ค้นหาบล็อกนี้

วันอังคารที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2560

เรื่องของช้างที่ผืนป่าตะวันออก


สัตว์ป่าที่มีสถานะมากกว่าสัตว์ เฉกเช่นสัตว์อื่นๆ  เพราะช้างเป็นสัตว์ที่เป็นทั้งสัตว์พาหะนะเป็นสัตว์ที่ใช้เป็นสัตว์ต่างชักลากไม้ในยุคสมัยที่ป่างไม้เฟื่องฟู และที่สำคัญ ช้างถูกนำมาเป็นเครื่องมือทำสงครามในยุคสร้างอาณาจักรแว่นแคว้นสยาม กรุงศรีอยุธยา จนถึงรัตนโกสินทร์ แต่ปัจจุบันนอกจากช้างจะมีสถานะเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองอาศัยอยู่ในผืนป่าเกือบทั่วทุกผืนป่าในประเทศไทยบางส่วนยังขึ้นทะเบียนเป็นสัตว์เลี้ยงอยู่ตามปางช้างสถานที่ท่องเที่ยวก็มีให้เห็นให้ได้สัมผัสอยู่มาก

                  ป่ารอยต่อ ๕ จังหวัดของภาคตะวันออก ได้แก่เขตรอยต่อของฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และสระแก้ว ในครั้งโบราณผืนป่าแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของป่า พนมสาลคาม หรือพนมสารคามป่าใหญ่ของประเทศสยามที่มีพื้นที่เริ่มต้นจากฝั่งแม่น้ำโขงครอบคลุมด่านซ้าย เลย นครไทยพิษณุโลก เพชรบูรณ์ ลพบุรี นครราชสีมา สระบุรี ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี โป่งน้ำร้อน บ่อไร่ ตราด เข้าเมืองกัมพูชา ไพริน โพธิสัต เกาะกง วิวัฒนาการบ้านเมือง ประเทศ ก็ไม่ได้แบ่งแยกผืนป่าออกจากกันจวบจน หมดยุคแว่นแคว้นอาณาจักร  เกิด เป็นประเทศที่พัฒนาตามอย่างประเทศตะวันตก  แยกเขตเมืองเขตจังหวัดการเพิ่มของประชากรทวีมากขึ้น ความต้องการพื้นที่เพาะปลูกก็ต้องการเป็นเงาตามตัวไปด้วย  มีการใช้ทรัพยากรไม้ในการก่อสร้างบ้านเรือน เพื่อ การค้า ป่าภูเขามีการระเบิดหินเพื่การค้าวัสดุก่อสร้างคอนกรีต การ ทำเหมืองแร่ ที่สำคัญคือการทำอุตสาหกรรมป่าไม้ การแผ้วถางปลูกพืชเชิงอุตสาหกรรม เช่นยางพารา ยูคาลิปตัส  และเพื่อผลิตต้นทางของอาหารอย่างน้ำตาลทรายเพื่อเป็น อาหารเช่น ปาล์มน้ำมัน อ้อย และมันสำปะหลัง ข้าวโพดเพื่อผลิตอาหารสัตว์ จึงต้องใช้พื้นที่มาก  ความเจริญทางด้านคมนาคมมีการตัดถนนหนทางที่แบ่งแยกผืนป่าเป็นแห่งๆ การตั้งชุมชนลักษณะเมืองล้อมป่าและบุกรุกป่ามีอย่างต่อเนื่องยาวนานนับร้อยๆปี ทำให้ป่าผืนราบเกือบทุกแห่งถูกที่ทำกินและเมืองรุกจนเกือบหมดสิ้น จนถึง พ.ศ.นี้สถานการณ์ก็ยังน่าเป็นห่วงเพราะมีการบุกรุกป่าอย่างไม่มีการหยุดยั้งแม้มีกฎหมายที่เข้มงวดมากก็ตาม ที่อารัมภบทมายืดยาวก็เพื่อแสดงให้เห็นว่ามนุษย์เป็นผู้บุกรุกผืนป่าด้วยเหตุใดก็ตามแต่มีผลกระทบกับสัตว์ต่างๆที่อาศัยป่าเป็นที่อาศัยอยู่รวมถึงเป็นที่หากินเลี้ยงชีวิต โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่อย่างช้าง ด้วยมีร่างกายสูงใหญ่กินพืชเป็นอาหาร พื้นที่ๆอยู่อาศัย และแหล่งอาหารก็ต้องใหญ่ต้องมากเป็นเรื่องธรรมดา


