ค้นหาบล็อกนี้

วันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

สงครามภูมิภาคอินโดจีน

 

                                   สงครามเวียดนามสงครามลาวและกัมพูชาที่เราทราบกันกินระยะเวลานาน มีเรื่องราวสมรภูมิรบหลายพ.ศ.มากมายหลายเรื่อง หลายสมรภูมิจนยากที่จะนำแต่ละเหตุการณ์มารวมให้เป็นเรื่องเดียวกันทั้งๆที่มันเป็นเรื่องเดียวกัน

                                    เวียดนามถูกแบ่งเป็นเหนือและใต้มานามมากจากยุคอาณาจักรราวพ.ศ.1400โน่นหล่ะครับ โดยจีนผนวกส่วนเหนือที่ดินแดนติดกันเข้ากับจีนแบบประเทศราช   ส่วนดินแดนตอนใต้หลากหลายเผ่าพันธุ์เป็นอาณาจักรจามปา ร้อยกว่าปีหลังจากนั้นเวียดนามเหนือพ้นประเทศราชจากจีนและทำสงครามยึดดินแดนด้านใต้รวมเป็นดินแดนเดียวกัน     มีกษัตริย์ราชวงศ์เลปกครองมายาวนานเกือบ300ปีมีกรุงฮานอยเป็น ศูนย์กลาง    เป็นยุคสมัยเดียวกับ อาณาจักรสยามที่มีกรุงศรีอยุธยาเป็นศุนย์กลาง

                                   ราวพ.ศ.2070  อาณาจักรเวียดนามเกิดการสู้รบกันสามฝ่าย     ระหว่างชาวฮานอย  ชาวไดนาม และชาวเว้ ทำให้แยกเวียดนามตอนเหนืออาณาจักรตังเกี๋ย(ฮานอย)   ตอนกลางอาณาจักรโคชินไชนา(เว้ ) ตอนใต้ อาณาจักรอันนัม(ไดนาม ,เวียดนาม ) (ในตำราบอกเว้อยู่ใต้ อันนัมอยู่ภาคกลาง ไม่รู้ตำรามั่วหรือแผนที่โลกมั่ว)ช่วงนี้มีความสำคัญคล้ายกับกรุงศรีอยุธยา คือชาติตะวันตกเข้ามาเผยแผ่ศาสนาและค้าขายภายใต้กองกำลังทางเรือของชาติตนที่คุ้มครอง   นำอารยะธรรมแบบตะวันตกและความทันสมัยในสิ่งประดิษฐ์และวิชาการสมัยใหม่แบบตะวันตก  รวมทั้งอาวุธต่างๆโดยใช้ราชสำนักในดินแดนต่างๆเป็นศูนย์กลางขยายอิทธิพลในดินแดนเอเชียต่างๆชาติที่กล่าวถึงคือฝรั่งเศส

                                   ราชวงศ์เหงียนที่ครองไดนามมีความเข้มแข็งที่สุดใน3อาณาจักร  ทำการรบพุ่งรวบรวมทั้งดินแดนเหนือและใต้ภายใต้การสนับสนุนของสยามและฝรั่งเศส    ทำให้เวียดนามรวมเป็นชาติเดียว(แต่ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน) มีจักรพรรดิยาลองแห่งราชวงศ์เหงียน ปกครอง       จากมิตรกลายเป็นศัตรูเมื่อการช่วยเหลือให้รวมอาณาจักรของฝรั่งเศสกลายเป็นข้อกำหนดสนธิสัญญาต่างๆที่แทรกแซงจักรพรรดิยาลองตั้งแต่พ.ศ.2427เรื่อยมา  ไซง่อนกลายเป็นอาณานิคมฝรั่งเศสภายใต้สหพันธอินโดจีน ส่วนดินแดนตอนเหนือและตอนกลางเป็นรัฐในอารักขา   ฝรั่งเศสยังไม่สามารถเข้ายึดเป็นอาณานิคมได้สมบูรณ์เพราะอิทธิพลจีนและญี่ปุ่น ส่วนฝรั่งเศสประเทศแม่ ก็พ่ายแพ้ กองทัพเยอรมันของฮิตเล่อร์  และอินโดจีนฝรั่งเศส(เวียดนามลาวกัมพูชาถูกกองทัพญี่ปุ่นบุกยึดรวมทั้งสยามและพม่าก็ถูกกองทัพญี่ปุ่นรุกเข้ายึดไปหมดสิ้น ขณะที่ท่าทีรัฐบาลไทยยินยอมให้ญี่ปุ่นผ่านไปพม่าอาณานิคมอังกฤษ14ตุลาคม 2483  รัฐบาลสยามส่งทูตไปเยอรมันชี้แจงเหตุจำเป็นที่ต้องเรียกร้องดินแดนที่ฝรั่งเศสยึดครองไป ขณะเดียวกันกองทัพฝรั่งเศสในสหพันธอิโดจีนก็ประชิดตั้งแต่ด่านซ้าย จนถึงเกาะกงมีการรบด้วยกำลังทางอากาศและทางเรือ25 พฤศจิกายน2483กองทัพไทย เคลื่อนกำลังเข้าสู่สหพันธอินโดจีน กองทัพสยามด้านอิสานสถาปนาที่มั่นได้ทั้งจำปาสัก(ตอนนั้นลาวมี3ดินแดน คือหลวงพระบาง เวียงจันทร์ และจำปาสัก) ตลอดลงมาเสียมราฐ กองทัพบูรพาสถาปนาที่มั่นพระตะบอง ไพรินโพธิสัต กองทัพเรือควบคุมเกาะกงเกาะช้างเกาะและน่านน้ำเจ้าพระยาในปีถัดมาญี่ปุ่นเข้าไกล่เกลี่ยสยามและฝรั่งเศสจนตกลงกันโดยสยามเข้าปกครองดินแดนที่ได้กลับคืนจากฝรั่งเศสเมื่อ12กรกฏาคม 2485 แต่เพียงแค่3ปี

                                   2กันยายน2488   สิ้นสุดสงครามโลกด้วยความปราชัยของญี่ปุ่นต่อสัมพันธมิตรตะวันตก ฝรั่งเศสกลับมามีอิทธิพลในดินแดนอาณานิคมของตนอีกครั้ง รวมทั้งอเมริกาที่พิชิตญี่ปุ่นลงได้ ปีเดียวกันนั่นเอง ราชวงศ์เหงียนที่ปกครองเมืองไซ่ง่อนภาคใต้ของเวียดนาม เป็นอันสิ้นสุดเมื่อจักรพรรดิเบ๋าได๋ สละราชสมบัติ     ฝรั่งเศสกลับมามีอำนาจเหนือดินแดนอินโดจีนฝรั่งเศสอีกครั้ง

                                ด้านชาวฮานอยและเว้  รวมกลุ่มกันต่อต้านฝรั่งเศส   เรียกกลุ่มต่อต้านของตนว่า “เวียดมินห์”มี  โฮจิมินห์ เป็นผู้นำขบวนการต่อต้านฝรั่งเศส ภายใต้การสนับสนุนของจีนและโซเวียต   ต่างจากไซ่ง่อน ลาว และกัมพูชาภายใต้สหพันธ์อินโดจีนให้การสนับสนุน ฝรั่งเศสเพื่อพ้นอิทธิพลจากสยาม    มีขบวนการลาวอิสระเรียกร้องเอกราชจากฝรั่งเศส ในกัมพูชาเกิดขบวนการเขมรอิสระต่อต้านฝรั่งเศสเช่นเดียวกัน  

                                 2495 - 2496ขบวนการเรียกร้องเอกราชเวียดมินห์ และ กองทัพรบนอกประเทศภาคพื้นตะวันออกไกลฝรั่งเศสได้เกิดการสู้รบกันอย่างหนัก เวียดมินห์รุกเข้ายึดหลวงพระบาง ทุ่งไหหินของสหพันธ์อินโดจีนลาวและกัมพูชาเอาไว้ เพื่อโอบลงมาไซ่ง่อน พร้อมตัดเส้นทางลำเลียงอาวุธ ขบวนการ เวียดมินห์ เปิดยุทธการหน่าสาหนานใช้กองโจรขนาดเล็กแยกเข้าโจมตีหน่วยทหารฝรั่งเศสที่ตั้งรับบนเทือกเขาสูง ผลการรบคือฝ่ายเวียดมินห์พ่ายแพ้ยับเยิน ทำให้ฝรั่งเศสประเมินทัพเวียดมินห์ว่าสามารถกำจัดได้ไม่ยาก  กองทัพเวียดมินห์ที่แทรกซึมเข้าไปหลวงพระบาง  เพื่อตัดเส้นทางส่งกำลังบำรุงของเวียดมินห์ไปลาวและโดดเดี่ยวกำลังเวียดมินห์ที่หลวงพระบางและทุ่งไหหิน

                                     2496เพื่อลดความขัดแย้งกับลาวฝรั่งเศสจึงปลดปล่อยลาว ให้เป็นเอกราชภายใต้การรวม3 ดินแดนเข้าด้วยกันมีเจ้าศรีสว่างวงศ์เป็นเจ้ามหาชีวิต       

                                    กองทัพฝรั่งเศสรบกับกองกำลังเวียดมินห์  ฝรั่งเศสเลือกที่ตั้งหน่วยทหารขนาดหมื่นนายโดยใช้สนามบินญี่ปุ่นเก่าจังหวัดเดียนเบียนฟูเมืองในหุบเขามีทางเข้าออกจำกัดล้อมรอบด้วยภูเขาสูงปิดกั้นช่องทางออกไปลาว  และมั่นใจที่จะสามารถตั้งรับและทำลายกองทัพเวียดมินห์ที่บุกเข้าโจมตีได้    แต่ตรงข้ามเวียดมินห์นำปืนใหญ่ขึ้นภูสูงยิงถล่มฝรั่งเศส  กำลังรบทหารราบเดินเท้าใช้ยุทธวิธี  ขุดสนามเพลาะและอุโมงค์รุกคืบหน้าเข้าหาที่ตั้งฝรั่งเศส ด้วยการเข้าตีเป็นระลอกเมื่อสิ้นสุดการระดมยิงของปืนใหญ่ฝรั่งเศส ในที่สุดฝรั่งเศสต้องพ่ายแพ้  ทหารเกือบ12,000นายถูกจับเป็นเชลย 7พฤษภาคม 2497  ฝรั่งเศสประกาศยอมจำนน ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ทำให้อาณานิคมฝรั่งเศสอื่นๆเรียกร้องเอกราชด้วยเช่นกัน สหพันธอินโดจีนสิ้นสุดเมื่อกองทัพฝรั่งเศสถอนออกจากเวียดนาม

                                  การประชุมที่นครเจนีวา 8 พฤษภาคม 2497ทำให้สหพันธอินโดจีนฝรั่งเศสที่ประกอบด้วย ลาว กัมพูชา เวียดนาม    โดยเวียดนามถูกแบ่งเป็นการชั่วคราวส่วนเหนือเส้นขนานที่เป็นประเทศสาธารณประชาธิปไตยประชาชนเวียดนาม(เวียดนามเหนือ) ส่วนเวียดนามส่วนใต้ลาว และกัมพูชายังคงเป็นสหพันธอินโดจีนที่ฝรั่งเศสสนับสนุนเช่นเดิม โดยมติที่ประชุมเห็นควรให้เวียดนามส่วนใต้รวมกับส่วนเหนือเมื่อผ่านการเลือกตั้งและทำประชามติ

                                  กัมพูชาได้เอกราชจากฝรั่งเศสจากการประชุมที่เจนีวา มีพระบาทสมเด็จพระนโรดมสุรามฤตเป็นพระมหากษัตริย์ มีพระนโรดมสีหนุราชโอรสเป็นผู้นำรัฐบาลมีนโยบายต่อต้านสยามและไซ่ง่อน ดังนั้นกัมพูชาเลยเป็นพันธมิตรกับจีนโซเวียตและฮานอย

                                 ไซ่ง่อนได้ประกาศเอกราชหลังจากที่ฝรั่งเศสถอนทหารออกจากอินโดจีนโดยอดีตจักรพรรดิเบ๋าได๋มีโง ดินห์ เดียมเป็นนายกรัฐมนตรี สหรัฐเล็งเห็นความขัดแย้งของกลุ่มต่างๆในอินโดจีน

                                 ฮานอยซึ่งใช้ระบอบคอมนิสต์ปกครอง มีจีนและโซเวียตสนับสนุนสามารถทำสงครามชนะฝรั่งเศส

                                 ลาว เจ้าสุกานุวงศ์นั้นสนับสนุนแนวทางเวียดมินห์มีกองกำลังที่เข้มแข็งทั้งจีนและฮานอยสนับสนุน 

                                 กัมพูชาพระนโรดมสีหนุนั้นนิยมแนวทางฮานอยและมีจีนให้การสนับสนุน  

                                 ที่สำคัญที่สุดหลังสงครามโลกสิ้นสุดลงดินแดนเกาหลีที่ญี่ปุ่นยึดครองถูกแบ่งเป็นเหนือและใต้โดยเกาหลีเหนือโซเวียตยึดครอง ส่วนเกาหลีใต้อเมริกาสนับสนุนแต่อเมริกานั้นมีสภาพเดียวกับฝรั่งเศสคอดินแดนห่างไกลเมื่อเกิดการรบระหว่าง2ชาติเกาหลีใต้จึงเสียเปรียบอเมริกาต้องถอยร่นจนมุมจนต้องมีการระดมกำลังทหารสหประชาชาติเข้าทำการยกพลขึ้นบกที่อินซอนจึงพลิกกลับมาได้เปรียบและเปิดการเจรจาสงบศึกเมื่อ 27กรกฏาคม 2496

                                 เมื่ออเมริกาเห็นภัยคุกคามต่อประเทศประชาธิปไตยในภูมิภาคที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในอินโดจีนอเมริกาจึงสนับสนุนรัฐบาลไซง่อนเพื่อรับมือฮานอยอย่างเต็มที่  การประชุมที่เจนีวา8 พฤษภาคม 2497กำหนดให้เวียดนามรวมชาติเป็นหนึ่งเดียวใน1ปีหลังจักรพรรดิเบ๋าได๋ปกครองได้ไม่นานหากตามสนธิสัญญาต้องรวมกับเวียดนามเหนือซึ่งปกครองด้วยระบอบโฮจิมินห์คอมนืสต์หากเป็นตามนั้นนายกรัฐมนตรีโงดินห์เดียม ที่นิยมขวาจัดไม่สามารถยอมได้จึงทำรัฐประหารจักรพรรดิเบ๋าได๋ให้สละราชสมบัติและเลือกตั้งทั่วไป โงดินห์ดียมชนะการเลือกตั้งขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนแรกพร้อมไม่ยอมปฏิบัติตามสนธิสัญญา ดังนั้นเวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้จึงเป็นสัตรูกันโดยปริยาย

                                แนวโน้มการเกิดการสู้รบระหว่าง สอง ระบอบปกครองคงเกิดขึ้นในไม่ช้า พร้อมการเตรียมการด้านต่างๆเพื่อทำสงครามของทั้งฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้  พร้อมมิตรประเทศของทั้งสองฝ่ายต่างทุ่มกำลัง เข้าสมรภูมิอย่างเต็มที่โดยเวียดนามเหนือส่งกองกำลังเข้าปฏิบัติการทางทหารในเวียดนามใต้ ในพ.ศ.2502เป็นต้นมา  สงครามเวียดนามยุติในพ.ศ.2518เวียดนามมีหนึ่งเดียว แต่ภูมิภาคยังมีสงครามต่อเนื่องจากความขัดแย้งเรื่องเขตแดนระหว่างสยามลาวและกัมพูชาที่ปักปันครั้งสหพันธอิโดจีนฝรั่งเศสและสงครามกลางเมืองในกัมพูชาถึง เดือนกันยายน 2532 เวียดนามถอนกำลังทหารออกจากกัมพูชาคืนสู่มาตุภูมิ

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ประวัติศาสตร์กับการสมยอมความคิดชาติตะวันตก

