนางชาวกรีชที่พูดภาษาตะวันตกได้หลายภาษาทั้ง ภาษาไทย, ภาษาอังกฤษ, ภาษาฝรั่งเศส, ภาษาโปรตุเกส และภาษามลายูเข้าเป็นขุนนางเพื่อประโยชน์ทางการเมืองการค้าการทูตและการทหารเขาผู้นั้นคือ คอนสแตนติน ฟอลคอน รับราชการใกล้ชิดราชสำนักจนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ตำแหน่งสมุหนายกมีภรรยาชื่อดอญา มารี กีมาร์ (โดยมาดามกีมาร์ได้นำอาหารหวานต้นกำเนิดทองหยิบทองหยอดฝอยทอง สังขยา มาถึงวันนี้)
 เมื่อพ.ศ. ๒๒๓๑  สมเด็จพระนารายณ์ประชวรหนักพระองค์ไม่มีพระราชโอรสที่เป็นรัชทายาท มีแต่พระราชธิดาทรงตั้งให้เป็น กรมหลวงโยธาเทพ  และมีพระเจ้าน้องยาเธออีก ๒ พระองค์คือกรมหลวงโยธาทิต กับเจ้าฟ้าอภัยทศ ที่ไปเข้ารีตนับถือคริสต์ สมเด็จพระนารายณ์ทรงชุบเลี้ยงพระอนุชามาแต่เล็กทรงเมตตาเหมือนอย่างราชโอรส จนทำให้เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ขุนนางชาวกรีช เข้าใจว่าอย่างไรเสีย สมเด็จพระนารายณ์คงจะทรงมอบราชสมบัติให้ครองต่อจึงได้ตีสนิทเจ้าฟ้าอภัยทศไว้เป็น พรรคพวกเพื่อความมั่นคงของตน                                  
สมเด็จพระนารายณ์ทรงระแวงพระยากลาโหมจึงให้สมุหนายกเตรียมกำลังฝรั่งเศสเอาไว้เพื่อคุมสถานการณ์ในพระนครหากมีการรัฐประหารเมื่ออาการประชวรของพระองค์หนักขึ้น เพื่อคุ้มกันให้พระอนุชาอภัยทศขึ้นครองราชย์ต่อจากพระองค์ แต่เพราะพระองค์ยังไม่ทรงจัดการด้านความมั่นคงภายในให้เรียบร้อยก็ประชวรเสียก่อน ส่วนภายในกรุงพระสงฆ์เริ่มรู้สึกไม่มั่นคงจากคริสต์ศาสนา  ช่วงปลายรัชกาลนี้มีความผิดปกติขึ้นเมื่อเจ้าพระยาวิชาเยนทร์สมุหนายกที่ดูแลทหารในพระนครทั้งหมดนำทหารฝรั่งเศสพร้อมอาวุธปืนยาวเข้ามาประจำการที่ป้อมธนบุรีควบคุมโดยนายพลเดส์ฟาร์จ ซึ่งถือว่าเป็นอันตราย เพราะอาวุธเหล่านั้นมีอานุภาพเหนือกว่าทางอโยธยามาก แม้มีทหารเพียงกองร้อยเดียว ก็สามารถเอาชนะทหารอโยธยาระดับกองทัพได้ ช่วงเวลานั้นบาทหลวงฝรั่งเศสเข้ามายังอโยธยามากมายและยังชักชวนเจ้ากรุงศรีให้เข้ารีตเป็นชาวคริสต์ทั้งเกิดสัญญาการค้าที่ฝรั่งเศสมีเปรียบชาวต่างชาติอื่นทำให้พระยากลาโหมสุรสีห์ เฝ้าจับตาสมุหนายกเป็นพิเศษเกรงจะนำทหารฝรั่งเศสเข้ายึดอำนาจซึ่งสามารถทำได้อย่างง่ายดายด้วยพระเจ้าอยู่หัวนารายณ์ประทับที่วังลพบุรีและประชวรหนักพระยากลาโหมสุรสีห์ผู้นี้เป็นบุตรบุญธรรมของแม่นมเปรม เป็นชาว บ้านพลูหลวง ในตำบลสนามชัย สุพรรณบุรีเป็นน้องชายของท้าวศรีจุศรีจุฬาลักษณ์แจ่มพระสนมเอกในพระนารายณ์รับราชการเป็นจางวางกรมช้างและเลื่อนเป็นพระยากลาโหมในพ.