                 ว่ากันว่า ในเวลาร่วมสมัยกับกรุงอโยธยา มีเมืองร่วมสมัยได้แก่ ตองอู อังวะ  ล้านนาเชียงใหม่ กรุงสุโขไท เมืองวิศณุโลก ละโว้  เมืองระแวก พระนคร(กัมพูชา) เมืองสุพรรณ เมืองศรีธรรมาราช แขกมะลายู การทำสงครามของเมืองในภูมิภาคต่างวัดความยิ่งใหญ่ของกองทัพ และการแพ้ ชนะอยู่ที่ทัพช้าง จวบจนเกิดกรุงศรีอยุธยากล่าวถึงการคล้องช้างจากป่ามาทำสงครามมีเพนียดช้าง มีขุนนางกรมช้าง ส่วนตัวช้างเผือกยังเป็นส่วนหนึ่งของชนวนสงคราม และการใช้ช้างในการรบมีมาอย่างต่อเนื่องจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ดังนั้นแหล่งอาศัยของช้างที่สำคัญให้ชุนนางกรมช้างมาคล้องนำไปถวายพระมหากษัตริย์ และเข้าเป็นช้างศึกในกองทัพคงหนีไม่พ้นช้างในผืนป่าเขตอิทธิพลของกรุงศรีอยุธยาที่สำคัญที่สุดคือป่าที่ห่างจากกรุงศรีอยุธยาไม่มากนักคือป่าเขาใหญ่ซึ่งเป็นป่าผืนเดียวกับป่าพนมสารคามหรือป่ารอยต่อ ๕ จังหวัดภาคตะวันออกนั่นเองจากประวัติศาสตร์ว่ากันว่าช้างทรงของพระมหาจักพรรดิ์ก็เป็นช้างจาก  ตำบลศรีมหาโพธิ์ ป่าพนมสารคาม และมรดกลูกหลานช้างสงครามที่หลงเหลืออยู่ในป่าแต่ครั้งยุคกรุงศรีอยุธยาก็ตกทอดมาจนถึงปัจจุบันมิได้สูญสิ้นไปเหมือนไพร่พลของกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ.๒๓๑๐ นานวันเข้าด้วยเป็นสัตว์ใหญ่การถูกล่าน้อยกว่าสัตว์อื่นๆที่ใช้เป็นอาหารจึงเพิ่มประชากรช้างมากขึ้นมากขึ้นนับแต่ต้นรัตนโกสินทร์ความเป็นผืนป่าใหญ่ที่มีอาณาเขตติดต่อกันตั้งแต่เหนือจรดใต้จรดกัมพูชาการเคลื่อนย้ายเดินทางของช้างหากินไปมาสะดวกสบายแต่ วันเวลาผ่านไปจวบจนพ.ศ.๒๕๑๐เป้นต้นมาความเจริญของชุมชนมนุษย์ที่บุกรุกผืนป่าเป็นที่ทำกินและตัดถนนแบ่งแยกผืนป่า ป่าพนมสารคามห้าหกล้านไร่ หายไปเหลือเพียงป่าอ่างฤาไน  หกแสนกว่าไร่ ป่าขุนซ่อง ป่าเขาสิบห้าชั้นป่าสอยดาวเหนือและใต้ ที่มีเนื้อที่รวมกันไม่ถึงครึ่งจากเดิม ทำให้โขลงช้างที่ขยายพันธุ์เพิ่มมากขึ้นมีที่หากินไม่เพียงพอ ช้างหนึ่งเชือกนั้นต้องการพื้นที่หากินประมาณ ๗ ตารางกิโลเมตร ซึ่งในปัจจุบันมีช้างในป่าอ่างฤาไน ประมาณ ๓๐๐ เชือก ปู่ช้างเคยเดินกินต้นกระพ้อ ต้นไผ่กลายเป็นสวนผลไม้สวนยางพาราในยุคหลานช้างเหลน ช้างเป็นสัตว์คงใช้สัญชาติญาณในการรู้ป่าหากินแต่คงไม่รู้สิทธิที่ทำกินของมนุษย์เพราะเป็นผืนป่าที่หากินของช้างมาแต่ดั้งเดิมจึงมีข่าวของเหล่ามนุษย์ว่าช้างบุกรุกที่ทำกินหักโค่นพืชพันธุ์ให้เป็นที่เดือดร้อน