                                             ขอมคือใคร วันนี้ขอมหายไปไหน
ขอม คือไทย ไม่ใช่เขมร ::: ข้อคิดเห็นกรณีปราสาทนครวัด พระวิหาร และพิมาย
โดย ทวิช จิตรสมบูรณ์
ปราชญ์ไทยหลายท่านได้ชวนกันสรุปแบบไม่มีเยื่อใยต่อชนชาติตนเองไปหลายครั้งแล้วว่าปราสาทเหล่านี้เป็นของเขมร โดยอ้างว่าเขมรคือลูกหลานของขอมโบราณที่สร้างนครวัด ซึ่งชะรอยจะเป็นแนวคิดของนักวิชาการฝรั่ง(เศส)ที่มาสร้างกรอบให้นักวิชาการไทยเราติดกับเหมือนกับกรณีการอพยพจากเทือกเขาอัลไตนั่นเอง
บทความนี้จะแสดงเหตุผลให้เห็นว่าขอมน่าจะคือชนเผ่าไทยหรือวัฒนธรรมไทยโบราณที่เกิดอยู่ในดินแดนไทยมานานหลายพันปี และบัดนี้ก็ไม่ได้หายไปไหน แต่ละลายเจือสมอยู่กับสายเลือดไทยเรานี่เอง ส่วนเขมรนั้นน่าจะเป็นชนอีกเผ่าหนึ่งที่เข้ามาภายหลังแต่เมื่อขอมเสื่อมอำนาจลงและหนีร่นเข้ามาอยู่ในดินแดนประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศแม่มาแต่โบราณกาล
ซากปรักหักพังของอารยธรรมขอมโบราณมีกระจายอยู่ทั่วดินแดนไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะในภาคอีสานมีตั้งแต่สกลนคร อุดรธานี (อีสานเหนือ) เลาะเรื่อยมาทาง ขอนแก่น นครราชสีมา ไปจนถึง บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ อุบล จากนั้นก็ลามขึ้นเหนือ มี ลพบุรี ศรีเทพ (เพชรบูรณ์) ศรีสัชนาลัย (สุโขทัย) อุตรดิตถ์ หริภุญชัย (ลำพูน) เรียกได้ว่าแผ่นดินไทยทั้งหมดเป็นอายธรรมขอม ซึ่งกินพื้นที่ใหญ่กว่าแดนเขมรปัจจุบันตั้ง 4 เท่า จู่ๆ ขอมก็เลือนหายไปจากประวัติศาสตร์ อย่างไร้ร่องรอย
แต่ลองคิดดูสิครับ ชนเผ่าจำนวนมหาศาลที่ครองดินแดนใหญ่โตขนาดดังกล่าว และมีเทคโนโลยีและวัฒนธรรมอันสูงส่ง จู่ๆจะเลือนหายไปได้ง่ายๆหรือ หรือว่ามันก็อยู่ที่เดิมนั่นแหละเพียงแต่เปลี่ยนการเรียกชื่อ หรือ “ถูกเรียกชื่อ” เสียใหม่ตามแต่นักประวัติศาสตร์(ฝรั่ง)อยากจะเรียกเท่านั้นเอง ซึ่งชักนำให้นักวิชาการไทยหลายคนพากันสรุปแบบเซื่องๆตามฝรั่งว่าขอมคือบรรพบุรุษของเขมร และยังยกย่องเขมรว่าในอดีตเข้มแข็งจนครอบครองดินแดนไทยไปถึงสุโขทัยโน่น และดังนั้นเขาพระวิหารจึงเป็นของ“เขมร”มานานแล้วอย่างไม่ต้องเสียแรงสงสัย
นิสัยเด่นของคนไทยและนักประวัติศาสตร์ไทยเรานั้นคือ อชาตินิยม กล่าวคือ ถ้ามีอะไรที่เราเหมือนต่างชาติ เป็นต้องสรุปว่าลอกมาจากต่างชาติเสมอ ยังไม่เคยเห็นนักประวัติศาสตร์ไทยสักคนเดียวที่กล้าสรุปว่าวัฒนธรรมต่างๆเป็นของไทยล้วนๆ โดยไม่ได้ลอกมาจากต่างชาติ เช่น จีน อินเดีย พม่า เขมร (ขอม?) มอญ ลาว ญวน แม้แต่อินโด มาเลย์ ก็ไม่เว้น แม้ขนาด “ปลาบึก” ยังไม่สามารถเกิดในน่านน้ำไทยได้เลย ต้องสรุปว่าว่ายมาจากฝั่งลาวโน่น ส่วนปลาทู นั้น ก็มีนักวิชาการไทยบางคนสรุปว่า เป็นปลาของพม่าไปแล้ว เพียงเพราะว่าฝั่งพม่าก็เรียกว่าปลาทูเหมือนกัน!!!
เชื่อได้ว่าอาณาจักร ละโว้ ทวารวดี ศรีวิชัย ซึ่งก็เป็นเพียงชื่อที่เลือนๆลางๆขาดๆวิ่นๆ ในประวัติศาสตร์ ก็คงจะทับซ้อนกับอาณาจักรขอมด้วย หรือไม่ก็เป็นอาณาจักรเดียวกันนั่นแหละเพียงแต่เรียกชื่อต่างกันไปตามเหตุปัจจัยอันแสนหลากหลายทางประวัติศาสตร์ น่าคิดด้วยว่า ขอม นั้นอาจไม่ใช่อาณาจักรที่เป็นรูปธรรม แต่เป็นเพียงชื่อเรียกอารยธรรม อาณาจักรที่กล่าวมานั้นอาจมีอารยธรรมเดียวกันคืออารยธรรมขอมนั่นเอง
หลักฐานอารยธรรมขอมมีให้เห็นทั่วไปในแผ่นดินไทยปัจจุบัน โดยเฉพาะที่เมืองเสมา อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา มีพระนอนขนาดใหญ่สร้างด้วยศิลาแลงอายุ 1300 ปี ตั้งอยู่ใกล้ๆปราสาทหินขอมโบราณขนาดเล็กหลายปราสาท ซึ่งเป็นหลักฐานว่า “ขอม” ในช่วงนั้นก็นับถือทั้งพุทธและพราหมณ์ พร้อมๆกัน และศูนย์กลางขอมก็น่าจะอยู่แถวๆ นครราชสีมานี่แหละ อย่าลืมด้วยว่าดินแดนโคราช เจริญมาช้านาน โดยมีชุมชนโบราณที่ใหญ่โต ก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีอายุ 5000 ปีที่บ้านโนนวัด (ยุคเดียวกับบ้านเชียง มีการหล่อสำริดด้วย) และอายุ 3000 ปีที่บ้านธารปราสาท
ใน จ.นครราชสีมาปัจจุบันนี้มีวิหารหิน และปรางค์แบบพราหมณ์ใหญ่น้อยถึง 36 แห่ง โดยเฉพาะปราสาทหินพิมายนั้นใหญ่โตมโหฬารพอควร ซึ่งวินิจฉัยกันว่ามีอายุแก่กว่านครวัดประมาณ 100 ปี คือสร้างในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ (สรม. ๑) ส่วนนครวัดสร้างในสมัยสรม. ๒ (ซึ่งคงไม่ได้เป็นพระโอรสของ สรม. ๑ เพราะห่างกัน 100 ปี) ตรงนี้น่าสนใจมาก และน่าจะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญว่านครวัดนั้นสร้างโดยขอมที่อพยพไปจากแผ่นดินไทย
สำหรับปราสาทพระวิหาร มีคำสลักบนแผ่นหินว่า “สุริยวรมัน” (ไม่ได้บอกว่าที่ ๑ หรือ ๒ แสดงว่าต้องหมายความโดยปริยายว่า ๑ นั่นเอง) แถมบันไดหันมาทางด้านศรีสะเกษ แสดงว่า สรม. ๑ ผู้ทรงสร้างปราสาททั้งสองหลังนี้ ทรงประทับอยู่ทางฝั่งนี้ แน่นอน อาจเป็นที่พิมาย หรือที่กันทรลักษณ์ หรือระหว่างทางของทั้งสองเมืองนี้ (นักวิชาการบางคนก็ไปสรุปว่า สรม. ๑ ประทับอยู่ที่เสียมราฐของเขมรในปัจจุบันเสียอีก ซึ่งถ้าประทับเช่นนั้นจะมาลงแรงปีนเขามาสร้างปราสาทพระวิหาร แล้วหันบันไดทางขึ้นไปทางศรีสะเกษทำไม? แล้วทำไมต้องไปสร้างอีกปราสาทไว้ไกลถึงพิมายด้วยเล่า ก็ถ้าอยู่แถวนั้นเสียแล้วก็สร้างปราสาทมันที่เสียมราฐเสียเลยจะไม่ดีกว่าหรือ)
สรม. ๑ นั้นหลังจากสร้างปราสาทพิมายและพระวิหารเสร็จก็น่าจะถูกยึดอำนาจ โดยชัยวรมัน ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการสร้างปราสาทนี่แหละ เพราะต้องเกณฑ์แรงงานมาก สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนมาก จากนั้นชัยวรมันก็ครองอำนาจมาได้หลายองค์กินเวลาประมาณ 100 ปีพอดี ในระหว่างนี้ลูกหลานของ สรม. ๑ ที่หนีรอดตายจากการยึดอำนาจของ ชรม. ๑ แล้วไปสร้างบ้านแปงเมืองอยู่ที่เสียมราฐ ก็เข้มแข็งขึ้น แล้วยกทัพกลับมาตีเอาพิมายคืนได้ในที่สุด จากนั้นจึงสถาปนาตนขึ้นเป็น สุริยวรมันที่ ๒ ซึ่งห่างจากองค์ที่หนึ่งถึง 100 ปี จากนั้นก็เอาเทคโนโลยีการก่อสร้างปราสาทหินกลับไปยังเสียมราฐเพื่อสร้างนครวัดให้ยิ่งใหญ่กว่าที่สริยวรมันที่ ๑ ได้สร้างไว้เสียอีก มีความเป็นไปได้ว่า สรม. ๒ อาจบนบาลเทพเจ้าว่าหากกู้บัลลังก์ได้สำเร็จจะสร้างนครวัดถวายเป็นการบูชา อนึ่ง คำว่า เสียมราฐ นั้น ก็อาจเป็นชื่อที่บ่งว่าเป็น รัฐแห่งชาว เสียม หรือ สยาม นั่นเอง เนื่องจากคน สยาม จากพิมายเป็นผู้ก่อตั้ง
เป็นไปไม่ได้ที่กษัตริย์ที่ทำงานใหญ่เช่นการสร้างนครวัดอย่างสรม. ๒ จะไม่มีการส่งสืบสันตติวงศ์ไปยังสรม. ๓ ๔ ๕ เพื่อกระทำภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ให้แล้วเสร็จ แต่อนิจจาเมื่อสรม. ๒ สร้างนครวัด ยังไม่แล้วเสร็จก็ถูกลูกหลานของ ชรม. ทางพิมายบรีรัมย์ศรีสะเกษรวมกำลังกันเข้ามายึดอำนาจคืนอีก ดังนั้นนครวัดจึงมาเสร็จเอาสมัยของชัยวรมันที่ ๗ แทนที่จะเป็น สุริยวรมันที่ ๓
ทั้งหมดนี้ก็ชนเผ่าสยามรบแย่งชิงอำนาจกันนั่นเอง โดยไม่ได้มีเขมรเข้ามาในภาพเลย สรุปคือพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ (ผู้สร้างปราสาทหินพิมาย และ พระวิหาร) สรม. ๒ ชรม. ๗ ก็น่าจะคือแถวๆ พิมาย หรือ ศรีสะเกษนี่เอง คนเหล่านี้เป็นชนเผ่า อาหม ขะหม ขะหอม ขอม หรือ อาหม สยม สยาม หรือ ขะหอม สะหอม สะหยาม เรานี่แหละ ดังนั้นจึงมีจารึกที่กำแพงนครวัดว่าพวก “สยาม” ยกทัพมาช่วยรบกับพวกจัมปา (แขกจาม...ซึ่งอาจหมายถึงพวกเขมรนี่เอง) ถามว่าแล้วพวกสยามจะมาช่วยรบทำไม ถ้าไม่ใช่พี่น้องกันแต่ดั้งเดิม
นครวัดนั้นใหญ่โตมโหฬาร จู่ๆนึกจะสร้างก็คงไม่ได้หรอก มันต้องมีเทคโนโลยีพื้นฐานรองรับเสียก่อน คือต้องเรียนจากประถม มัธยม ไปจนถึงมหาวิทยาลัย ตามขั้นตอน เช่น เทคโนโลยีการตัดหิน ลากหิน ยกหิน ก้อนละเป็นตันๆ มันไม่ใช่เรื่องที่จะคิดเอาได้ชั่วข้ามคืน แต่มันต้องสะสมบ่มเพาะมาจากการสร้างวัดขนาดเล็กก่อน เช่น แถว อ. สูงเนิน โคราช ปราสาทพนมวัน พิมาย พระวิหาร พนมรุ้ง เป็นต้น ปราสาทหินพิมายนั้นไปตัดหินมาจากอ.สีคิ้ว แล้วลากไปพิมายระยะทาง 100 กม. โน่น มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
สรุปคือนครวัดนั้นน่าจะสร้างโดยชาว “ขอมพิมาย” เรานี่เอง ไม่ได้สร้างโดยชาว ขะแมร์แต่ประการใด และสร้างจากต้นแบบ แนวคิด ศิลปะ และเทคโนโลยีจากพิมาย แม้แต่นางอัปสรที่ฟ้อนรำยังมีลักษณะเหมือนกัน (ได้ยินเขาว่ากัน)
เมื่อตอนนักล่าอาณานิคมฝรั่งเศสค้นพบปราสาทนครวัดนั้น บริเวณวัดปกคลุมด้วยป่าทึบโดยรอบ ซึ่งแสดงว่าถูกปล่อยร้างมานานหลายร้อยปี ซึ่งแสดงว่า “เขมร” ก็ไม่ได้สนใจปราสาทนี้เลยนับแต่ที่ “ขอมโบราณ” ได้ละทิ้งปราสาทนี้ไปอย่างไร้ร่องรอย ถ้าเขมรสร้างปราสาทนี้ขึ้นมาด้วยตัวเอง ก็น่าที่จะหวงแหนมากและควรจะสร้างบ้านแปงเมืองอยู่รอบๆ ปราสาทนี้อย่างต่อเนื่องตลอดมา เพราะปราสาทใหญ่โตงามสง่าปานนี้จะปล่อยให้ทิ้งร้างไปง่ายๆเช่นนี้ได้อย่างไร นักวิชาการฝรั่งเองยังวิจัยกันว่าเมืองนี้เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก (ในสมัยโน้น) ใหญ่กว่าลอนดอน และปารีส เสียอีก นักวิชาการฝรั่งสันนิษฐานกันไปต่างๆนาๆว่าเมืองนี้ร้างไปได้อย่างไร ส่วนใหญ่ก็ว่าไม่เป็นเพราะสงครามก็โรคร้าย
แต่ผู้เขียนไม่คิดเช่นนักวิชาการฝรั่ง เพราะปารีส ลอนดอน ก็โดนสงครามและโรคร้ายคุกคามมาตลอด ทำไมจึงไม่รกร้างเล่า? การลงทุนทางมนุษยชาติมากมายขนาดนครวัดไม่ใช่เรื่องง่ายๆ (ใช้เวลาสร้างตั้ง 100 กว่าปี) มันมีโมเมนตัมทางมนุษยชาติมหาศาลที่จะเป็นพลังทำให้ดำรงอยู่ตลอดไป ไม่รกร้างได้ง่ายๆหรอก ขนาดเมืองเล็กๆ เช่น สุโขทัย เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา อยุธยา เชียงแสน อุตรดิตถ์ เวียงจันทร์ หลวงพระบาง ก็ไม่เคยรกร้าง มีการครองพื้นที่ต่อเนื่องตลอดมาทั้งที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่แบพระนคร(วัด)เลย ดังนั้นถ้าเขมรคือผู้ก่อสร้างนครวัดจริง คงไม่ปล่อยให้นครวัดรกร้างไร้การครองพื้นที่นับร้อยปี ทั้งที่ก็อยู่ในดินแดนเขมรนั่นเอง มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่เพียงแต่จะคิดว่าเขมรสร้างนครวัด
ผู้เขียนเชื่อว่าการรกร้างของนครวัดนั้นเป็นเพราะสงคราม “ผนวกกับความเชื่อด้านไสยศาสตร์” โดย “เขมร” เข้ามาตีขอมนครวัดแตกไป (คนป่ามักตีคนเมืองแตกเสมอ ดังเช่น กรุงโรมก็โดนมาแล้ว) ขอมนครวัดก็เลยถอยร่นเข้ามาอยู่ในแดนสยามซึ่งเป็น “แผ่นดินแม่” ของตนจนหมดสิ้น ปล่อยให้เขมรครองนครวัด แต่เขมร “ไม่กล้า” ครอง เพราะกลัวจะเกิดความวิบัติจากการสาปแช่งของเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ที่สิงห์สถิตอยู่นั้น ก็เลยปล่อยทิ้งให้รกร้างมานานนับร้อยปีนั่นแล แล้วเขมรก็ถอยร่นไปอยู่ริมทะเลตามเคยปล่อยให้นครวัดเป็น ”แดนกันชน” ระหว่าง ขอม (สยาม) กับ เขมร มาจนถึงยุคฝรั่งเศสเป็นใหญ่นั่นแล
น่าครุ่นคำนึงต่อไปว่าเมื่อขอมแพ้เขมรที่นครวัดแล้ว พวกเขาอันตรธานหายไปไหน คงไม่ได้ถูกฆ่าตายเสียหมดดอกเป็นแน่ หรือว่ามันมีการเชื่อมโยงกับการก่อตั้งกรุงศรีอยุธยา เพราะอยุธยาก่อตั้งมาประมาณ 650 ปีได้แล้ว ดูเหมือนว่าจะตรงกับช่วงที่นครวัดถูกยึดโดยเขมรพอดี โดยพงศาวดารเราเชื่อกันว่าพระเจ้าอู่ทองจากสุพรรณบุรีมาก่อตั้งอยุธยา แต่หากคิดให้ดี ท่านจะมาทำไมในเมื่อสุพรรณก็อุดมสมบูรณ์ดีไม่แพ้อยุธยา ตอนนั้นการรบกับพม่าก็ยังไม่มี หรือว่ามันมีปัจจัยเสริมจากขอมที่แตกทัพเขมรมาแต่นครวัด ชาวขอมจำนวนมหาศาลหลายแสนคนไม่มีเมืองจะอยู่ ก็เลยอาจเป็นปัจจัยให้พระเจ้าอู่ทองมาสร้างเมืองใหม่ก็เป็นได้ ผนวกกับการวิเคราะห์ของนักวิชาการไทยที่ว่าแต่ก่อนไทยเรา (สุโขทัย) ปกครองโดยกษัตริย์แบบธรรมราชา แต่พอมาถึงอยุธยากลับปกครองแบบ เทวราชา ซึ่งบังเอิญไปพ้องกับระบบเทวราชาของพวกขอมนครวัดพอดีอย่างเหมาะเจาะอะไรเช่นนี้ เช่น การตั้งชื่อกษัตริย์เป็นเทพเจ้าแห่งลัทธิพราหมณ์ (เช่น พระรามาธิบดีที่ ๑) การเปลี่ยนระบบการปกครองได้รวดเร็วเช่นนี้ไม่น่าใช่เรื่องวิวัฒนาการ หรือว่ามันเป็นการยกระบบมาครอบโดยพวกขอมที่อพยพมาจากนครวัดนั่นเอง
ขอสรุปว่า ขอมโบราณกับไทยโบราณ อย่างน้อยต้องเป็นเครือญาติกัน ถึงอย่างมากก็เป็นพวกเดียวกันไปเลยเพราะเราอยู่ร่วมแผ่นดินขวานทองแบบผสมกลมกลืนกันมาช้านานหลายพันปีแล้ว จริงอยู่พงศาวดารจารึกว่าทำสงครามกันบ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดาของชนเผ่าโบราณเพราะแม้สยาม-ล้านช้าง-เชียงใหม่ ก็ทำสงครามกันอยู่เนืองๆ
ส่วนเขมรนั้นสันนิษฐานโดยตรรกได้ว่าไม่น่าใช่ชนเผ่าขอมที่สร้างปราสาทนครวัด (และพระวิหาร พิมาย) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของจำนวนพลเมืองเขมรในยุคนั้นไม่น่ามีมากพอขนาดที่จะทำการก่อสร้างสิ่งมหึมานี้ได้ อย่าลืมด้วยว่าคนงานก่อสร้างนับแสนต้องมีมวลชนอีกมหาศาลเพื่อรองรับด้านการส่งกำลังบำรุง อีกทั้งวัฒนธรรมและเทคโนโลยีการก่อสร้างของเขมรก็ไม่เคยได้ยินว่าได้มีการพัฒนามาอย่างยาวนานและต่อเนื่องเช่นพวกขอม
อีกทั้งลักษณะทางกายภาพของชาวเขมรต่างจากคนบนแผ่นดินสุวรรณภูมิมาก กล่าวคือ มีลักษณะผิวคล้ำ ผมหยิก จมูกรั้น ซึ่งละม้ายกับพวกชาวเกาะแถวอินโดนีเซียเสียมากกว่า ชะรอยชาวเขมรจะอพยพมาจากทางโน้น อีกทั้งอาณาจักรจาม หรือ จัมปา ทางตอนใต้ของเวียตนามนั้นเล่า ไทยเรามักเรียกว่า “แขกจาม” ก็อาจจะเป็นพวกเดียวกับเขมรก็เป็นได้ เพราะโดยคำว่า “แขก” นั้นไทยเรามักหมายถึงพวกที่มีผิวคล้ำผู้เขียนหยิก อาจเป็นไปได้ว่าเขมรปัจจุบันนี้เป็นกลุ่มหนึ่งที่แตกออกมาจากอาณาจักรจาม (เหมือนกับที่ลาว-ไทย-ไทยใหญ่แตกออกจากกันนั่นเอง)
เป็นไปได้ยากว่า “ขอม” จะหมายถึงกลุ่มชนชาวเขมรที่ได้ขยายอำนาจจากดินแดนเขมรปัจจุบันออกมาทางพิมายและลพบุรี เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจะต้องสร้างปราสาทหินทางโน้นก่อน แล้วจึงมาสร้างทางฝั่งไทยทีหลัง เพราะเทคโนโลยีการสร้างนี้ไม่ใช่ง่ายๆ มันต้องเริ่ม “หัดเดิน” ที่พิมายและพระวิหารเสียก่อน จึงจะไป”วิ่ง”ที่นครวัดได้ มีผู้สังเกตไว้มากรายว่าศิลปะที่นครวัดเหมือนกับที่พิมาย(ซึ่งเกิดก่อน) อีกทั้งเส้นทางโบราณที่ค้นพบว่าเป็นถนนหินจากพิมายไปสู่นครวัดนั้นก็เป็นหลักฐานหนึ่งว่านครวัดเชื่อมโยงกับพิมาย โดยตีความว่าเป็นเพราะเมื่อ สรม. ๒ กลับมายึดพิมายคืนจาก ชรม. ได้แล้วก็เลยให้สร้างถนนนี้ไว้เพื่อเชื่อมโยงระหว่างเมืองทั้งสองให้เป็นทองแผ่นเดียวกัน ซึ่งแสดงว่าพิมายคงจะใหญ่โตมาก จึงคุ้มค่าต่อการลงทุนเพื่อเป็นเส้นทางค้าขายระหว่างกัน (รวมทั้งการเดินทัพ)
ข้อสังเกตในบทความนี้อาจผิดถูกอย่างไร ขอท่านผู้อ่านโปรดช่วยกันวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ต่อไป และหรือนำไปเป็นประเด็นในการศึกษาวิจัยกันต่อไป วิงวอนนักศึกษาประวัติศาสตร์ว่าอย่างเพิ่งด่วนสรุปว่า ขอมคือเขมร และ เขมรสร้างนครวัด