ศ.๒๒๑๙ครั้นถึงเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๒๓๑ ที่ประชุมเหล่าขุนนางตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการ แทนพระองค์จากที่พระนารายณ์ทรงประชวรหนักประทับที่วังลพบุรีจึงอยู่ในฐานะ ได้เปรียบกว่าในการสั่งการต่างๆ โดยอ้างพระราชโองการด้วยพระยากลาโหมควบคุมแต่ทหารหัวเมืองมิได้คุมทหารในพระนครเหมือน สมุหนายกเพราะพระเจ้าอยู่หัวเกรงสมุหกลาโหมมีอำนาจมากจะปราบดาภิเศกเหมือนรัชกาลก่อนๆดังนั้นพระยากลาโหมสุรสีห์จึงต้องอาศัยพระสงฆ์ตามวัดต่างๆ ในเขตเมืองลพบุรีและปริมณฑลที่รู้ตัวถึงภัยคุกคามจากคริสต์ศาสนา ทั้งนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากพระราชาคณะ เมืองลพบุรี ทั้งในเรื่องการสอดแนมการเคลื่อนไหวต่างๆการอาศัยกำลังจากพระสงฆ์ในกิจกรรมต่างๆเหล่านั้น เป็นวิธีที่แนบเนียน ซึ่งสมุหนายกพระยาวิชาเยนทร์ไม่เข้าใจ รู้แต่เพียงว่า พระเพทราชาไม่มีกำลังรบในกรุง อยู่ในมือเลย กว่าจะระดมคนได้ต้องใช้เวลาเป็นเดือน เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ และนายพลเดส์ฟาร์จ มีการพบปะ บ่อยครั้งขึ้น จนพระยาสุรสีห์จับความเคลื่อนไหวได้ จึงให้หน่วยทหารลับที่อาสาจากวัดพุทธต่างๆของเมืองบางเกาะและธนบุรีคอยสืบข่าวกองทหารนี้ และกดดันไม่ให้ทหารฝั่งเศสเคลื่อนกำลังออกมาตามนัดแนะของสมุหนายกเมื่อถึงเดือนเมษายน ๒๒๓๑ จึงเป็นเดือนของการชิงไหวชิงพริบกันอย่างมากระหว่างพระยาสุรสีห์กับพระยาวิไชยเยนทร์บรรยากาศการเมืองในเวลานั้นจึงสับสนอึมครึมอย่างมาก ราวๆ ต้นเดือนพฤษภาคม พระอาการประชวรก็ทรุดลงอย่างหนักด้วยโรคไอหืด  การดำเนินแผนการไปสู่การรัฐประหารเริ่มจากฝ่ายบ่าว ไพร่ คึกคักไปตามการนำของพระภิกษุ พากันจับอาวุธยุทธภัณฑ์เท่าที่จะหาได้ ปล้นบ้านของพระปีย์ พระโอรสบุญธรรมเข้าไปในพระบรมมหาราชวังกุมตัวเจ้าฟ้าอภัยทศอนุชาพระนารายณ์ ไปประหารชีวิตที่วัดซากทางเหนือนอกกำแพงเมืองลพบุรี เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๒๓๑ เวลาบ่ายสี่โมงเย็น