 แต่ลืมคิดไปว่าคนเราไปบุกรุกผืนป่าที่อยู่อาศัยของสัตว์จนสัตว์เดือดร้อนขาดที่หากิน คงต้องคิดกันบ้างแล้วว่าเรา และช้างจะอยู่ร่วมกันในผืนแผ่นดินเดียวกันอย่างไรให้ต่างก็มีความสุข ไม่มองว่าเป็นศัตรูต่อกันก็เรานั่นแหละต้องใช้สมองอันชาญฉลาดคิด 

วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

บันทึกจากสมรภูมิร่มเกล้า

              จากผู้เขียนบล๊อค/          ผมอ่านบทความนี้ ในเวปสารคดี ดอทคอม เห็นว่าเป็นประโยชน์สำหรับชนรุ่นหลังที่จะได้ค้นคว้า ประวัติศาสตร์การรบของไทย จึงคัดลอกมาทั้งต้นฉบับ  เชิญติดตามอ่านได้ครับและมีเรื่องราวอีกมากที่สารคดี ดอทคอมให้ติดตาม

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บันทึก “ศึกร่มเกล้า” ยี่สิบสามปีตำนานสมรภูมิ ๑๔๒๘

Nov 1, 2011 
0
ยุทธการสอยดาว
หากกางแผนที่ทหารจะพบว่า ถัดจากน้ำเหืองง่าที่ไหลทางด้านตะวันออกของบ้านร่มเกล้า ถัดเข้ามาตลอดแนวคือ
จุดยุทธศาสตร์สำคัญอันประกอบด้วยเนิน ๑๑๘๒, ๑๑๔๖, ๑๓๗๐, ๑๔๒๘, ๑๑๑๒, ๙๐๕ ที่เรียงตัวตลอดแนวแม่น้ำจากเหนือลงใต้  ส่วนบ้านร่มเกล้านั้นตั้งอยู่ลึกเข้ามาจากเนิน ๑๔๒๘ ไม่ไกลนัก
ปัจจุบันบ้านร่มเกล้าอยู่ห่างอำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ๗๐ กิโลเมตร  จาก
ตัวอำเภอขับรถไปตามถนนหลวงหมายเลข ๑๒๓๗ และ ๑๒๖๘ ที่ไต่ไปตามหน้าผาสูงชัน ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า ๔ ชั่วโมง
หมู่บ้านตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ย ๆ โอบล้อมด้วยทิวเขาสูง ๓ ด้าน ทางตะวันตก เหนือ และตะวันออก  การเข้าถึงหมู่บ้านทำได้จากทางทิศใต้เท่านั้น (ดูแผนที่หน้า ๑๖๙ ประกอบ)
วันที่ผมไปสำรวจพื้นที่ ผมไม่พบแม่น้ำเหืองป่าหมันทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน พบแต่ลำห้วยหนึ่งชื่อ “ห้วยควาย” ซึ่งชาวบ้านบางคนบอกว่าคือแม่น้ำเหืองป่าหมันเก่า
บ้านร่มเกล้ามีคนม้งซึ่งเป็น “อดีตสหาย” (แนวร่วม พคท.) อาศัยอยู่จำนวนมาก และปัจจุบันจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดหมู่บ้านใหม่อีกแห่งคือ บ้านสงบสุข
ในหมู่บ้านมีร่องรอยศึกร่มเกล้าหลงเหลือไม่กี่อย่าง ที่ยังมีชีวิตชีวาคือ อดีต “ฐานเอกราช” ที่มั่นทหารพรานซึ่งมีบทบาทในการรบครั้งนั้นถูกแปรสภาพเป็น “ฐานตำรวจตระเวนชายแดนที่ ๓๑๕๓” อยู่ไม่ห่างจากทางเข้าหมู่บ้าน  หลุมหลบภัยหลังโรงเรียนบ้านร่มเกล้าที่ถูกทิ้งร้าง  สุดท้ายคือป้อมรักษาการณ์เก่าใจกลางหมู่บ้านที่สร้างขึ้นในระหว่างศึกครั้ง นั้น
ร่องรอยที่ชัดที่สุดคือ “ความทรงจำ” ของคนในหมู่บ้านที่รอดชีวิตมาได้
“สมัยนั้นในหมู่บ้านมีบ้านราว ๔๐ หลัง เป็นกระต๊อบ  พอมีการโจมตีเอกชนที่เข้ามาทำไม้ นายทหารจากกรมทหารพรานที่ ๓๔๐๕ ผู้บังคับการกองร้อยทหารม้า ตัวแทนบริษัททำไม้และผมซึ่งขณะนั้นรักษาการตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน เลยต้องไปหาข้อเท็จจริงที่จุดเกิดเหตุ” เซี่ยโล่ แซ่ลี วัย ๕๔ ปี ซึ่งเป็นไม่กี่คนในหมู่บ้านที่จำศึกร่มเกล้าได้ดี อธิบายจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ทั้งหมด
ความที่เขาเป็นอดีตสหาย พคท. ทำให้ทราบว่าหลักฐานในที่เกิดเหตุคือปลอกกระสุนปืนอาก้านั้นผลิตในเชโกสโลวา เกีย รอยรองเท้าผ้าใบเป็นแบบของโซเวียตน่าจะผลิตในเวียดนาม ทั้งหมดบ่งว่ากองกำลังดังกล่าวไม่ใช่กำลังของ พคท. ตามที่ทางการไทยสันนิษฐานเบื้องต้นว่าเป็นผู้ก่อเหตุ ที่สำคัญคือพบหนังสือประท้วงเป็นกระดาษขนาดเท่าฝ่ามือ  “เขียนเป็นภาษาลาวบอกว่าตั้งแต่ภูเมี่ยงถึงริมน้ำเหืองป่าหมันเป็นของลาว ห้ามรัฐบาลไทยสนับสนุนชาวม้งที่ต่อต้านรัฐบาลลาว ห้ามตัดไม้ในพื้นที่ ถ้าไม่ฟังจะผลักดันตามกฎหมาย”