วันอังคารที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2560

เรื่องของช้างที่ผืนป่าตะวันออก


สัตว์ป่าที่มีสถานะมากกว่าสัตว์ เฉกเช่นสัตว์อื่นๆ  เพราะช้างเป็นสัตว์ที่เป็นทั้งสัตว์พาหะนะเป็นสัตว์ที่ใช้เป็นสัตว์ต่างชักลากไม้ในยุคสมัยที่ป่างไม้เฟื่องฟู และที่สำคัญ ช้างถูกนำมาเป็นเครื่องมือทำสงครามในยุคสร้างอาณาจักรแว่นแคว้นสยาม กรุงศรีอยุธยา จนถึงรัตนโกสินทร์ แต่ปัจจุบันนอกจากช้างจะมีสถานะเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองอาศัยอยู่ในผืนป่าเกือบทั่วทุกผืนป่าในประเทศไทยบางส่วนยังขึ้นทะเบียนเป็นสัตว์เลี้ยงอยู่ตามปางช้างสถานที่ท่องเที่ยวก็มีให้เห็นให้ได้สัมผัสอยู่มาก

                  ป่ารอยต่อ ๕ จังหวัดของภาคตะวันออก ได้แก่เขตรอยต่อของฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และสระแก้ว ในครั้งโบราณผืนป่าแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของป่า พนมสาลคาม หรือพนมสารคามป่าใหญ่ของประเทศสยามที่มีพื้นที่เริ่มต้นจากฝั่งแม่น้ำโขงครอบคลุมด่านซ้าย เลย นครไทยพิษณุโลก เพชรบูรณ์ ลพบุรี นครราชสีมา สระบุรี ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี โป่งน้ำร้อน บ่อไร่ ตราด เข้าเมืองกัมพูชา ไพริน โพธิสัต เกาะกง วิวัฒนาการบ้านเมือง ประเทศ ก็ไม่ได้แบ่งแยกผืนป่าออกจากกันจวบจน หมดยุคแว่นแคว้นอาณาจักร  เกิด เป็นประเทศที่พัฒนาตามอย่างประเทศตะวันตก  แยกเขตเมืองเขตจังหวัดการเพิ่มของประชากรทวีมากขึ้น ความต้องการพื้นที่เพาะปลูกก็ต้องการเป็นเงาตามตัวไปด้วย  มีการใช้ทรัพยากรไม้ในการก่อสร้างบ้านเรือน เพื่อ การค้า ป่าภูเขามีการระเบิดหินเพื่การค้าวัสดุก่อสร้างคอนกรีต การ ทำเหมืองแร่ ที่สำคัญคือการทำอุตสาหกรรมป่าไม้ การแผ้วถางปลูกพืชเชิงอุตสาหกรรม เช่นยางพารา ยูคาลิปตัส  และเพื่อผลิตต้นทางของอาหารอย่างน้ำตาลทรายเพื่อเป็น อาหารเช่น ปาล์มน้ำมัน อ้อย และมันสำปะหลัง ข้าวโพดเพื่อผลิตอาหารสัตว์ จึงต้องใช้พื้นที่มาก  ความเจริญทางด้านคมนาคมมีการตัดถนนหนทางที่แบ่งแยกผืนป่าเป็นแห่งๆ การตั้งชุมชนลักษณะเมืองล้อมป่าและบุกรุกป่ามีอย่างต่อเนื่องยาวนานนับร้อยๆปี ทำให้ป่าผืนราบเกือบทุกแห่งถูกที่ทำกินและเมืองรุกจนเกือบหมดสิ้น จนถึง พ.ศ.นี้สถานการณ์ก็ยังน่าเป็นห่วงเพราะมีการบุกรุกป่าอย่างไม่มีการหยุดยั้งแม้มีกฎหมายที่เข้มงวดมากก็ตาม ที่อารัมภบทมายืดยาวก็เพื่อแสดงให้เห็นว่ามนุษย์เป็นผู้บุกรุกผืนป่าด้วยเหตุใดก็ตามแต่มีผลกระทบกับสัตว์ต่างๆที่อาศัยป่าเป็นที่อาศัยอยู่รวมถึงเป็นที่หากินเลี้ยงชีวิต โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่อย่างช้าง ด้วยมีร่างกายสูงใหญ่กินพืชเป็นอาหาร พื้นที่ๆอยู่อาศัย และแหล่งอาหารก็ต้องใหญ่ต้องมากเป็นเรื่องธรรมดา


                 ว่ากันว่า ในเวลาร่วมสมัยกับกรุงอโยธยา มีเมืองร่วมสมัยได้แก่ ตองอู อังวะ  ล้านนาเชียงใหม่ กรุงสุโขไท เมืองวิศณุโลก ละโว้  เมืองระแวก พระนคร(กัมพูชา) เมืองสุพรรณ เมืองศรีธรรมาราช แขกมะลายู การทำสงครามของเมืองในภูมิภาคต่างวัดความยิ่งใหญ่ของกองทัพ และการแพ้ ชนะอยู่ที่ทัพช้าง จวบจนเกิดกรุงศรีอยุธยากล่าวถึงการคล้องช้างจากป่ามาทำสงครามมีเพนียดช้าง มีขุนนางกรมช้าง ส่วนตัวช้างเผือกยังเป็นส่วนหนึ่งของชนวนสงคราม และการใช้ช้างในการรบมีมาอย่างต่อเนื่องจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ดังนั้นแหล่งอาศัยของช้างที่สำคัญให้ชุนนางกรมช้างมาคล้องนำไปถวายพระมหากษัตริย์ และเข้าเป็นช้างศึกในกองทัพคงหนีไม่พ้นช้างในผืนป่าเขตอิทธิพลของกรุงศรีอยุธยาที่สำคัญที่สุดคือป่าที่ห่างจากกรุงศรีอยุธยาไม่มากนักคือป่าเขาใหญ่ซึ่งเป็นป่าผืนเดียวกับป่าพนมสารคามหรือป่ารอยต่อ ๕ จังหวัดภาคตะวันออกนั่นเองจากประวัติศาสตร์ว่ากันว่าช้างทรงของพระมหาจักพรรดิ์ก็เป็นช้างจาก  ตำบลศรีมหาโพธิ์ ป่าพนมสารคาม และมรดกลูกหลานช้างสงครามที่หลงเหลืออยู่ในป่าแต่ครั้งยุคกรุงศรีอยุธยาก็ตกทอดมาจนถึงปัจจุบันมิได้สูญสิ้นไปเหมือนไพร่พลของกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ.๒๓๑๐ นานวันเข้าด้วยเป็นสัตว์ใหญ่การถูกล่าน้อยกว่าสัตว์อื่นๆที่ใช้เป็นอาหารจึงเพิ่มประชากรช้างมากขึ้นมากขึ้นนับแต่ต้นรัตนโกสินทร์ความเป็นผืนป่าใหญ่ที่มีอาณาเขตติดต่อกันตั้งแต่เหนือจรดใต้จรดกัมพูชาการเคลื่อนย้ายเดินทางของช้างหากินไปมาสะดวกสบายแต่ วันเวลาผ่านไปจวบจนพ.ศ.๒๕๑๐เป้นต้นมาความเจริญของชุมชนมนุษย์ที่บุกรุกผืนป่าเป็นที่ทำกินและตัดถนนแบ่งแยกผืนป่า ป่าพนมสารคามห้าหกล้านไร่ หายไปเหลือเพียงป่าอ่างฤาไน  หกแสนกว่าไร่ ป่าขุนซ่อง ป่าเขาสิบห้าชั้นป่าสอยดาวเหนือและใต้ ที่มีเนื้อที่รวมกันไม่ถึงครึ่งจากเดิม ทำให้โขลงช้างที่ขยายพันธุ์เพิ่มมากขึ้นมีที่หากินไม่เพียงพอ ช้างหนึ่งเชือกนั้นต้องการพื้นที่หากินประมาณ ๗ ตารางกิโลเมตร ซึ่งในปัจจุบันมีช้างในป่าอ่างฤาไน ประมาณ ๓๐๐ เชือก ปู่ช้างเคยเดินกินต้นกระพ้อ ต้นไผ่กลายเป็นสวนผลไม้สวนยางพาราในยุคหลานช้างเหลน ช้างเป็นสัตว์คงใช้สัญชาติญาณในการรู้ป่าหากินแต่คงไม่รู้สิทธิที่ทำกินของมนุษย์เพราะเป็นผืนป่าที่หากินของช้างมาแต่ดั้งเดิมจึงมีข่าวของเหล่ามนุษย์ว่าช้างบุกรุกที่ทำกินหักโค่นพืชพันธุ์ให้เป็นที่เดือดร้อน



 แต่ลืมคิดไปว่าคนเราไปบุกรุกผืนป่าที่อยู่อาศัยของสัตว์จนสัตว์เดือดร้อนขาดที่หากิน คงต้องคิดกันบ้างแล้วว่าเรา และช้างจะอยู่ร่วมกันในผืนแผ่นดินเดียวกันอย่างไรให้ต่างก็มีความสุข ไม่มองว่าเป็นศัตรูต่อกันก็เรานั่นแหละต้องใช้สมองอันชาญฉลาดคิด 

วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

บันทึกจากสมรภูมิร่มเกล้า

              จากผู้เขียนบล๊อค/          ผมอ่านบทความนี้ ในเวปสารคดี ดอทคอม เห็นว่าเป็นประโยชน์สำหรับชนรุ่นหลังที่จะได้ค้นคว้า ประวัติศาสตร์การรบของไทย จึงคัดลอกมาทั้งต้นฉบับ  เชิญติดตามอ่านได้ครับและมีเรื่องราวอีกมากที่สารคดี ดอทคอมให้ติดตาม

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บันทึก “ศึกร่มเกล้า” ยี่สิบสามปีตำนานสมรภูมิ ๑๔๒๘