เมื่อมีเหตุวุ่นวายเกิดขึ้นพระยาสุรสีห์ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จึงชิงกระทำการรัฐประหารโดยทันที ในวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๒๓๑ โดยมีหลวงสรศักดิ์ เป็นกำลังสำคัญ เสริมด้วยเหล่าชาวบ้านและชาววัดในเขตเมืองและปริมณฑลเป็นตัวช่วยส่วนเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์เวลาเดียวกันนั้นสามารถเดาเหตุการณ์ได้ก็ตัดสินใจเข้าปราบปรามกลุมรัฐประหารแต่คิดการณ์ชักช้าไปไม่ทันเคลื่อนกำลังไพร่พลมาจากพระนครเพื่อควบคุมวังลพบุรี แต่นายพลเดส์ฟาร์จถูกเหล่าชาวบ้านกดดัน เกิดลังเลใจไม่ยอมยกกองทหารฝรั่งเศสจากธนบุรีขึ้นมาลพบุรีตาม สัญญานัด พระเพทราชาและพรรคพวกดำเนินการอย่างฉลับพลันพากำลังเข้า จับตัวฟอลคอนถึงในจวนประหารชีวิตเสีย และพากำลังล้อม พระราชวังลพบุรี ไม่ให้ผู้ใดเข้าเฝ้า ยึดอำนาจจากพระนารายณ์ และสั่งการให้ข้าราชการน้อยใหญ่มาประชุมโดยพร้อมเพรียง ผู้ใดขัดคำสั่งนั้นให้ตามกุมตัวมาประหารเสียสิ้น แล้วจึงเข้าควบคุมการปกครองกรุงศรีอโยธยา ในด้านทางการเมืองขุนนางอโยธยาฝ่ายของพระนารายณ์ก็ถูกกำจัดไปหมดสิ้น แต่ยังเหลือกลุ่มก้อนของขุนนางฝ่ายชำนัญการชาวฝรั่งเศสที่ยังคงเป็นกองทหารติดอาวุธที่ยังเป็นปัญหาอยู่เพียงกลุ่มเดียว เพราะกลุ่มอื่นๆ ก็ล้วนเสียประโยชน์จากการเข้ามาของฝรั่งเศส อย่างเช่นกลุ่มฮอลันดา กลุ่มโปรตุเกส กลุ่มมุสลิม กลุ่มมัวร์ เป็นต้น ทั้งหมดนั้นจึงมีศัตรูร่วมกัน คือ กองทหารอาสาฝรั่งเศสที่มีฐานที่มั่นในบางเกาะดังนั้น หลังจากที่พระเพทราชายึดอำนาจได้ระยะเวลาหนึ่งให้นำกำลังทหารฮอลันดาและอโยธยาเข้าโจมตีกองทหารฝรั่งเศส จับกุมนายทหาร บาทหลวงคณะเยซูอิตคนสำคัญเป็นตัวประกัน จากการวางแผนของฮอลันดา และท้ายที่สุด ก็ได้ปิดล้อมป้อมปราการที่บางเกาะ ทหารฝรั่งเศสที่ถูกล้อม และพยายามต่อสู้อย่างถึงที่สุดแล้ว แต่ก็ต้องพ่ายแพ้และต้องออกจากอโยธยาไปทั้งหมด ถือว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญเพราะหากพระยาวิไชยเยนทร์ปราบปรามกลุ่มพระเพทราชาสำเร็จเข้าควบคุมอโยธยาอาจตกเป็นเมืองขึ้นชาติตะวันตกตั้งแต่นั้น เหตุการณ์จึงลงเอยด้วยการรัฐประหารของสมุหกลาโหม หลังจากพระเพทราชาควบคุมอำนาจสมเด็จพระนารายณ์ยังอยู่ในพระอาการประชารหนักและเสด็จสวรรคต  พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ ราชนิเวศน์ เมืองลพบุรีเมื่อ ๑๑กรกฎาคม พ.ศ. ๒๒๓๑ ครองราชสมบัติ ๓๒ ปี พระชนมายุ ๕๗ พรรษา  ถึงกาลสิ้นราชวงศ์

วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2559

พระอภัยมณีเหตุเกิดที่อันดามัน ไม่ใช่ทะเลระยอง ตอนจบ

                     ในปี พ.ศ.๒๓๖๕ ที่ สุนทรภู่ เริ่มต้นประพันธ์ พระอภัยมณีนั้น  ตรงกับรัชกาลที่๒พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แต่คงยังแต่งไม่เสร็จและแต่งเรื่องมาจนเปลี่ยนรัชกาลเป็นสมเด็จพระนั่งเกล้า เป็นช่วงที่สยามกำลังมีข้อขัดแย้งกับอังกฤษ ในทรรศนะของผมเรื่องเดียวเท่านั้นคือการล่าเมืองขึ้นเพื่อยื้อแย่งทรัพยากรและทรัพย์สินจากการค้าโดยเฉพาะไม้ เครื่องเทศ ทองคำ ขณะนั้น อังกฤษยึดครองอินเดีย ตั้งแต่สุนทรภู่ยังไม่เกิด ในสมัยรัชการพระพุทธยอดฟ้าเมื่อพ.ศ. ๒๓๓๘ ขณะนั้นสุนทรภู่ที่เกิดบริเวณวังหลังย่อมทราบเรื่องนี้อยู่บ้าง  และอังกฤษ ลามปราม เรื่อยมายึดพม่าในพ.ศ.๒๓๖๘ เป้าหมายต่อไปคงเป็นรัตนโกสินทร์ ใครๆในยุคสมัยนั้นย่อมคาดเดาได้
 ตัวละคอน
พระอภัยมณี   ไปเรียนวิชาการรบ แต่กลับไปเรียนเป่าปี่ เป็นการหักมุขซ่อนเงื่อนของสุนทรภู่เพราะการล่าอาณานิคมด้วยกองทัพเรือและอาวุธที่ทันสมัยนั้นยากที่สยามจะต่อสู้ด้วยได้ด้วย กำลังทหาร และอาวุธ ดังนั้นพระอภัย(พระเอกของสยาม)เรียนวิชาอาวุธก็ยากที่จะสู้ข้าศึกได้ ต้องใช้การเจรจาพาทีเข้าต่อสู้ ก็คือวิชาเป่าปี่นั่นเอง เมื่อไม่เรียนรบแต่เรียนเป่าปี่ พระราชบิดาเลย ขับไล่ออกจากรัตนโกสินทร์ ไปทางด่านสิงขรข้ามไปเมืองมะริด(ขณะนั้นยังเป็นดินแดนของรัตนโกสินทร์อยู่)
กรุงรัตนา(รัตนโกสินทร์)เมืองของพระอภัยมณี
เกาะแก้วพิสดารอยู่ในทะเลอันดามัน
เมืองผลึก คือภูเก็ต
เมืองลังกา คือเกาะลังกาที่อังกฤษปกครองอังกฤษมีควีนปกครอง
เมืองนาควารินทร์ คือเกาะนิโคบา เส้นทางเดินเรือเชื่อมอันดามันกับ อ่าวสยาม มหาสมุทรแปซิฟิค
นางละเวง  คือ พระราชินีวิคตอเรีย
ถนนพระราม คือแนวหินแนวเขาใต้มหาสมุทรระหว่างอินเดีย กับเกาะลังกา
แหลมเรียว แหลมมะลายูตรงสิงคโปร์
กึงตั๋ง คือ จีนกวางตุ้ง ในบทกลอนยังกล่าวถึงเมืองอีกมากมายที่เชื่อมโยงกับเมืองในอาณานิคมของอังกฤษและวิลันดา คือเนเธอร์แลนด์หรือ ฮอนแลนด์