ไม่นานหลังจากนั้น สถานการณ์ก็เลวร้ายลง มีการตรวจพบความเคลื่อนไหวของทหารลาวตามจุดยุทธศาสตร์โดยรอบหมู่บ้าน แล้วพวกเขาก็พบว่าตนคือเหยื่อรายต่อมาของความขัดแย้งเรื่องเขตแดน
ในที่สุด เช้ามืดวันหนึ่งในเดือนสิงหาคม ๒๕๓๐ บ้านร่มเกล้าก็ถูกถล่มด้วยปืนใหญ่
เซี่ยโล่เล่าว่าเคราะห์ดีที่หลายคนมีทักษะการรบติดตัวอยู่บ้างทำให้รอด ตาย  “เราหลบกันตามมีตามเกิด ยิงมาหลายชนิดทั้งปืนครก ปืนใหญ่ จรวด RPG ปืนกล ยิงตั้งแต่กลางดึกถึงตีสี่ บ้านพังหลายหลัง พวกผมได้รับคำสั่งให้อพยพ  หลังเสียงปืนสงบ ผมกลับมาดูพบศพทหารลาว ๒ ศพ ชาวบ้านโดนกระสุน ๒ คน  ตอนนั้นทำใจแล้วว่าที่นี่เป็นสมรภูมิรบแน่นอน และเราคงต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น”
บันทึกความทรงจำของทหารไทยที่ร่วมรบในศึกร่มเกล้าจำนวนมากยืนยันตรงกัน ว่า ช่วงกลางปีจนถึงปลายปี ๒๕๓๐  เนิน ๑๔๒๘ และจุดยุทธศาสตร์รอบบ้านร่มเกล้ากลายเป็นสมรภูมิเลือด เมื่อกองทัพภาคที่ ๓ ของไทยส่งทหารเข้าผลักดันทหารลาวอย่างเต็มที่หลังปะทะกันอย่างประปรายมา ตั้งแต่เดือนสิงหาคม
พ.อ.วัฒนชัย คุ้มครอง อดีตผู้บังคับกองร้อยที่ ๑ กองพันทหารม้าที่ ๑๘ หนึ่งในทหารผ่านศึก เล่าสภาพสมรภูมิไว้ในบทความของ น.อ. วิพันธุ์ ชมะโชติ (เผยแพร่ใน www.iseehistory.com) ว่าในสมรภูมิ ทหารไทยเสียเปรียบเนื่องจากทหารลาวยึดชัยภูมิบนพื้นที่สูงเพื่อตั้งรับการ บุก ทำให้การเข้าตีมีความสูญเสียสูงมาก
“ฝ่ายเรามี ‘พื้นที่’ ดำเนินกลยุทธ์กว้างไม่ถึง ๕๐ เมตร ทั้งยังลาดชัน การเข้าโจมตีจึงเป็นลักษณะไม่ผิดอะไรกับการรบกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ใน อดีต คือต้องเข้ายิงโจมตีลักษณะ ‘แถวตอนเรียงหนึ่ง’ ทำให้ไม่สามารถใช้อำนาจการยิง ‘เต็มรูปแบบ’ จากทหารที่มีหนึ่งกองร้อยได้  บางครั้งทหารด้านหน้าเปิดฉากยิงปะทะข้าศึก แต่ทหารที่ตามมาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีการรบ…เป็นการรบภายใต้ ‘สภาพพิเศษ’ ซึ่งฝ่ายเราไม่ได้เตรียมตัวมา เนื่องจากจัดกำลังเต็มรูปแบบลักษณะที่จะรุกเข้าโจมตีที่หมายเป็น ‘แถวหน้ากระดาน’ ด้วยยุทธวิธีรบตามแบบ”
ต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๓๐ การรบรุนแรงและถี่ขึ้น กองทัพไทยตัดสินใจเปิดฉาก “ยุทธการสอยดาว ๐๑” ส่งกำลังทหารราบและทหารม้าจากกองทัพภาคที่ ๓ เข้าเสริมกำลังทหารพรานและกำลังทหารหลักที่รบอยู่ในพื้นที่แล้วบางส่วน ใช้เครื่องบินขับไล่ F-5 สนับสนุนการโจมตีทางอากาศ (Close air support) โดยแนวรบสำคัญจะอยู่ตามจุดยุทธศาสตร์ซึ่งส่วนมากเป็นยอดเนินสำคัญ  ที่หมายสำคัญที่ต้องตีให้ได้คือ เนิน ๑๔๒๘ (ที่หมาย ๑)  เนิน ๑๓๗๐ (ที่หมาย ๒) เนิน ๑๑๔๐ (ที่หมาย ๓) (ที่หมายนี้ระบุในแผนที่ชุด L7017 แต่ไม่ปรากฏในแผนที่ของกองทัพไทยในหน้า ๑๖๙)
ปลายปี ๒๕๓๐ การรบในสภาพดังกล่าวดำเนินต่อไป เกิดความสูญเสียทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตามทหารไทยยังไม่อาจยึดจุดยุทธศาสตร์สำคัญส่วนใหญ่ไว้ได้แม้จะใช้ อาวุธหนัก
ธนวัฒน์ วงศ์ลีศิริวิวัฒน์ ครูโรงเรียนบ้านร่มเกล้าซึ่งขณะเกิดสงครามอายุ ๖ ขวบ เล่าสถานการณ์ขณะนั้นให้ฟัง “พื้นที่โรงเรียนบ้านร่มเกล้าที่เห็นตอนนี้คือพื้นที่ที่เขาเอาศพทหารมาพัก จำได้ว่ารถยีเอ็มซีที่เข้าพื้นที่สู้รบหลังหมู่บ้าน ขาเข้าไม่ได้บรรทุกอะไร ขากลับเต็มไปด้วยศพทหารไทย  ตอนกลางคืนแสงสีแดงที่เกิดจากการยิงปืนใหญ่ระหว่างฝั่งภูเขาเป็นสายพุ่งตัด ท้องฟ้าสีดำ ความเป็นอยู่ลำบากมาก อาหารก็ขาดแคลน ไม่มีใครมีความสุขที่ต้องออกจากบ้านตัวเอง”