Nov 1, 2011 
0
ยุทธการสอยดาว
หากกางแผนที่ทหารจะพบว่า ถัดจากน้ำเหืองง่าที่ไหลทางด้านตะวันออกของบ้านร่มเกล้า ถัดเข้ามาตลอดแนวคือ
จุดยุทธศาสตร์สำคัญอันประกอบด้วยเนิน ๑๑๘๒, ๑๑๔๖, ๑๓๗๐, ๑๔๒๘, ๑๑๑๒, ๙๐๕ ที่เรียงตัวตลอดแนวแม่น้ำจากเหนือลงใต้  ส่วนบ้านร่มเกล้านั้นตั้งอยู่ลึกเข้ามาจากเนิน ๑๔๒๘ ไม่ไกลนัก
ปัจจุบันบ้านร่มเกล้าอยู่ห่างอำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ๗๐ กิโลเมตร  จาก
ตัวอำเภอขับรถไปตามถนนหลวงหมายเลข ๑๒๓๗ และ ๑๒๖๘ ที่ไต่ไปตามหน้าผาสูงชัน ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า ๔ ชั่วโมง
หมู่บ้านตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ย ๆ โอบล้อมด้วยทิวเขาสูง ๓ ด้าน ทางตะวันตก เหนือ และตะวันออก  การเข้าถึงหมู่บ้านทำได้จากทางทิศใต้เท่านั้น (ดูแผนที่หน้า ๑๖๙ ประกอบ)
วันที่ผมไปสำรวจพื้นที่ ผมไม่พบแม่น้ำเหืองป่าหมันทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน พบแต่ลำห้วยหนึ่งชื่อ “ห้วยควาย” ซึ่งชาวบ้านบางคนบอกว่าคือแม่น้ำเหืองป่าหมันเก่า
บ้านร่มเกล้ามีคนม้งซึ่งเป็น “อดีตสหาย” (แนวร่วม พคท.) อาศัยอยู่จำนวนมาก และปัจจุบันจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดหมู่บ้านใหม่อีกแห่งคือ บ้านสงบสุข
ในหมู่บ้านมีร่องรอยศึกร่มเกล้าหลงเหลือไม่กี่อย่าง ที่ยังมีชีวิตชีวาคือ อดีต “ฐานเอกราช” ที่มั่นทหารพรานซึ่งมีบทบาทในการรบครั้งนั้นถูกแปรสภาพเป็น “ฐานตำรวจตระเวนชายแดนที่ ๓๑๕๓” อยู่ไม่ห่างจากทางเข้าหมู่บ้าน  หลุมหลบภัยหลังโรงเรียนบ้านร่มเกล้าที่ถูกทิ้งร้าง  สุดท้ายคือป้อมรักษาการณ์เก่าใจกลางหมู่บ้านที่สร้างขึ้นในระหว่างศึกครั้ง นั้น
ร่องรอยที่ชัดที่สุดคือ “ความทรงจำ” ของคนในหมู่บ้านที่รอดชีวิตมาได้
“สมัยนั้นในหมู่บ้านมีบ้านราว ๔๐ หลัง เป็นกระต๊อบ  พอมีการโจมตีเอกชนที่เข้ามาทำไม้ นายทหารจากกรมทหารพรานที่ ๓๔๐๕ ผู้บังคับการกองร้อยทหารม้า ตัวแทนบริษัททำไม้และผมซึ่งขณะนั้นรักษาการตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน เลยต้องไปหาข้อเท็จจริงที่จุดเกิดเหตุ” เซี่ยโล่ แซ่ลี วัย ๕๔ ปี ซึ่งเป็นไม่กี่คนในหมู่บ้านที่จำศึกร่มเกล้าได้ดี อธิบายจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ทั้งหมด
ความที่เขาเป็นอดีตสหาย พคท. ทำให้ทราบว่าหลักฐานในที่เกิดเหตุคือปลอกกระสุนปืนอาก้านั้นผลิตในเชโกสโลวา เกีย รอยรองเท้าผ้าใบเป็นแบบของโซเวียตน่าจะผลิตในเวียดนาม ทั้งหมดบ่งว่ากองกำลังดังกล่าวไม่ใช่กำลังของ พคท. ตามที่ทางการไทยสันนิษฐานเบื้องต้นว่าเป็นผู้ก่อเหตุ ที่สำคัญคือพบหนังสือประท้วงเป็นกระดาษขนาดเท่าฝ่ามือ  “เขียนเป็นภาษาลาวบอกว่าตั้งแต่ภูเมี่ยงถึงริมน้ำเหืองป่าหมันเป็นของลาว ห้ามรัฐบาลไทยสนับสนุนชาวม้งที่ต่อต้านรัฐบาลลาว ห้ามตัดไม้ในพื้นที่ ถ้าไม่ฟังจะผลักดันตามกฎหมาย”
ไม่นานหลังจากนั้น สถานการณ์ก็เลวร้ายลง มีการตรวจพบความเคลื่อนไหวของทหารลาวตามจุดยุทธศาสตร์โดยรอบหมู่บ้าน แล้วพวกเขาก็พบว่าตนคือเหยื่อรายต่อมาของความขัดแย้งเรื่องเขตแดน
ในที่สุด เช้ามืดวันหนึ่งในเดือนสิงหาคม ๒๕๓๐ บ้านร่มเกล้าก็ถูกถล่มด้วยปืนใหญ่
เซี่ยโล่เล่าว่าเคราะห์ดีที่หลายคนมีทักษะการรบติดตัวอยู่บ้างทำให้รอด ตาย  “เราหลบกันตามมีตามเกิด ยิงมาหลายชนิดทั้งปืนครก ปืนใหญ่ จรวด RPG ปืนกล ยิงตั้งแต่กลางดึกถึงตีสี่ บ้านพังหลายหลัง พวกผมได้รับคำสั่งให้อพยพ  หลังเสียงปืนสงบ ผมกลับมาดูพบศพทหารลาว ๒ ศพ ชาวบ้านโดนกระสุน ๒ คน  ตอนนั้นทำใจแล้วว่าที่นี่เป็นสมรภูมิรบแน่นอน และเราคงต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น”
บันทึกความทรงจำของทหารไทยที่ร่วมรบในศึกร่มเกล้าจำนวนมากยืนยันตรงกัน ว่า ช่วงกลางปีจนถึงปลายปี ๒๕๓๐  เนิน ๑๔๒๘ และจุดยุทธศาสตร์รอบบ้านร่มเกล้ากลายเป็นสมรภูมิเลือด เมื่อกองทัพภาคที่ ๓ ของไทยส่งทหารเข้าผลักดันทหารลาวอย่างเต็มที่หลังปะทะกันอย่างประปรายมา ตั้งแต่เดือนสิงหาคม
พ.อ.วัฒนชัย คุ้มครอง อดีตผู้บังคับกองร้อยที่ ๑ กองพันทหารม้าที่ ๑๘ หนึ่งในทหารผ่านศึก เล่าสภาพสมรภูมิไว้ในบทความของ น.อ. วิพันธุ์ ชมะโชติ (เผยแพร่ใน www.iseehistory.com) ว่าในสมรภูมิ ทหารไทยเสียเปรียบเนื่องจากทหารลาวยึดชัยภูมิบนพื้นที่สูงเพื่อตั้งรับการ บุก ทำให้การเข้าตีมีความสูญเสียสูงมาก
“ฝ่ายเรามี ‘พื้นที่’ ดำเนินกลยุทธ์กว้างไม่ถึง ๕๐ เมตร ทั้งยังลาดชัน การเข้าโจมตีจึงเป็นลักษณะไม่ผิดอะไรกับการรบกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ใน อดีต คือต้องเข้ายิงโจมตีลักษณะ ‘แถวตอนเรียงหนึ่ง’ ทำให้ไม่สามารถใช้อำนาจการยิง ‘เต็มรูปแบบ’ จากทหารที่มีหนึ่งกองร้อยได้  บางครั้งทหารด้านหน้าเปิดฉากยิงปะทะข้าศึก แต่ทหารที่ตามมาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีการรบ…เป็นการรบภายใต้ ‘สภาพพิเศษ’ ซึ่งฝ่ายเราไม่ได้เตรียมตัวมา เนื่องจากจัดกำลังเต็มรูปแบบลักษณะที่จะรุกเข้าโจมตีที่หมายเป็น ‘แถวหน้ากระดาน’ ด้วยยุทธวิธีรบตามแบบ”
ต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๓๐ การรบรุนแรงและถี่ขึ้น กองทัพไทยตัดสินใจเปิดฉาก “ยุทธการสอยดาว ๐๑” ส่งกำลังทหารราบและทหารม้าจากกองทัพภาคที่ ๓ เข้าเสริมกำลังทหารพรานและกำลังทหารหลักที่รบอยู่ในพื้นที่แล้วบางส่วน ใช้เครื่องบินขับไล่ F-5 สนับสนุนการโจมตีทางอากาศ (Close air support) โดยแนวรบสำคัญจะอยู่ตามจุดยุทธศาสตร์ซึ่งส่วนมากเป็นยอดเนินสำคัญ  ที่หมายสำคัญที่ต้องตีให้ได้คือ เนิน ๑๔๒๘ (ที่หมาย ๑)  เนิน ๑๓๗๐ (ที่หมาย ๒) เนิน ๑๑๔๐ (ที่หมาย ๓) (ที่หมายนี้ระบุในแผนที่ชุด L7017 แต่ไม่ปรากฏในแผนที่ของกองทัพไทยในหน้า ๑๖๙)
ปลายปี ๒๕๓๐ การรบในสภาพดังกล่าวดำเนินต่อไป เกิดความสูญเสียทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตามทหารไทยยังไม่อาจยึดจุดยุทธศาสตร์สำคัญส่วนใหญ่ไว้ได้แม้จะใช้ อาวุธหนัก
ธนวัฒน์ วงศ์ลีศิริวิวัฒน์ ครูโรงเรียนบ้านร่มเกล้าซึ่งขณะเกิดสงครามอายุ ๖ ขวบ เล่าสถานการณ์ขณะนั้นให้ฟัง “พื้นที่โรงเรียนบ้านร่มเกล้าที่เห็นตอนนี้คือพื้นที่ที่เขาเอาศพทหารมาพัก จำได้ว่ารถยีเอ็มซีที่เข้าพื้นที่สู้รบหลังหมู่บ้าน ขาเข้าไม่ได้บรรทุกอะไร ขากลับเต็มไปด้วยศพทหารไทย  ตอนกลางคืนแสงสีแดงที่เกิดจากการยิงปืนใหญ่ระหว่างฝั่งภูเขาเป็นสายพุ่งตัด ท้องฟ้าสีดำ ความเป็นอยู่ลำบากมาก อาหารก็ขาดแคลน ไม่มีใครมีความสุขที่ต้องออกจากบ้านตัวเอง”