ข้างพวกแขก  (อินเดีย)แยกเยื้องเข้าเมืองเทศ อรุม(ตุรกี)เขตคุ้ง สุหรัด ปัตหนา(เมืองของอินเดีย)
ไปปะหังปัง กะเราะเกาะชวา มะละกากะเลหวังตะรังกะนู (เมืองมาเลเซียในปัจจุบัน)
วิลันดา(ฮอนแลนด์)มาแหลมโล้บ้านข้าม เข้าคุ้งฉลามแหลมเงาะเกาะราหู
อัดแจจามข้ามหน้ามลายู พวกญวณอยู่เวียดนามก็ข้ามไป
ข้างพวกพราหมณ์ข้ามไปเมืองสาวถี เวสาลีวาหุโลมโรมวิสัย
กบิลพัสดุ์โรมพัสดุ์ถัดถัดไป เมืองอภัยสาลีเป็นที่พราหมณ์
ข้างพวกไทยได้ลมก็แล่นรี่ เข้ากรุงศรีอยุธยาภาษาสยาม
พม่ามอญย้อนเข้าอ่าวพุกาม ฝรั่งข้ามฟากเข้าอ่าวเยียระมัน
ที่บางเหล่าก็เข้าอ่าววิลาศ เมืองมะงาดมะงาดามะงาสวรรค์
ข้ามเกาะเขามาลีกะปิตัน หาพงศ์พันธุ์พวกพ้องพี่น้องตัว

(อ้างจากwww.sujitwongthes.com
https://www.facebook.com/sujitwongthes)

ดังนั้นยากที่จะเชื่อได้ว่าเกาะเสม็ด ในอ่าวระยองและเหตุการณ์ รวมถึงสถานที่อ้างอิงสถานที่จริงจากอ่าวไทย ส่วนเรื่องพระอภัยมณีที่เกี่ยวเนื่องกับการก่อสร้างรูปปั้นต่างๆในระยองเชื่อได้ หมายถึงดังนี้รูปปั้น สุนทรภู่มีบิดาเป็นชาวเมืองกรำ่ อ.แกลง จว.ระยอง ท่านแต่งเรื่อพระอภัยมณี ซึ่งมีตัวเอก คือพระอภัยมณี(แสดงรูปปั้น) นางเงือก(แสดงรูปปั้น) นางผีเสื้อสมุทร(แสดงรูปปั้น)และสินสมุทร์ สุดสาคร(แสดงรูปปั้น) ที่โมเมน่าจะเป็นเกาะแก้วพิสดารอย่างเดียวที่มาโยงเป็นเกาะเสม็ด



วันพุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2559

พระอภัยมณีเหตุเกิดที่อันดามัน ไม่ใช่ทะเลระยอง ตอนแรก

            อ้ายพลับ  ชาวบ้านกร่ำ ทำอาชีพชาวประมง และทำนาอยู่เมืองแกลง เมืองหน้าด่านของจันทบูร ขณะนั้น เป็น พ.ศ.๒๓๑๐ ข่าวว่ากรุงศรีอยุธยาสิ้นลงแล้ว และกองทัพเจ้าตากกำลังผ่านมาทางเมืองแกลง มีชาวบ้านที่เข้าพวกกับขุนรามเข้าบ้านมาเก็บข้าวของหลบหนีทัพเจ้าตากไปยังเมืองจันทบูร อ้ายพลับจึงเก็บข้าวของมุ่งหน้าดักหน้าทัพเจ้าตากพร้อมเพื่อนชาวกร่ำเข้าอาสาร่วมทัพเจ้าตาก เมื่อเข้าร่วมทัพเจ้าตากแล้วก็ตามทัพไปสู่เมืองจันทบูรร่วมรบกับพวกหมื่นซ่องที่ทะเลน้อย และเข้าตีเมืองจันทบูรพร้อมเพื่อนทหารและร่วมทัพเรื่อยมาจนได้รับพระมหากรุณาธิคุณแต่งตั้งเป็นขุนศรีสังหาร และมีภรรยาชื่อแม่ช้อย มีนิวาสถานอยู่คลองบางกอกน้อยใกล้บ้านของพี่สาวพระราชวารินทร์เจ้ากรมพระตำรวจขวานอกครั้นเปลี่ยนแผ่นดิน พ.ศ.