“หลายชีวิต” ในสมรภูมิร่มเกล้า

ในที่สุด ต้นปี ๒๕๓๑ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการทหารบกไทยขณะนั้น ก็ประกาศผลักดันข้าศึกออกจากพื้นที่โดยใช้ “ยุทธวิธีทุกรูปแบบ”
เขาชี้ว่าไทยกำลังรบกับกลุ่มประเทศอินโดจีน (ลาว เวียดนาม) โดยกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เป็นที่ประจักษ์โดยแน่ชัดแล้วนะครับว่า ประเทศลาวก็ตาม ประเทศที่สนับสนุนก็ตาม ได้เลือกใช้วิธีปฏิบัติทุกหนทาง หนทางที่กำลังใช้อยู่ในขณะนี้ก็ได้มีการแทรกซึมเข้ามาเป็นจำนวนมาก เข้ามาในพื้นที่ของเราแล้วสร้างปัญหาต่าง ๆ ให้แก่พี่น้องประชาชนคนไทยโดยทั่วไป…เราจะปล่อยให้สถานการณ์นี้เนิ่นนานไป ไม่ได้ แต่เราจะต้องใช้วิธีแบบฝ่ายตรงข้าม ก็คือไม่คำนึงถึงขอบเขตและวิธีการทั้งสิ้น ซึ่งกองทัพบกจะเริ่มดำเนินการในลักษณะเต็มที่ในระยะเวลาที่จะถึงนี้” (มติชน ๑๐ ก.พ. ๒๕๓๑)
ถ้าพิจารณาบรรยากาศการเมืองระหว่างประเทศช่วงนั้นจะพบว่า ปี ๒๕๓๑ อยู่ในปลายยุคสงครามเย็น สังคมไทยยังคงมีแนวโน้มสูงที่จะระแวงเพื่อนบ้านซึ่งปกครองด้วยระบอบ คอมมิวนิสต์  คำกล่าวของ พล.อ.ชวลิตจึงส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากเชื่อมั่นในข้อมูลดังกล่าว
และยังผลให้ศึกร่มเกล้าเข้าสู่ช่วงรุนแรงและนองเลือดที่สุดใน “ยุทธการสอยดาว ๐๒” จากประวัติศาสตร์บอกเล่าของผู้อยู่ในเหตุการณ์
ประภาส รวมรส ปลัดอำเภอภูเวียงฝ่ายความมั่นคง อดีตทหารพรานสังกัดกองร้อยทหารพรานจู่โจมที่ ๙๕๗ ค่ายปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเข้าสู่สนามรบตั้งแต่ต้นปี ๒๕๓๑ ด้วยวัย ๑๙ ปี เล่าว่ากองทัพบกใช้ “ทหารพราน” ซึ่งเป็น “ทหารรับจ้าง” เป็นแนวหน้าในศึกนี้ โดยสั่งเข้าตีจุดที่ยากที่สุดคือเนิน ๑๔๒๘ ซึ่งถือเป็นหน่วยนำร่องก่อนที่ทหารหลักจะตามไปเสริม
ประภาสกรำศึกในสมรภูมิร่มเกล้าตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ ประสบการณ์เฉียด
ตาย ๒๗ วันนั้นยังชัดเจนในความทรงจำ  เขาเล่าว่าที่หมายทางทหารของไทยมีทั้งหมด ๕ จุด ที่หมาย ๑ คือเนิน ๑๔๒๘ เป็นจุดที่ต้องยึดให้ได้ และทหารพรานจากค่ายปักธงชัย ๙ กองร้อยกับ ๑ ฐานยิง ประกอบด้วยปืนใหญ่ขนาด ๘๐ ๑๑๐, ๑๒๐ มม. ได้รับมอบหมายให้อยู่ในแนวหน้าตีจุดนี้ส่วนจุดอื่น ๆ ทหารหลักเป็นผู้รับผิดชอบ
“กองทัพไทยอ่านเกมขาดว่าค่าตัวทหารหลักแพงกว่าทหารพรานที่มีค่าอาหารวัน ละ ๒๔๐ บาท ค่าจู่โจม ๑๘๐ บาท ตายแล้วจ่ายแค่ ๒ แสนบาทจบ  คิดดูว่าเขาส่งทหารยศจ่าสิบเอกเท่านั้นมาคุมหน่วยผม ไม่ใช้นายร้อยเพราะไม่คุ้ม  ปรกติทหารพรานถูกฝึกรบนอกแบบ (สงครามกองโจร) แต่ศึกนี้จัดกำลังในแบบ ซึ่งไม่เหมาะ  ตอนไปถึงที่นั่นปืนใหญ่เราล้อมที่หมาย ๑ เป็นรูปครึ่งวงกลม เราต้องเข้าตีเนิน ๑๔๒๘ จากด้านหนึ่ง ถ้าตีได้จะตีเนินที่เหลือได้ทั้งหมด  ที่ร่มเกล้าภูมิประเทศเป็นภูเขาดิน พอฝนตกจะลื่นมาก เนิน ๑๔๒๘ ชันราว ๗๐ องศา ไม่มีที่ราบ  ฐานของลาวไม่ได้อยู่ยอดเนิน แต่อยู่ต่ำลงมาจากยอดเนิน  เขาทำแนวตั้งรับไว้ ๓ แนว แนวแรกคือรั้วขวาก ไม้รวก  แนวที่ ๒ คือกับระเบิด  แนวที่ ๓ คือคูเลด (สนามเพลาะ) แนวตั้งรับจากแนวแรกถึงแนวสุดท้ายลึก
๑ กิโลเมตร  ตามโคนไม้ก็วางระเบิดเต็มไปหมดเพราะรู้ว่าเวลายิงกันทหารไทยจะไปตรง นั้น  ปืนใหญ่ลาวแม่นมากขณะที่ปืนใหญ่ไทยยิงไม่แม่น แม้จะเป็นฝ่ายรุกแต่ใจเราตั้งรับเพราะเสี่ยงมาก  ยิงกันพักเดียวโดนหามลงมาทีละคน ๆ  ผมคิดแล้วว่าจะถึงคิวเราเมื่อไหร่ ได้ยินเสียงทหารลาวตลอดแต่ไม่เห็นตัวเลย”
จ่าสิบเอกนายหนึ่งจากกรมทหารปืนใหญ่ที่ ๒๑ ค่ายพ่อขุนผาเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งระหว่างศึกร่มเกล้าสังกัดกรมทหารปืนใหญ่ลพบุรี เล่าสถานการณ์อีกมุมของสนามรบให้ฟังว่า “ปืนใหญ่แต่ละกระบอกของเรารัศมีการยิงเกิน ๓๐ กิโลเมตร ปัญหาคือมีคำสั่งจากผู้ใหญ่ว่าต้องรอให้ลาวยิงถึงโต้กลับได้  บางทีเราคำนวณพิกัดได้แล้ว แต่กว่าจะขออนุญาตยิง ปืนใหญ่ข้าศึกก็เปลี่ยนที่ตั้งไปแล้ว  บางทีเห็นตำแหน่งปืนใหญ่ข้าศึกแต่ก็ทำอะไรไม่ได้  สรุปคือยิงสนับสนุนไม่ได้เต็มที่ทั้งที่พร้อมมาก”
นั่นเป็นผลให้ประภาสและทหารในแนวหน้าต้องรบอย่างยากลำบาก ทหารจำนวนมากเสียชีวิต หลายคนพิการจากการเหยียบกับระเบิด หลายครั้งพวกเขาต้องแบกศพเพื่อนกลับมาแนวหลัง
ส่วนเหตุการณ์ในแนวหน้า อดีตทหารสังกัดหน่วยข่าวกรองของกองทัพภาคที่ ๓ นายหนึ่ง (ขอสงวนนาม) ซึ่งก่อนสงครามฝังตัวหาข่าวในพื้นที่เนื่องจากสื่อสารกับชาวม้งได้คล่อง และระหว่างสงครามนำหน่วยทหารพรานเข้าตีจุดต่าง ๆ รวมถึงทำสงครามนอกแบบ ได้เล่าความโหดไว้อย่างเห็นภาพว่า
“ผมนำทหารพรานเข้าจุดที่จะตีเนินต่าง ๆ  วิธีรบคือผมกับทหารคนหนึ่งจะนำหน้าหน่วย ทิ้งระยะ ๒๐๐-๓๐๐ เมตร มีอะไรเราเจอก่อน เช่นกับระเบิด  หลายครั้งผมเข้าไปปาดคอข้าศึกทิ้ง ตอนนั้นมีคำสั่งด้วยวาจาให้ตัดคอหรือหูข้าศึกกลับมาเพราะมีค่าหัวและส่งผล ทางจิตวิทยาทำให้ข้าศึกกลัว ศีรษะข้าศึกจะถูกส่งไปที่กองบัญชาการเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นลาวหรือต่างชาติ ผมทำแต่ไม่เห็นได้ค่าหัวสักที  ฟังแล้วคุณอาจรับไม่ได้ ช่วงหลังก็เอามาย่างกินด้วย หลัง ๆ ตัดหัวไม่ไหวเปลี่ยนเป็นตัดหูแทน  สถานการณ์แบบนี้ทำให้ทหารในสมรภูมิต้องเหี้ยมผิดมนุษย์  ผมไม่อยากให้มีคำสั่งแบบนี้อีกเพราะสร้างความแค้นให้ทั้งสองฝ่าย”
หลังจากนั้นเขากับทหารพลร่มชุดหนึ่งยังได้รับภารกิจเข้าไปชี้ที่ตั้งฐาน ปืนใหญ่ลาวซึ่งอยู่ลึกจากชายแดนเข้าไปในเมืองบ่อแตน  “ผมกับพลร่มระดับหัวกะทิ ๑๒ นายลอบเข้าลาวทางชายแดนด้านอุตรดิตถ์ นอนในที่ที่ไม่คิดว่าจะนอนได้ กินอาหารที่ไม่ต้องปรุง  ผลคือทำลายปืนใหญ่ลาวได้ ๒ กระบอกและถอนตัวกลับมาได้ นี่คือการปฏิบัติการนอกประเทศที่ไม่ได้ถูกบันทึก”
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขาเล่าไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่ามีปฏิบัติการและพฤติการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นจริงหรือไม่ ด้วยในสงครามครั้งนี้ไม่มีนักข่าวสำนักใดเกาะติดปฏิบัติการทางทหารในแนวหน้า แม้แต่สำนักเดียว
ส่วนการสู้รบทางอากาศ ข้อมูลจากเอกสารกองทัพภาคที่ ๓ ระบุว่าไทยเปิดการโจมตีด้วยเครื่องบินขับไล่ตั้งแต่ปลายปี ๒๕๓๐ โดยใช้ฝูงบิน F-5 จากฐานบินที่นครสวรรค์และอุดรธานี  เที่ยวบินโจมตีถี่ขึ้นช่วงต้นปี ๒๕๓๑  ถึงตอนนั้นพื้นที่ปฏิบัติการบางส่วนได้ล้ำออกไปในเขตเมืองบ่อแตนของลาวหรือ ออกนอกประเทศแล้ว
ก่อนที่การโจมตีทางอากาศจะถี่ที่สุดช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๑
“พวกผมรับคำสั่งก่อนออกปฏิบัติการไม่ถึง ๒๔ ชั่วโมง” น.อ. ไพโรจน์ เป้าประยูร อดีตนักบินที่ ๒ ของเครื่องบินตรวจการณ์ขนาดเบาติดอาวุธ OV-10 C Bronco ประจำกองบินที่ ๔๑ ฝูงบิน ๔๑๑ จังหวัดเชียงใหม่ รำลึกความหลัง
เขาเล่าว่าขณะนั้นรัฐบาลไทยใช้ศักยภาพกองทัพอากาศอย่างเต็มที่เพื่อยึดพื้นที่คืนให้ได้
“ตอนนั้นฝูงบิน F-5 ทำงานหนักมาก เพราะโจมตี/ทิ้งระเบิดมานานหลายเดือน หน่วยเหนือกลับมาคำนวณว่าเครื่องบินแบบใดทิ้งระเบิดแม่นที่สุด จากสถิติคือ OV-10  เขาจึงตัดสินใจเรียกใช้เรา  ปรกติฝูงบินผมมีหน้าที่หลักคือลาดตระเวนและกู้ภัยกรณีเครื่องบินขับไล่ตก เหมือนหนังเรื่อง Behind Enemy Lines ซึ่งในเนื้อเรื่องจะมีหน่วยบินหน่วยหนึ่งเข้าไปช่วยนักบินขับไล่ที่หลบอยู่ ในแดนข้าศึก แต่เมื่อให้โจมตีเราก็ทำได้เช่นกัน”
เช้ามืดวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑  ร.อ.ไพโรจน์ (ยศขณะนั้น) กับ น.ท. สมนึก เยี่ยมสถาน ผู้บังคับฝูงบิน ๔๑๑ ขับ OV-10 หมายเลข ๐๘ จากกองบิน ๔๑ มาที่กองบิน ๔๖ (พิษณุโลก) พร้อม OV-10 อีก ๓ ลำ  ที่นั่น พวกเขาร่วมกับเครื่องบินโจมตีแบบต่าง ๆ อีกไม่ต่ำกว่า ๒๐ ลำเตรียมไปโจมตีข้าศึกที่บ้านร่มเกล้า
ทว่า เมื่อดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า สภาพอากาศที่บ้านร่มเกล้าปิด มีเที่ยวบินขับไล่ F-5 เที่ยวเดียวเท่านั้นที่ออกไปทิ้งระเบิดในที่หมายสำคัญได้ ที่เหลือต้องรอสแตนด์บายที่ฐาน
ในที่สุดเวลา ๑๑.๐๐ น. วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ OV-10 ของเขาก็ทะยานขึ้นจากกองบิน ๔๖ ใช้เวลา ๔๐ นาทีเข้าสู่เขตสงคราม  “เราบินโดยไม่สื่อสารทางวิทยุ พอเข้าสมรภูมิเสียงแรกที่ได้ยินมาจากนักบิน F-5 ที่ทิ้งระเบิดก่อนเรา  เขาร้องในวิทยุว่า ‘SAM Break’ เป็นภาษานักบินที่หมายถึงโดนจรวดต่อต้านเครื่องบินขับไล่  ผมยังคงมุ่งหน้าไปจิกหัวทิ้งระเบิด จู่ ๆ เครื่องก็กระดอน หันไปก็พบว่าปีกขวาขาดแล้ว ตอนนั้นรู้แล้วว่าโดนแซมสอย”
น.อ. ไพโรจน์เล่าว่าหลังจากนั้นเขากับผู้ฝูงก็ดีดตัวและเจอประสบการณ์ที่ไม่มีวัน ลืม  “ตอนดีดตัว ผมได้ยินเสียงร่มกาง รอบ ๆ ตัวเงียบมาก เห็นแสงไฟจากปากกระบอกปืนกลที่ยิงเราจากพื้นดิน เห็นกระสุนพุ่งเข้ามาหา โชคดีเฉียดไปโดนร่มหมด เสียงดัง ปุ ปุ ปุ ปุ ปุ  ตาซ้ายผมโดนสร้อยที่สวมอยู่ตีจนปิดตอนดีดตัว ตาขวาเบลอไปหมด มองข้างล่างก็เห็นร่มผู้ฝูงอยู่ไม่ไกล พอถึงพื้นก็เจอตัวเองอยู่ใกล้สนามบินบ้านนากอก พูดได้ว่าลงไปเกือบกลางกองพันเขา”
เขากับผู้ฝูงพยายามหนี ทว่าในที่สุดก็ถูกจับ แล้วถูกนำตัวไปขังไว้ที่เวียงจันทน์ในฐานะเชลยศึก ถูกสอบสวนอย่างหนักต้องอยู่ในคุกทั้งสิ้น ๑๒ วัน
นอกจากการสูญเสีย OV-10  กองทัพอากาศไทยยังสูญเสียเครื่องบิน F-5 อีก ๒ ลำ จากอาวุธชนิดเดียวกันที่ กองทัพประชาชนลาว (ทปล.) นำมาใช้ในสนามรบ ทว่านักบินไม่ได้ถูกจับเป็นเชลย
ในช่วงท้ายของสงคราม การโจมตีทางอากาศยังผิดพลาด ก่อความสูญเสียอย่างหนักแก่หน่วยที่เข้าตีเนิน ๑๔๒๘ โดยในการทิ้งระเบิดครั้งหนึ่ง แรงระเบิดทำให้หน่วยทหารหน่วยหนึ่ง “ละลาย” เกือบทั้งกองพัน ซึ่งต่อมาเรื่องนี้กลายเป็นคำเล่าลือว่าทหารไทยบอมบ์พวกเดียวกันเอง
น.อ.ไพโรจน์เล่าเบื้องหลังที่เขาทราบมาจากทหารที่อยู่ในเหตุการณ์นี้ว่า “ไม่ใช่ความผิดใคร  ผมมีเพื่อนเป็นทหารม้า ม.พัน ๑๘ เราคุยกันหลังสงคราม ระเบิดไม่ได้ทิ้งพลาด สถานการณ์คือขณะนั้นทหารบกส่งกำลังขึ้นไปเยอะ จะให้ถอยก็ลำบาก  ระเบิดที่ทิ้งตอนนั้นคือ Guided Bomb Unit หรือ GBU-12 ใช้เลเซอร์นำวิถีขนาด ๒,๐๐๐ ปอนด์ ถือเป็นการใช้ครั้งแรก ๆ ของกองทัพอากาศ ซึ่งแรงระเบิดเกินคาด ไม่นับลูกถัดมาที่กลิ้งจากเนินมาเจอหน่วยทหารไทยอีก ความสูญเสียจึงมากเกินคาดคิด”
ส่วนพลเรือนไม่เฉพาะคนบ้านร่มเกล้าที่ได้รับผลกระทบ คนในพื้นที่ถัดออกมาก็ได้รับผลจากสงครามครั้งนี้ด้วยเช่นกัน อาทิ บริเวณอำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย ถูกยิงด้วยกระสุนปืนใหญ่ลาวกว่า ๔๐ ลูก แม้ว่าจะห่างบ้านร่มเกล้ากว่า ๔๐ กิโลเมตร แต่ก็ทำให้อาคารบ้านเรือนในตัวอำเภอเสียหายและมีผู้บาดเจ็บจำนวนหนึ่ง
ขณะที่ในลาว ประชาชนที่บ้านเหมืองแผ่ บ้านใหม่ บ้านนาหล่ม บ้านนาเทา บ้านบ่อหางนา บ้านโพนสะหวัน บ้าน
นากาว โดนปืนใหญ่ไทยยิงถล่ม มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนหนึ่ง  ยังไม่นับความอดอยากอันเนื่องจากการปิดด่านชายแดนทั้งหมดที่ติดกับไทยในช่วง ท้ายสงคราม
ทั้งนี้ ความเสียหายทางการค้าที่เกิดกับพ่อค้าคนไทยจากการปิดด่านชายแดนทุกด้านอยู่ที่ ๑๐๐ ล้านบาท (ประชาชาติธุรกิจ ๖ ก.พ. ๒๕๓๑)

“ชาตินิยม” ของคนที่ไม่ได้รบ

ห่างจากสนามรบหลายร้อยกิโลเมตร ที่กรุงเทพฯ กับเวียงจันทน์ แนวรบทางการทูตร้อนระอุไม่แพ้กัน
กระทรวงการต่างประเทศทั้งไทยและลาวทำหนังสือกล่าวหาอีกฝ่ายไปยังองค์การ สหประชาชาติ เรียกทูตอีกฝ่ายมายื่นหนังสือประท้วง กล่าวหาอีกฝ่ายรุกล้ำอธิปไตย  ตามเมืองต่าง ๆ มีการชุมนุมประท้วงหน้าสถานทูตของอีกฝ่าย ทั้งนี้รัฐบาลไทยยังนำทูตจาก ๓๔ ประเทศที่ประจำในกรุงเทพฯ ไปดูแนวรบ พบปะนักการทูตจากประเทศสังคมนิยมซึ่งเชื่อว่าอยู่เบื้องหลังและมีอิทธิพลต่อ การตัดสินใจรบของลาว
ส่วนแนวรบด้านสื่อนั้น งานวิจัย “ความสัมพันธ์ไทย-ลาว ในสายตาของคนลาว” ของ เขียน ธีระวิทย์ และคณะ ที่เผยแพร่เมื่อปี ๒๕๔๔ ให้ภาพแนวรบด้านสื่อสิ่งพิมพ์ระดับชาติระหว่างศึกนี้ไว้ว่า หากดูหนังสือพิมพ์ลาว ๒ ฉบับคือ ปะชาชน และ เวียงจันใหม่  และหนังสือพิมพ์ไทย ๒ ฉบับ คือ ไทยรัฐ และ มติชน พบว่า
“ปรกติหนังสือพิมพ์ไทยโขกสับ (วิพากษ์วิจารณ์ หรือแม้กระทั่งประณาม) รัฐบาลหรือผู้นำรัฐบาลของตนอย่างไม่ไว้หน้า แต่เวลามีศึกกับต่างชาติ หนังสือพิมพ์ไทยกับหนังสือพิมพ์ลาวรายงานเข้าข้างรัฐบาลของตนอย่างซื่อสัตย์ คล้ายกัน”
โดยหนังสือพิมพ์ลาวกล่าวถึงทหารลาวที่สู้ในสนามรบว่าเป็น “ประชาชนและทหารประจำท้องถิ่น” ต่อสู้กับ “ทหารปฏิการไทย” ที่ป่าเถื่อน ใช้อาวุธหนัก เครื่องบินเอฟ กระสุนเคมี  ขณะที่หนังสือพิมพ์ไทยบิดเบือนว่ามีทหารเวียดนามและทหารต่างชาติมาช่วยลาวรบ
ทั้งนี้ จากการสืบค้นบทความของคอลัมนิสต์และบุคคลสำคัญยุคนั้นเพิ่มเติม ผมยังพบความเห็นทำนองสนับสนุนให้ทหารรบอย่างเต็มที่ อาทิ
“ถามมีทหารไว้ทำไม-หรือกลัวลาว คึกฤทธิ์ข้องใจรัฐบาล ปล่อยลาวล้ำอธิปไตย” (มติชน ๑ ก.พ. ๒๕๓๑)
“รบเพื่อธรรมะไม่บาป-แนะพระสงฆ์ให้กำลังใจแนวหน้า พระปัญญาฯ (นันทภิกขุ) ปลุกขวัญทหาร ตายเสียยังดีกว่าอยู่อย่างผู้แพ้” (สยามรัฐ ๘ ก.พ. ๒๕๓๑)
ส่วนแนวรบในสื่อประเภทอื่นก็เข้มข้นไม่แพ้กัน วิทยุซึ่งเข้าถึงประชาชนจำนวนมากในยุคนั้น รัฐบาลไทยเปิดเพลงปลุกใจให้รักชาติ ขณะที่ลาวใช้การโฆษณาชวนเชื่อและวิทยุคลื่นสั้นซึ่งรับฟังได้ไกลถึงกรุงเทพฯ โจมตีไทย  สื่อทีวีไม่มีข้อมูลชัดเจนนอกจากปากคำทหารผ่านศึกไทยที่เล่าว่าฝั่งลาว ติดตามข่าวสารจากทีวีไทยตลอดเวลา เนื่องจากสัญญาณทีวีเมืองไทยนั้นข้ามแม่น้ำโขงไปถึงลาว
สงครามสื่อระหว่างสองประเทศซาลงเมื่อปรากฏข่าว พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ อดีตนายกรัฐมนตรีไทยที่มีความสัมพันธ์อันดีกับผู้นำลาว เดินทางไปเยือนลาวเงียบ ๆ โดยต่อมาปรากฏว่านายไกสอน พมวิหาน นายกรัฐมนตรีลาว (ขณะนั้น) ส่งสารถึง พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีไทย (ขณะนั้น) ในวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ โดยเสนอหยุดยิง ตั้งกรรมการผสมพิสูจน์เขตแดน และติดต่อเลขาธิการสหประชาชาติเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย  ก่อนที่ พล.อ.เปรมจะตอบสารในวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ เห็นพ้องให้ปรึกษาหารือ ส่งผลให้เกิดการเจรจาช่วงวันที่ ๑๖-๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑
ลาวส่งคณะผู้แทนทหารนำโดย พล.อ.สีสะหวาด แก้วบุนพัน หัวหน้าเสนาธิการทหารสูงสุด กองทัพประชาชนลาว (ทปล.) มาเจรจากับคณะผู้แทนทหารไทยนำโดย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ผบ.ทบ. และ ผบ.สส. ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศดอนเมือง  ระหว่างเจรจาทั้งสองฝ่ายแสดงความเป็นกันเองอย่างยิ่ง โดย พล.อ. สีสะหวาดกล่าวกับ พล.อ. ชวลิตว่า “เราเป็นพี่เป็นน้องกันนะ” (สยามรัฐ, มติชน ๑๗ ก.พ. ๒๕๓๑)
ระหว่างนั้น ทั้งสองฝ่ายสั่งให้วิทยุและสื่อของตนลดการเปิดเพลงปลุกใจและโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อให้ “บรรยากาศการเจรจาดีขึ้น” อย่างไรก็ตาม ขณะที่เกมการทูตเข้มข้นอยู่ในเมือง ในสนามรบทั้งสองฝ่ายยังคงเสริมกำลังอาวุธยุทโธปกรณ์เข้าสู่แนวรบอยู่ตลอด เวลา และความสูญเสียก็ยังคงเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน
ผลการประชุมคือแถลงการณ์ร่วม “หยุดยิง” วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ มีข้อสรุปคือ หนึ่ง ทั้งสองฝ่ายจะหยุดยิงตั้งแต่ ๐๘.๐๐ น. ของวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑  สอง จะถอยจากแนวปะทะฝ่ายละ ๓ กิโลเมตร  สาม ตั้งคณะเจ้าหน้าที่ประสานงานตรวจการปฏิบัติตามข้อตกลง  และสี่ หลีกเลี่ยงการปะทะกันด้วยอาวุธ โดยจะให้มีการเจรจาภายใน ๑๕ วัน
สัญญาหยุดยิงนี้ได้รับการปฏิบัติจนเสร็จสิ้น หลังจากนั้น พล.อ. ชวลิตนำคณะผู้แทนทหารและสื่อมวลชนเดินทางไปเยือนกรุงเวียงจันทน์ในวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑  “เที่ยวกันจนม่วนซื่นแล้วเลี้ยง ‘สเต๊กเก้ง’ แกล้มแชมเปญ” (สยามรัฐ ๒๓ ก.พ. ๒๕๓๑) ก่อนจะหารือกันและรับตัวนักบิน OV-10 ที่ถูกจับเป็นเชลยศึกกลับประเทศในวันต่อมา โดยกำหนดกับนักบินว่าต้องให้ข่าวว่า OV-10 ลำที่ตกนั้นกำลังอยู่ในภารกิจ “ลาดตระเวน” มิใช่ภารกิจ “โจมตี”
ท่ามกลางคำวิจารณ์บทบาทของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งมีน้อยอย่างเห็นได้ชัดในการเจรจาสงบศึก
ข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com


วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ขุนหลวงตาก ตอนที่๓



                                                                                ตอนที่ ๓  ฐานทัพจันทบูร
          ในที่รวมพลวัดป่าเลไลย    เร่งรวบรวมเสบียงอาหารและเกณฑ์ผู้คนพร้อมแล้ว จึงจัดขบวนทัพ พระยาตากจึงนั่งช้างพัง คีรีบัญชรนำทัพออกจากเมืองระยอง ไปเมืองจันทบูร ขณะนั้นเจ้าเมืองจันทบูรประกาศตนเป็นเจ้าเมืองก่อนแล้วด้วยจันทบูรเอาใจออกห่างเข้ากับกัมพุชประเทศและที่สำคัญไม่มีอังวะเข้ามา รบราถึงจันทบูร เมื่อพระนครมีศึกอังวะและกรมหมื่นเทพพิพิธมาชักจูงให้ท้ายจึงกบถ เป็นเอกเทศไม่ขึ้นกับพระนครเมื่อรู้ข่าวพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาให้พระยาตากมาปราบปรามและเกณฑ์ผู้คนของหัวเมืองตะวันออก จึงร้อนตนจึงให้พระรามเฝ้าติดตามและหาหนทางกำจัดทัพพระยาวชิรปราการตั้งแต่ผ่านค่ายขุนด่านมาด่านกบแจะ พระรามนั้นอยู่เมืองพนมสาลคาม เมื่อพระยาวชิรปราการสามารถนำทัพมาถึงเมืองราย็องจึงทำทีอ่อนน้อมและลอบเข้าปล้นค่ายครั้งหนึ่งแล้วแต่พ่ายแพ้พระยาวชิรปราการต้องเตลิดหนี เมื่อหมดทาง พระเจ้าจันทบูรจึงแต่งทูตโดยพระผู้ใหญ่๔รูปมาเจริญไมตรีกับพระยาวชิรปราการที่ราย็องโดยมารอรับทัพที่เมืองกร่ำ ทัพพระยาวชิรปราการนั้นมุ่งไปจันทบูรผ่าน บ้านไข้ บ้านคา บ้านกล่ำ เข้าเขตจันทบูรที่บ้านแกลงด่านแรกต้องปราบปราม กองโจรพระรามหมื่นซ่อง ที่ตั้งค่ายอยู่บ้านแกลง เมื่อถอยจากเมืองราย็องก็แต่งเป็นกองโจรลอบเกาะติดทัพพระยาวชิรปราการคอยเข้ามาปล้นเสบียงช้างม้า วัวควายด้านท้ายขบวนทัพ เกิดรบกันหนักที่ทุ่งทะเลน้อย กองโจรพระรามแตกสิ้นถอยไปอีกครั้ง ส่วน ไพร่พลทัพพระยาวชิรปราการ ล้มตายไปจำนวนหนึ่งเมื่อได้ครอบครัวช้างม้าโคกระบือล้อเกวียนที่ถูกพระรามหมื่นซ่องลักพาคืนมาแล้ว