๒๓๒๕ ขุนนางในแผ่นดินสมเด็จเจ้ากรุงธนบุรี ถูกจับกุมลงโทษจำนวนมากแต่ ขุนศรีสังหารซึ่งสนิทสนมกับพี่สาวของสมเด็จจึงยังรับราชการอยู่ จนกระทั่ง วันจันทร์ เดือนแปด ขึ้น๑ ค่ำ ปีมะเมีย พ.ศ.๒๓๒๙ แม่ช้อยจึงให้กำเนิดบุญชายตั้งชื่อ "ภู่"หลังจากนั้นไม่นานขุนศรีกับแม่ช้อยก็ได้เลิกราจากกันขุนศรีนั้นพ้นราชการจึงได้หลบลี้กลับไปบ้านกร่ำโดยได้บวชเป็นพระอยู่ที่วัดที่บ้านเกิดเมืองแกลงตั้งแต่บัดนั้น ส่วนภริยาของขุนศรีสังหารพร้อม "ภู่" ยังมีนิวาสถานที่เดิมและแม่ช้อยได้เข้าเป็นแม่นมในพระธิดากรมพระราชวังบวรบพิตภิมุข และมีสามีใหม่กำเนิด น้องของ ภู่สองคน ชื่อฉิม และ นิ่ม
          แม่ช้อยได้ถวายลูกชาย เข้าเป็นมหาดเล็กในวังหลังและรับราชการเรื่อยมา ในวัยหนุ่ม ได้ชอบพอ เกี้ยวพาราสีกับ แม่จัน นางข้าหลวงวังหลัง ซึ่งเป็นเรื่องต้องห้าม ทั้งแม่จัน และภู่จึงถูกเสด็จในกรม สั่งขัง แต่ไม่นานเสด็จในกรมเสด็จทิวงคต จึงพ้นโทษออกมา ใช้ชีวิตโลดเล่นไปตามประสาไม่ขอกล่าวถึง ด้วยความเป็นกวีเป็นนักประพันธ์จึงได้รับราชการ ในกรมพระอาลักษณ์ ในปีพ.ศ.๒๓๕๙ จนได้บรรดาศักดิ์เป็นคุณพระ "พระสุนทร โวหาร"ช่วงที่รับราชการนี้มีผลงานประพันธ์เอาไว้มากมาย รวมถึง พระอภัยมณี
ที่พระพันธ์ราวพ.ศ.๒๓๖๕ ซึ่งเป็นปีที่ สยามเริ่มมีปัญหากับอังกฤษ
พ.ศ.๒๓๖๕มาร์ควิส เฮสติงส์ (Marquis Hestings) ผู้สำเร็จราชการอังกฤษที่อินเดีย ได้ส่งนายจอห์น ครอว์เฟิร์ด (John Craeford) หรือที่คนไทยเรียกว่า “การะฟัด” นำเครื่องราชบรรณาการเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับไทย พร้อมมาขอเจรจาเพื่อทำสนธิสัญญากับไทยโดยมุ่งหวังจะขยายตลาดการค้าเข้ามาในไทย ให้ไทยยอมรับการเช่าเกาะหมากและสมารังไพรของอังกฤษ ขอให้ไทยยกเลิกและลดหย่อนการเก็บภาษีบางอย่าง และต้องการมาศึกษาเรื่องราวความเป็นมาของบ้านเมืองไทยให้ละเอียด เพื่อจะได้ทำแผนที่และทำรายงานเกี่ยวกับพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ต่างๆ ประชากร สภาพความเป็นอยู่และความเป็นไปของไทยต่อรัฐบาลอังกฤษ แต่ปรากฏว่าการเจรจาไม่ประสบผลสำเร็จ
มูลเหตุต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้นในด้านมหาสมุทรอินเดียทั้งสิ้น  ซึ่งเป็นทิศทางที่อังกฤษคืบคลานยึดอินเดีย พม่าเป็นเมืองขึ้นจ่อสยามอยู่ติดปลายจมูก