จึงตั้งค่ายที่วัดทะเลน้อยบำรุงทแกล้วทหารรวบรวมเครื่องสรรพาวุธปืนใหญ่น้อย จัดการเผาศพไพร่พล ณที่นั้นในภายหลังได้สร้างเจดีย์ครอบเป็นอนุสรณ์เอาไว้ ตัวพระรามแตกหนีไปจันทบูร เป็นการรบอีกครั้งหลังจากครั้งแรกที่ปากน้ำท่าลาด ที่มีไพร่พลบาดเจ็บล้มตายไปมาก ขณะพักทัพมีข้าในวังที่หนีอังวะตามทัพพระยาวชิระปราการและมาทันที่วัดทะเลน้อยได้ข่าวพระนครแตกเสียแก่อังวะก็มาถึงทัพพระยาวชิรปราการจึงเกิดรัดทดจิตใจยิ่งนัก จึงเรียกประชุมนายกองทั้งปวง แจ้งข่าว ว่าพระนครเสียแก่ข้าศึกลงแล้ว ทัพเรามิอาจกลับไปช่วยเหลือให้ทันการ เมื่อสิ้นขุนหลวงอโยธยาบ้านเมืองก็สิ้น เชื้อพระวงศ์ ขุนนางไพร่ชาวพระนครถูกกวาดต้อนไปอังวะ บ้านแตกสาแหรกขาด พวกที่หนีทัพก็ตั้งตนเป็นเจ้าแยกแผ่นดินเป็นหลายฝ่าย พระยาพิษณุโลกก็ประกาศตนเป็นเจ้าตั้งแต่ยังไม่เสียกรุง กรมหมื่นเทพพิพิธเองก็ต้องการเป็นพระมหากษัตริย์ครองกรุงศรีอยุธยาหาได้ยกทัพไปช่วยเหลือกรุงไม่ ส่วนทัพของเราตั้งใจเกณฑ์ไพร่พลกลับไปช่วยเหลือกรุงตามที่องค์เหนือหัวทรงโปรดรับสั่งไว้ ดังนั้นเราก็ยังต้องกระทำตามพระราชประสงค์ให้แล้วเสร็จ  เมื่อข้าพาทัพไปช่วยพระนครไม่ได้ข้าจะพาทัพไปไล่อังวะให้พ้นปลดทุกข์เข็ญให้พี่น้องที่ยังต้องหลบซ่อนพวกอังวะ พวกแม่ทัพนายกองทั้งหลายจึงร่วมกันเสนอว่าเมื่อกรุงแตกแล้วการใช้ราชโองการและตราตั้งคงไม่ได้แล้วผู้คน และขุนนางที่แตกหนีหวังพึ่งพาทัพที่เหลือทั้งทัพเราทั้งทัพกรมหมื่น ด้วยเขาประกาศตนเป็นขุนหลวงกรุงศรีอยุธยามีขุนนาง เชื้อพระวงศ์ไปอยู่ร่วมก็มาก หากทัพเราไม่นำทัพไปเข้าด้วยแล้วทัพเราจักกลายเป็นทัพกบฏ บรรดานายกองทั้งหลายจึงพากันยกพระยาวชิรปราการนายทัพตนให้ประกาศตนเป็นขุนหลวงกรุงศรีอโยธยา เพราะเห็นทางเดียวที่จะมีอำนาจ สิทธิขาดไปเกณฑ์ผู้คนเข้ากอบกู้บ้านเมืองและเป็นที่พึ่งของเหล่าขุนนางและประชาชนทั้งปวง ด้วยมีทั้งนายทั้งไพร่อันแตกตื่นออกไปอยู่ป่าดงต่างเดินทางมาอาสาเข้าร่วมกองทัพเป็นจำนวนมาก ณ ที่วัดทะเลน้อยจึงตระเตรียมสร้างบัลลังค์ที่ประทับในพิธีบวงสรวงปราบดาภิเศก วันที่๑๕ มิถุนายน๒๓๑๐ จึงนิมนต์พระสงฆ์ทั้งปวงในที่นั้นมาเจริญชัยมงคล พระยาตาก ได้ทำพิธีกรรมบวงสรวง อันศักดิ์สิทธิ์พระองค์ออกนั่งบัลลังค์ประกาศตนเป็นขุนหลวงอยุธยาให้หมู่นายกอง และไพร่พล ทั้งหลายเข้าถือน้ำสาบานตนจะเป็นข้าแผ่นดินและช่วยกันกอบกู้บ้านเมืองให้ได้ในเร็ววัน
แผนการเข้าตีเมืองจันทบูรครั้งนี้ต้องรวมสรรพกำลัง สรรพาวุธดินดำ ปืนใหญ่ปืนน้อยให้พร้อมมากที่สุด เพราะจันทบูรเป็นเมืองใหญ่ตั้งบนเนิน มีกำลังทหารมาก กำแพงดินถมก็สูงใหญ่แข็งแรงรอบเมืองหากจะบุกเข้าต้องใช้การปีนข้ามได้เท่านั้น ซึ่งมีป้อมปราการ ตั้งปืนใหญ่ป้องกันแน่นหนาการเข้าตีด้วยกำลังที่มากกว่ายังยากจะเอาชนะ แต่ขณะนี้กำลังเข้าตีมีน้อยกว่าต้องใช้ความกล้าหาญ  เท่านั้นจึงจะตีหักเอาเมืองได้เพื่อให้ไพร่พลฮึกเหิมใคร่ทำศึกยึดเมืองจันทบูรให้ได้ถือเป็นนิมิตหมายอันดีแสดงเจตจำนงว่าจะเดินหน้าบุกเพื่อชัยชนะเท่านั้น ในการเริ่มภารกิจการรุกครั้งแรก พระองค์ตรัสสั่งให้ ขุนกอง จัดการบรรทุกเสบียง นำข้าวปลาอาหารขึ้นเกวียนเพื่อเลี้ยงกองทัพเท่าจำนวนวันที่เดินทางจากวัดทะเลน้อยไปถึงเมืองจันทบูร(ประมาณ ๗ วัน)น้ำจืดให้นำจากด้านเหนือน้ำประแส บรรทุกใส่โอ่งไหขึ้นเกวียนเพื่อใช้หุงหาระหว่างทางเพื่อให้ไพร่พลบุกยึดเมืองจันทบูรให้จงได้แล้วนำข้าวปลาอาหารของเมืองจันทบูรเลี้ยงไพร่พลในมื้อถัดไป  เพราะ ณ.ที่นี้ก็เป็นแดนจันทบูร เมื่อได้ฤกษ์จึงเคลื่อนทัพผูกแพพาไพร่พลทั้งช้างม้าข้ามลำน้ำกระแสซึ่งก็เสมือนการบุกเข้าเหยียบเมืองจันทบูร  ถึงตำบลที่หนึ่งเป็นทุ่งอุดมสมบูรณ์จึงหยุดทัพให้ช้าง วัว ควาย ได้ดื่มกินการโจมตีจันทบูรนอกจากช้าง ม้า และ พลรบ วัวควายของกองสรรพาวุธและเกียกกายยังจำเป็นต้องใช้กระสุน ดินดำของปืนใหญ่ปืนคาบศิลา ทีมีอยู่นั้นคงไมพอ จึงตรัสเรียกไพร่พลที่เป็นชาวแกงชาวกร่ำชาวทะเลน้อยมาเข้าเฝ้าตรัสถามถึงที่ตั้งของถ้ำค้างคาวว่าอยู่ที่ใด จึงได้ทราบว่ามีภูเขาที่อยู่ไม่ไกลจากที่พักทัพแห่งนี้จึงตรัสสั่งให้ช่างสรรพาวุธช่างปืนใหญ่ปืนคาบศิลา ช่วยกันนำกระชุไปเที่ยวหาขนมูลค้างคาวและเที่ยวตัดไม้โกงกางมาเผาถ่าน เมื่อขนมูลค้างคาวจากถ้ำและเผาถ่านได้มากจนกองใหญ่นายกองปืนจึงทำการตำดินปืน รวบรวมให้มากที่สุด กระทำแล้วเสร็จก็บรรทุกขึ้นกองเกวียนไม่ชักช้าที่ค่ายพักตำดินปืนแห่งนี้จึงเรียกว่าค่ายกองดินปืน ก่อนเคลื่อนพลพระองค์พร้อมทหารเอกหลวงพิชัยและ พระเชียงเงินอธิฐานจิตปลูกต้นโพธิ์ร่วมกันสามต้น ณ ที่รวมพลแล้วจึงเคลื่อนพล(ภายหลังตั้งเป็นวัดจึงได้ชื่อวัดกองดิน) 
ขบวนทัพข้ามน้ำพังราด(พระเจ้าตากทรงช้างปัจจุบันบริเวณที่ช้างข้ามลำน้ำชื่อตำบลช้างข้าม) แล้วขบวนทัพก็มุ่งเข้าเมืองจันทบูรที่หมายแรกคือวัดพลับ บางกะจะ ซึ่งเป็นที่ตั้งชุมชนของชาวจีนที่มีขนาดใหญ่หยุดตั้งทัพที่วัดพลับ สามารถชักชวนชาวจีนที่บ้านนี้เข้าร่วมทัพได้จำนวนมาก จึงแต่งทัพวางแผนเข้าตีจันทบูรโดยจัดกองหน้ามีกำลังมากสั่งการเตรียมเดินทางตามคณะทูตเข้าเมืองจันทบูร เพื่อจุดประสงค์ ลวงคณะทูตของพระยาจันทบูรว่าเป็นทัพหลวงจะพากำลังข้ามลำน้ำไปตั้งในเมืองตามคำเชิญของเจ้าเมือง  แล้วนิมนต์พระให้กลับไปแจ้งพระเจ้าจันทบูร ว่ารับไมตรี แท้จริงแล้วพระองค์ทรงแต่งทัพส่วนนี้ให้เป็นกองเข้าตีลวงข้าศึก เข้าตีจากทางทิศใต้ เป็นอุบายทัพโดยพระเจ้าตากให้ไพร่พลกองหนึ่งทำทีเตรียมต่อแพเพื่อให้ทัพหลวงข้ามลำน้ำ 
เข้าจันทบูรส่วนชาวจีนบางกะจะที่เข้าร่วมทัพพระเจ้าตากให้แทรกซึมเข้าเมือง(เป็นชาวเมืองจันทบูร สามารถเข้าออกได้ง่าย)เมื่อทราบที่วางกำลังหนักเบาแล้วลักลอบออกมาแจ้งข่าวจึงได้ล่วงรู้เป็นที่แน่แท้ว่ากองทัพเมืองจันทบูรจัดกำลังเอาไว้ต้านทานทัพพระยาตากด้านทิศใต้และตะวันตกเป็นสำคัญ และทัพจันทบูร เตรียมชุดซุ่มโจมตี ถ้ากองทัพพระยาตากข้ามลำน้ำท่าใหม่ ดังนั้นพระองค์จึงให้หลวงพิชัยส่งข่าวถึงทัพหน้าให้หยุดทัพตรึงกำลังข้าศึกไว้ที่ฝั่งแล้วพระองค์นำส่วนเข้าตีหลักและกองหนุนอีกกองหนึ่งโอบขึ้นทางหนองสีงา มุ่งสู่ เขาแก้วด้านทิศเหนือของเมืองห่างประตูเมือง ๒๐๐๐ เมตร เจ้าตากจึงให้ทหารม้าไปเชิญพระยาจันทบุรีให้ออกมาเจรจาที่วิหารวัดเขาแก้ว นอกกำแพงเมือง  หากไม่ยอมมาทัพของพระองค์จะเข้าโจมตีเมือง พระเจ้าจันทบูรจึงรู้ว่าพระเจ้าตากรู้กลศึกของตนแล้ว  จึงไม่ยอมออกมาต้อนรับพร้อมกับระดมคนประจำรักษาหน้าที่ เชิงเทินอย่างแน่นหนา สั่งถอยทัพจากที่ซุ่มกลับเมือง เกิดการรบพุ่งตั้งแต่เช้าจรดค่ำแม้พระองค์นำทัพด้วยพระองค์เองปีนกำแพงเข้าตีขาดแรงหนุนเนื่องไม่สามารถบุกเข้าเมืองได้เป็นหลายครา
 เมื่อสถานการณ์ศึกทัพของพระองค์ยังไม่สามารถหักเอาเมืองได้พระองค์ทรงตระหนักดีว่าแม้ข้าศึกจะครั่นคร้ามฝีมือไม่กล้าโจมตีซึ่งหน้าก็ตาม แต่ฝ่ายพระยาจันทบูรมีจำนวนมากกว่าและทหารของพระองค์ที่เจนศึกมีประมาณ๕๐๐ คน นอกนั้นกะเกณฑ์และอาสาเข้าทัพมาจากเมืองรายทางจึงไม่เจนศึกขาดความกล้าหาญและความมุ่งมั่นเอาชนะข้าศึกหากรบยืดเยื้อนอกจากเสบียงหมด (ตั้งใจนำเสบียงมาจากวัดทะเลน้อยแค่เดินทางมาถึงเมืองจันทบูร) ยังจะถูกทัพจันทบูรตอบโต้จนพ่ายแพ้ได้ หากต้องล่าถอยไป ทัพจันทบูรก็จะล้อมไล่ตีได้หลายทางพระเจ้าตากจึงตัดสินพระทัยจะต้องเข้าตีเมืองจันทบูรในค่ำวันนี้ให้ได้และจักต้องปลุกเร้าให้ทหารของพระองค์มีใจรุกรบให้เต็มที่ ดังนั้น เมื่อพักรบยามค่ำหลังกินข้าวมื้อเย็น ณ.ลานหน้าวิหารวัดเขาแก้ว พระองค์สั่งชุมนุมพล สั่ง ขุนกองนำเสบียงทั้งมวลที่เหลืออยู่จากการนำมาจากค่ายวัดเนินสระซึ่งครบมื้อสุดท้ายพอดีจะเหลืออยู่ก็เฉพาะในหม้อดินที่พอมีอยู่บ้าง 
พระองค์ประกาศให้ทั้งนายทั้งไพร่ให้เททิ้งอาหารที่เหลือและ ต่อยหม้อเสียให้หมด ด้วยพระสุรเสียงดังก้องกลางชุมนุมไพร่พล ว่าเราจะหักเอาเมืองจันทบูรให้จงได้ มื้อเช้ากองทัพของเราจะเข้าไปกินข้าวในเมืองให้อิ่มหนำสำราญ หากเราหักเอาเมืองไม่ได้ถ้าไม่ตายด้วยศาตราของข้าศึกคงต้องพากันอดอาหารตายเสียด้วยกันให้หมด คืนนี้เราจะบุกเอาเมืองให้ได้ เสียงไชโยของเหล่าทหารคงดังกึกก้อง และคงดังไปถึงจวนเจ้าเมืองจันทบูร พระยาตากสั่งกองหนุนให้โอบล้อมเมืองไปด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือถัดจากทัพหลวงของพระองค์แล้วค่ำคืนนั้นเวลา ๓ นาฬิกา วันอาทิตย์ เดือน ๗ ปีกุน พ.ศ.๒๓๑๐ทัพหลวงของพระองค์ทั้งทหารไทยจีนเข้าโจมตีเมืองจันทบุรีอย่างหนักโดยเจ้าตากขี่ช้างพังคีรีบัญชรเข้าพังประตูเมืองได้สำเร็จสุดที่ กำลังจันทบูรจะต้านทานได้ ทหารก็กรู กันสามารถผ่านกำแพงเมืองด้านเขาแก้วเข้าเมืองได้ เข้าตีผ่านกองทัพจันทบูรที่เสียขวัญละทิ้งหน้าที่ ถอยร่นทิ้งที่มั่น แตกหนีไป ทหารจีนจากบ้านบางกะจะนำเสด็จพระเจ้าตากเข้าล้อมจวนพระเจ้าจันทบูร หาพบตัวไม่ บ่าวไพร่หมอบคลานยอมรับอำนาจเอาตัวรอด พระเจ้าตากสอบสวนได้ความว่าพระเจ้าจันทบูรพาครอบครัวลงเรือล่องออกปากน้ำแหลมสิงห์หนีไปเมืองบันทายมาศตั้งแต่ช่วงค่ำหลังจากสั่งการให้ทหารเข้าประจำเชิงเทินป้องกันทัพพระเจ้าตากให้มั่นคง ประมาณสถานการณ์เห็นว่าคงต้องพ่ายแพ้เพราะเสียการตั้งแต่ให้พระรามปล้นทัพพระเจ้าตากไม่สำเร็จ และการลวงทัพพระเจ้าตากให้ข้ามลำน้ำท่าใหม่แต่ถูกซ้อนกลเข้าตีเปลี่ยนทิศทางมาด้านเหนือที่การป้องกันมีน้อย การกระทำขัดใจพระเจ้าตากให้ขุ่นเคืองอยู่มาก 
หากจันทบูรแตกถูกจับตัวได้คงถูกประหาร จึงตัดสินใจทิ้งเมือง  ภายในจวนเจ้าเมืองจันทบูรเจ้าตากได้พบพระองค์เจ้าทับทิมราชธิดาพระเจ้าเสือองค์หนึ่งเมื่อกรุงใกล้แตกซึ่งพวกข้าพาหนีลงไปที่เมืองจันทบูรเห็นจะเป็นเพราะเจ้าจอมมารดาเป็นญาติกับพระเจ้าจันทบูร  พระเจ้าตากก็มีความสงสาร จึงสั่งให้จัดที่ให้ประทับตามสมควรเมื่อพระเจ้าตากจัดการเมืองจันทบูรเรียบร้อยแล้วจึงดำหริให้มีการจัดทัพเรือเพื่อยกไปตีกรุงศรีอโยธยาที่มีแม่ทัพสุกีควบคุมอยู่ ด้วยทัพบกมีความยากลำบากในการเดินทัพและใช้เวลานาน ซึ่งขณะนั้น ทราบข่าวสงครามจีนกับกับอังวะจากสำเภาจีนที่ใช้เส้นทางค้าขายตามหัวเมืองกง(เกาะกง) เมืองกราด(เมืองตราด)จันทบูร จึงเห็นว่าเป็นโอกาสเหมาะที่จะขับไล่อังวะให้พ้นกรุงศรีอโยธยา  จึง โปรดให้เร่งต่อเรือเป็นจำนวนมากเพื่อ ยกทัพเรือและทัพบก ลงไปเกณฑ์ไพร่พลที่เมืองกราด          เส้นทางไปตีเมืองกราดสำหรับทัพเรือไม่มีปัญหาการเดินทัพส่วนทัพบกต้องข้ามลำน้ำจันทบูร ลำน้ำเวฬุ  เป็นช่วงหน้าฝนจันทบูรฝนชุกนัก   เชิงเขาสระบาปเส้นทางทุรกันดาร ถึง
หมู่บ้านหนึ่งน้ำป่าจากเขาสระบาปพัดขบวนทัพจนเกวียนบรรทุกเสบียงลอยน้ำไป ลำธารจากภูเขาด้านทิศตะวันออกไหลลงแม่น้ำด้านตะวันตกขวางทางเดินทัพหลายสายถึงตำบลหนึ่งเกวียนสัมภาระถึงกับคานล้อหัก
ทัพบกพระเจ้าตากเข้าถึงเมืองตราด พวกกรมการเมืองและราษฎรต่างยอมอ่อนน้อมโดยดี จึงเรียกเกณฑ์ไพร่เข้าทัพ  ด้วยการจัดทัพเรือเดินทัพไปกรุงศรีอโยธยาต้องใช้เรือ บรรทุกสัมภาระ สรรพวุธ ปืนใหญ่ และไพร่พลเป็นจำนวนมาก ที่อู่ต่อเรือปากน้ำจันทบูรต่อเรือได้แต่เรือขนาดเล็กไม่เหมาะกับการเดินทาง จึงเจรจากับพ่อค้าจีนเพื่อขอให้ความช่วยเหลือ บางสำเภาก็ขัดขืนแต่ท้ายที่สุดด้วยเกรงอำนาจพระเจ้าตากที่มีในปัจจุบันจึงจำต้องเข้าช่วยเหลือพร้อมสรรพวุธที่มีมากับสำเภา  ขณะนั้นเป็นฤดูฝน ฝนตกชุกคลื่นลมแรง จึงไม่อาจเร่งยกทัพจากเมือง กราดไปเลยทีเดียว จึงยกกองทัพเรือกลับเมืองจันทบุรี เพื่อตระเตรียมกำลังคนฝึกซ้อมอาวุธ สะสมเสบียงอาหาร เตรียมอาวุธยุทธภัณฑ์ และต่อเรือรบเพิ่มเติมได้ถึง ๑๐๐ ลำ รวบรวมกำลังคนเพิ่มได้อีกเป็นคนจันทบูร คน เมืองกราด คนจีน ได้ประมาณ ๑๐,๐๐๐ คนเศษ กับมีข้าราชการในกรุงศรีอโยธยาได้หลบหนีพม่ามาร่วมด้วยอีกหลายคน และที่สำคัญก็คือ หลวงศักดิ์นายเวรมหาดเล็ก (นายสุจินดาหุ้มแพร) มหาดเล็กเวรศักดิ์ ซึ่งผู้นี้รู้จักกันดีกับพระเจ้าตากพอถึงเดือน ๑๑ พ.ศ.๒๓๑๐ หลังสิ้นฤดูมรสุมแล้ว เจ้าตากก็ยกกองทัพเรือจากเมืองจันทบุรีเพื่อมากอบกู้เอกราช หยุดพักทัพตามชายฝั่งขนน้ำจืดขึ้นเรือเพิ่มเรื่อยมา
เหตุการณ์อีกด้านหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา หลังจากกองทัพใหญ่ของอังวะถอนกำลังจากกรุงศรีอโยธยากลับไปเตรียมกองทัพทำศึกใหญ่ โดยทิ้งกองทัพกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยไว้จำนวน ๓,๐๐๐ คนเศษ ด้วยต้องรวมกำลังไปสู้ทัพจีน และมั่นใจว่าปราบปราบอยุธยาลงได้เรียบร้อยไร้ราชวงศ์และขุนนางใหญ่ที่สามารถรวมทัพออกมาต่อต้านกับกองทัพรักษาความสงบนี้ได้ ทั้งมอบหมายให้แม่ทัพสุกี้ คอยจับกุมชาวกรุงศรีอโยธยาที่หลบซ่อนแล้วออกมาภายหลังสิ้นศึก และเก็บกวาดทรัพย์สินให้ได้มากพอจึงค่อยส่งตัวเชลยไปอังวะ หากเสร็จศึกจีนจะจัดส่งขุนนางอังวะมาฟื้นฟูปกครองอโยธยาเป็นเมืองในขัณฑสีมาของอังวะ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ ด้วยมีขุนนางฝรั่งในอังวะชี้แนะเป็นการปกครองเหมือนเมืองขึ้นชาติตะวันตก ไม่เป็นดั่งการปกครองประเทศราชที่เคยปฎิบัติกันมาในภูมิภาคอุษาคเนย์ ซึ่งจะทำให้ดินแดนอังวะกว้างใหญ่ครอบคลุมทั้งทะเลด้านอินเดีย และทะเลด้านจีนภายหน้าจะสามารถควบคุมจีนได้
 ผู้คนทั้งหลายทั้งในพระนครทั้งชนบทรอบๆพระนครที่รอดตาย พากันหลบหนีออกชนบทห่างไกลให้พ้นทัพอังวะ บ้างหนีไปสมทบกับเมืองต่างๆที่มีเชื้อพระวงศ์ และพระยาที่ประกาศตนเป็นเจ้า มีทั้งหมดที่เข้มแข็ง ๕ก๊ก รวมทั้งก๊กของเจ้าตากด้วย 
ทัพเรือพระเจ้าตากพักเรือที่บางปลาสร้อย มีชาวเมืองมาร้องเรียนว่าเจ้าเมืองที่เจ้าตากตั้งขึ้นกดขี่ข่มเหง พระองค์จึงประกาศตั้งศาลตัดสินซึ่งแสดงให้ประชาราษฎรสิ้นสงสัยในอำนาจการปกครอง ตัดสินคดีความเหนือดินแดน เป็นการประกาศอำนาจปกครองเหนือเมืองตั้งแต่เมืองกราด(ตราด) จันทบูร ราย็อง(ระยอง) บางปลาสร้อย(ชลบุรี) ให้บรรดากลุ่มอื่นๆที่ประกาศตนเป็นเจ้าเมืองต่างๆทราบ แผนการโจมตีขับไล่อังวะเพื่อควบคุมกรุงศรีอโยธยาให้ได้  เพื่อฟื้นฟูขึ้นใหม่ถูกกำหนดขึ้น ด้วยพระเจ้าตากทราบระบบการป้องกันพระนครของกรุงศรีอโยธยา เมื่ออังวะเข้าปกครองก็ต้องกระทำการเช่นเดียวกันคือตั้งรับข้าศึกด้วยการใช้ป้อมปืนใหญ่เมืองธนบุรียิงเรือที่เข้าจากปากน้ำ ดังนั้นเพื่อจำกัดการมองเห็นของทหารปืนใหญ่ที่ป้อมปราการในการเล็งยิงอาวุธมายังขบวนเรือของพระองค์  ด้วยพระองค์ไม่ต้องการเปิดศึกใหญ่ก่อนบุกเข้าถึงกรุงศรีอยุธยา พระองค์จึงวางแผนใช้กำลังส่วนน้อยบุกเข้ายึดป้อม   จึงคะเนคลื่นลมที่บางปลาสร้อย ถึง บางปลากดกะเวลาให้เดินทางถึงปากน้ำบางเกาะในยามค่ำ คืนเพื่อใช้ความมืออำพรางขบวนเรือรบ
 ที่ธนบุรีปราการด่านแรกของการเข้าเมืองหลวง กรุงศรีอโยธยา มีนายทองอินนายกองอาสาอังวะที่เมืองธนบุรีรักษาเมืองอยู่     ข่าวการยกทัพเรือจากจันทบูรล่วงรู้ถึงนายทองอินก็ให้คนรีบขึ้นไปบอกข่าวแก่สุกี้แม่ทัพอังวะที่ค่ายโพธิ์สามต้นกรุงศรีอยุธยา แล้วนายทองอินก็เรียกระดมพลคนไทที่อาสาแม่ทัพอังวะทำราชการแทนทัพอังวะรักษาหน้าด่านทางน้ำ ขึ้นรักษาป้อมพระยาวิชเยนทร์ และหน้าแท่นเชิงเทินเป็นมั่นคง

วันเพ็ญเดือน ๑๒ ปีกุน ตรงกับวันศุกร์ที่ ๖พฤศจิกายน พ.ศ.๒๓๑๐อาศัยแสงจันทร์ส่องสว่างในการเข้าตีข้าศึก กองทัพเรือภายใต้บัญชาการของเจ้าตากได้เข้าโจมตีเมืองธนบุรีเป็นครั้งแรก ครั้นกองทัพเรือเจ้าตากเดินทางมาถึงก็โห่ร้องยิงปืนใหญ่เข้าใส่และยกพลจากเรือเข้าตีกองทหารรักษาค่ายของนายทองอิน รี้พลที่รักษาเมืองธนบุรีกลับไม่มีใจสู้รบเพราะเห็นเป็นคนไทสยามด้วยกันเอง ดังนั้นกองทัพเรือของพระเจ้าตากเข้ารบพุ่งเพียงเล็กน้อยก็สามารถตีเมืองธนบุรี ได้พระเจ้าตากจึงให้ประหารชีวิตนายทองอินเสียแล้วจึงพักทัพจัดหุงหา กะเวลายกกองทัพเรือจากป้อมวิชเยนทร์ไปตีกรุงศรีอโยธยาในเวลาค่ำ
สุกี้แม่ทัพอังวะได้ข่าวจากนายทองอินในหลายวันก่อนหน้า ว่าพระยาตากแม่ทัพค่ายวัดพิชัย นำกำลังหลายพันยกมาจากจันทบูร แต่สุกี้ไม่ยอมทิ้งค่ายโพสามต้นนำกำลังลงไปธนบุรีด้วยเกรงเชลยจะแหกค่ายหนี รู้ข่าวอีกครั้งเมื่อพระเจ้าตากยึดป้อมธนบุรีแล้ว    จึงส่งมองญ่ารองนายทัพคุมพลมอญและกรุงศรีอโยธยาอาสา ยกกองทัพเรือไปสกัดอยู่ที่เพนียด           ทัพเรือส่วนหน้าของทัพพระเจ้าตากขึ้นไปถึงกรุงศรีอโยธยาขณะเป็นเวลาค่ำ   หมู่เรือตระเวนหน้าพบ ข้าศึกยกมาตั้งรับคอยอยู่ที่เพนียดไม่ทราบว่ามีกำลังเท่าใด จึงให้เรือล่องลงไปแจ้งทัพหลวง แล้วจึงลอยลำคอยทำท่าว่าจะเข้าสู้รบกับเรืออังวะ ฝ่ายพวกคนสยามที่ถูกเกณฑ์มาในกองทัพมองญ่าเห็นเรือข้าศึกรู้ว่ากองเรือที่ยกมานั้นเป็นคน กรุงศรีอโยธยาด้วยกัน จึงไม่ยิงปืนใส่ด้วย บ้างจะหลบหนี  บ้างจะหาโอกาสเข้าร่วมกับเจ้าตากบ้าง    มองญ่า พบเรือข้าศึกสั่งการให้ยิงแต่ไพร่ทหารไม่ยิงปืนและลอยลำเฉยอยู่     เห็นดังนั้นจึง เกรง ว่าตนและนายกองอังวะมีไม่กี่สิบคน   คงควบคุมพลมอญและสยามไม่ได้แน่หากจะพากันก่อการกบฏเข้าจับตน  จึงปรึกษานายกองของตนทิ้งทัพเรือนั้นกลับลำเรือหนีไปค่ายโพธิ์สามต้นไพร่ทหารมอญ และกรุงศรีจึงลอยลำวางอาวุธให้กองเรือของพระเจ้าตากคุมตัว จึงขอเข้าร่วมทัพ
เมื่อทัพหลวงมาถึงจึงสอบสวนความ    รู้แจ้งแล้วว่าถูกบังคับและอังวะถอยหนีจากเพนียดหมดแล้วพระ เจ้าตากจึงรับพวกคนสยามและมอญที่หนีอังวะให้มาเข้าด้วยแล้ว  รีบยกกองทัพขึ้นไป เช้าตรู่จึงเข้าตีค่ายพม่าที่โพธิ์สามต้น ๒ค่าย พร้อมกัน สู้รบกันจนเที่ยง เจ้าตากก็เข้ายึดค่ายพม่าได้ พบสุกี้ตายในที่รบ   จับได้นายกองไพร่เลวที่เหลือได้จนหมดสิ้นจึงให้ ประหารเสียทั้งสิ้น 
 เมื่อพระเจ้าตากมีชัยชนะอังวะแล้วตั้งพักกองทัพ อยู่ที่ในค่ายอังวะ ที่โพธิ์สามต้นขณะนั้นในค่ายมีผู้คนและทรัพย์สมบัติซึ่งสุกี้ รวบรวมรักษาไว้ ยังมิได้ส่งไปเมืองอังวะ รวมทั้งพวกข้าราชการที่อังวะจับเอาไปไว้หลายคน คือพระยารัตนาธิเบศร์บดี จางวางมหาดเล็ก เป็นต้นต่างพากันมาเฝ้าถวายบังคมเจ้าตากกราบทูลให้ทราบถึงที่พระเจ้าเอกทัศ สวรรคต สุกี้ให้ฝังพระบรมศพไว้ที่กลางค่ายและทูลว่ายังมีเจ้านายซึ่งพม่าจับได้ ต้องกักขังอยู่ในค่ายนั้นหลายพระองค์ที่เป็นพระราชธิดาของพระเจ้าบรมโกษ คือ เจ้าฟ้าสุริยา  เจ้าฟ้าพินทวดี เจ้าฟ้าจันทวดีพระองค์เจ้าฟักทอง  รวม  ๔ พระองค์ ที่เป็นชั้นหลานเธอคือ หม่อมเจ้ามิตร ธิดาของกรมพระราชวังบวรมหาเสนาพิทักษ์ หม่อมเจ้ากระจาด ธิดากรมหมื่นจิตรสุนทร หม่อมเจ้ามณี ธิดากรมหมื่นเสพภักดีองค์หนึ่ง และหม่อมเจ้าฉิมธิดาเจ้าฟ้าสุนทรเทพ รวม ๔ องค์  เจ้านายทั้ง  ๘ องค์สุกี้จะส่งไปอังวะในครั้งต่อไป พระเจ้าตากจึงให้ทหารไปเปิดค่ายกักขังให้ ปล่อยคนทั้งปวงที่ถูกอังวะกักขังเอาไว้ออกมาโดยไว     แล้วแจกจ่ายทรัพย์สิ่งของเครื่องอุปโภค บริโภคให้พ้นทุกข์ทรมานด้วยกันทั้งนั้นแล้ว          จึงให้ปลูกเมรุดาดผ้าขาว ที่ท้องสนามหลวงและให้สร้างพระโกศกับเครื่องประดับสำหรับงานพระบรมศพตาม กำลังที่จะทำได้    ให้ขุดพระ  บรมศพพระเจ้าเอกทัศเชิญลงพระโกศประดิษฐานที่ในพระเมรุที่สร้างไว้ ครั้นเตรียมการพร้อมเสร็จเจ้าตากจึงเสด็จเข้ามาตั้งพลับพลา อยู่ที่ในกรุงฯให้เที่ยว หาพระสงฆ์ซึ่งยังมีเหลืออยู่ นิมนต์มารับทักษิณานุปทานและสดับปกรณ์ตามประเพณีแล้วพระเจ้าตากกับเจ้านายในพระ ราชวงศ์เดิมและข้าราชการทั้งปวง ก็ถวายพระเพลิงพระบรมศพและบรรจุพระอัฐิธาตุตามเยี่ยงอย่างสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินแต่ก่อนมา        เมื่อเสร็จแล้วคิดจะปฏิสังขรณ์พระนครศรีอยุธยาตั้งเป็นราชธานีดังแต่ ก่อนมา     ยังมิได้มีแผนการใดว่าจะเริ่มปฏิสังขรณ์อย่างไรบ้างจึงขึ้นทรงช้างที่นั่งเที่ยวทอดพระเนตรในบริเวณพระราชวัง และประพาสตามท้องที่ในพระนครโดยรอบ     เห็นปราสาทราชมนเทียรตำหนักใหญ่น้อยทั้งอาวาส วิหาร และบ้านเรือนชาวพระนคร ถูกเพลิงเผาทำลายเสียเป็นอันมากที่ยังดีอยู่นั้นน้อยก็สังเวชสลดพระหฤทัย ในวันนั้นเสด็จเข้าไปประทับแรมอยู่ที่พระที่นั่งทรงปืนอันเป็นท้องพระโรงที่เสด็จออกข้างท้ายวังมาแต่ก่อน และที่พระที่นั่งองค์นี้พระองค์ได้รับพระบัญชาให้นำทัพไปเกณฑ์ไพร่พล 
พระเจ้าตากทรงดำหริสภาพทั้งวังที่เป็นศูนย์กลางอำนาจปกครองและที่ประทับเสียหายหมดสิ้น ส่วนกำแพงเมืองยังดีอยู่พังเสียหายก็ด้านที่อังวะขุดเผาให้ทะลายลง  วัดวาอารามยังดีอยู่ครบแต่พังเสียหายกว่าครึ่ง ส่วนเมืองก็เสียหายจากไฟไหม้ตั้งแต่ก่อนเสียกรุง  ขณะที่พระองค์รับราชโองการนำทัพออกจากวัดพิชัย ในสภาพที่ขาดแคลน  กู้แผ่นดินขึ้นได้ใหม่สภาพอัตคัดขัดสนทั้งทรัพย์ทั้งผู้คน ทั้งช่าง บ้านเรือน วัด
พระบรมมหาราชวัง ในสภาพบ้านเมืองปกติสุขสถานที่เหล่านี้ยัง สรรค์สร้างมาหลายรัชกาลจึงสำเร็จยิ่งใหญ่สวยงาม   หากทำการบูรณะไม่เหมือนดังเดิมทำครึ่งๆกลางๆ  จะเป็นการเสื่อมพระเกียรติ   ให้ประชาราษฎร์ดูแคลน     แต่หากพระองค์ก็ปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์แล้ว    กำจัดข้าศึกจนหมดสิ้นแต่ไม่สามารถมีที่ว่าราชการและที่ประทับ   จะมีใครนับถือ   และที่สำคัญหากทุ่มกำลังทั้งคนและทรัพย์ยามยากเข็ญนี้  หากอังวะย้อนกลับมาโจมตี  จะมีกำลังที่ไหนเข้ารบกับข้าศึกคงต้องเสียทีซ้ำอีก  ส่วน ครบุรี(นครราชเสมา)ของกรมหมื่นเทพพิพิธ  พระเจ้าพิษณุโลกและพระเจ้านครศรีธรรมา ก็นอนพระทัยไม่ได้หากไม่นำทัพไปปราบปรามพวกเขาก็คงนำทัพลงมาชิงเมืองเกิดเป็นศึกต้องรบกันเองอีก     จึงคิดถึง เมืองธนบุรี เมืองแรกที่พระองค์บุกเข้าโจมตีมีป้อมปราการที่ยังสมบูรณ์มีทั้งที่พักนายป้อมและเป็นภูมิประเทศไม่ใหญ่โตนักเป็นทำเลสำคัญป้องกันข้าศึกจากปากแม่น้ำหากเริ่มแรกตั้งราชธานีคงใช้แรงงานและราชทรัพย์ไม่มากเมื่อบ้านเมืองมั่นคงค่อยคิดกลับมาบูรณะกรุงศรีอโยธยาให้ปกติดังเดิม อีกทั้งธนบุรีนั้นเจริญเรื่องการค้ามาครั้งกรุงศรีอยุธยา มีเส้นทางแม่น้ำลำคลองเชื่อมต่อไปยังเมืองสาครบุรี เมืองสมุทรสงคราม เส้นทางนี้อังวะเคยใช้ทัพเรือบุกมายังธนบุรีเป็นเรื่องง่ายที่จะรับทัพอังวะหากยกทัพเรือเข้ามา หากเหลือกำลังเส้นทางถอนตัวไปเมืองจันทบูรก็สะดวก            เมื่อดำหริและตัดสินพระทัยเป็นเช่นนั้นแล้วรุ่งเช้าจึงเรียกแม่ทัพนายกองมารวมยังที่ประทับแล้วดำรัสให้ข้าราชการทั้งปวงฟัง ว่าตอนกลางคืนได้สุบินถึงขุนหลวงพระองค์ก่อนๆท่านหวงแหนสถานที่นี้ มาขับไล่มิให้อยู่ที่นี่    แล้วดำรัสต่อไปว่า เดิมเราคิดจะปฏิสังขรณ์ พระนครให้คืนดีดังเก่า แต่เมื่อเจ้าของเดิมท่านยังหวงแหนอยู่ฉะนี้เราชวนกันไปสร้างเมืองธนบุรีเถิด      พวกท่านทั้งหลายมีความเห็นประการใด  หมู่ขุนนางต่างเห็นพ้อง         พระองค์จึงให้อพยพผู้คนลงมาตั้งราชธานีอยู่ที่เมืองธนบุรีแต่นั้นมา       โดยสร้างวังที่ประทับองค์ย่อมทั้งเป็นท้องพระโรงว่าราชการตามที่ดำหริไว้  

 วันจันทร์ ขึ้น๘ค่ำเดือน ๒ จุลศักราช๑๑๒๙ (วันจันทร์ที่๒๘ธ.ค.๒๓๑๐)บรรดาอำมาตย์ ราชครู ต่างร่วมกันประกอบพระราชพิธีสถาปนาพระเจ้าตากขึ้นเป็น  สมเด็จพระศรีสรรเพชญ์ บรมธรรมิกราชาธิราชรามาธิบดี พระชันษา ๓๔พรรษา ต่อแต่ นี้ก็ทรงเป็นสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีที่ทรงทำให้สถานะ พระมหา กษัตริย์ของราชอาณาจักรสยามเด่นชัดและสมบูรณ์อย่างไม่เป็นที่สงสัยอีกต่อไป นับเวลา ไม่ถึง ขวบปี ที่กรุง ศรีอโยธยา เสียแก่อังวะเมื่อวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐ หลังเสียกรุงพระยาวชิรปราการหรือพระยาตากได้ประกาศพระองค์ เป็นพระมหากษัตริย์ที่เมืองระยอง ที่คนทั่วไปเรียกกันภายหลังว่าพระเจ้าตากฟื้นฟูราชอาณาจักรสยามขึ้นมาใหม่โดยสร้างธนบุรีเป็นเมืองหลวงศูนย์กลางการปกครองอาณาจักร   เมื่อสถาปนาขึ้นครองราชย์แล้วพระองค์จึงทรงปูนบำเหน็จให้ทหารกล้าคู่พระบารมี โดยพระราชทานบรรดาศักดิ์และศักดินาได้รับเข้ารับราชการในพระองค์ บุคคลที่สำคัญๆได้แก่
หลวงพิชัยอาสา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เป็น เจ้าหมื่นไวยวรนาถราชองค์รักษ์
พระเชียงเงินท้ายน้ำ เป็นพระยาสุโขทัยเจ้าเมืองสุโขทัย
หลวงพรหมเสนา เลื่อนขึ้นเป็นพระพรหมเสนาต่อมารับราชการด้วยความวิริยะโปรดเกล้าให้รับตำแหน่งพระยา
อนุรักษ์ภูธรเจ้าเมืองพรหมบุรี
จหมื่นราชเสน่หา   เป็นราชองครักษ์ประจำพระองค์คู่กับเจ้าหมื่นไวยวรนาถ
ขุนอภัยภักดี ชาวจีนอาสา  เป็นที่ปรึกษาโกษาธิบดี
ยังมีขุนทหารอาสาร่วมรบอีกมาก ที่เป็นนักรบ ไม่มีรากฐานขุนนางมาก่อนไม่เคยเรียนรู้ด้านกฎหมายทั้งการมีบรรดาศักดิ์ไม่ถนัดงานปกครองในพระนคร จึงโปรดให้รับราชการตามหัวเมืองบ้านเกิดของตนซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไป สิบห้าปีพระองค์ถูกรัฐประหารขุนนางเหล่านั้นไม่อาจมีไพร่พลเป็นกำลังช่วยเหลือพระองค์ได้  บรรดาขุนนางเก่าหลายคนที่รู้เรื่องแบบอย่างธรรมเนียมขุนนางและการปกครองจึงได้รับชักชวนให้เข้ารับราชการอยู่ก็มากนายสุจินดาหุ้มแพรมหาดเล็กโปรดเกล้าเป็นพระมหามนตรีตำแหน่งเจ้ากรมพระตำรวจในขวาและพระมหามนตรีได้พาหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรีผู้เป็นพี่ชายที่พักอยู่กับครอบครัวช่วงเสียกรุงที่เมืองสวนนอก(อัมพวา)  เข้าเฝ้าฝากตัวเข้ารับราชการและได้รับโปรดเกล้าให้ดำรงตำแหน่ง พระราชวารินทร์เจ้ากรมตำรวจนอกขวา
ด้วยขณะนั้นบ้านเมืองเพิ่งเป็นอิสระจากอังวะจิตใจของประชาราษฎรยังระส่ำระสายต้องบ้านแตกสาแหรกขาดสูญเสียญาติพี่น้องไปกับศึกสงครามนับหมื่นนับแสน ทั้งยังมีญาติพี่น้องถูกกวาดต้อนไปอังวะต้องพลัดพรากประกอบกับสภาพบ้านเมืองที่ถูกข้าศึกทำลายปรากฎให้เห็นอยู่ทั่วไปก็ยิ่งก่อให้เกิดความเศร้าโศกสะเทือนใจจนยากที่จะหาสิ่งใดมาลบล้างความรู้สึกสลดหดหู่นั้นได้ จึงมีความจำเป็นจะต้องเรียกขวัญและกำลังใจของประชาชนให้กลับคืน อยู่ในสภาพปกติโดยเร็วที่สุด และยังต้องป้องกันอังวะที่คาดการณ์ได้ว่าเสร็จศึกจีนคงต้องนำทัพมาโจมตีกรุงธนบุรีอีก นอกจากเตรียมการสู้รบกับอังวะภายในสยามด้วยกัน ต้องเร่งปราบปรามก๊กเหล่าต่างๆให้ยอมรับอำนาจของพระองค์ที่มีเหนืออาณาจักร แต่ศึกต่างๆนั้นไม่หนักเท่าศึกภายใน