“หลายชีวิต” ในสมรภูมิร่มเกล้า

ในที่สุด ต้นปี ๒๕๓๑ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการทหารบกไทยขณะนั้น ก็ประกาศผลักดันข้าศึกออกจากพื้นที่โดยใช้ “ยุทธวิธีทุกรูปแบบ”
เขาชี้ว่าไทยกำลังรบกับกลุ่มประเทศอินโดจีน (ลาว เวียดนาม) โดยกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เป็นที่ประจักษ์โดยแน่ชัดแล้วนะครับว่า ประเทศลาวก็ตาม ประเทศที่สนับสนุนก็ตาม ได้เลือกใช้วิธีปฏิบัติทุกหนทาง หนทางที่กำลังใช้อยู่ในขณะนี้ก็ได้มีการแทรกซึมเข้ามาเป็นจำนวนมาก เข้ามาในพื้นที่ของเราแล้วสร้างปัญหาต่าง ๆ ให้แก่พี่น้องประชาชนคนไทยโดยทั่วไป…เราจะปล่อยให้สถานการณ์นี้เนิ่นนานไป ไม่ได้ แต่เราจะต้องใช้วิธีแบบฝ่ายตรงข้าม ก็คือไม่คำนึงถึงขอบเขตและวิธีการทั้งสิ้น ซึ่งกองทัพบกจะเริ่มดำเนินการในลักษณะเต็มที่ในระยะเวลาที่จะถึงนี้” (มติชน ๑๐ ก.พ. ๒๕๓๑)
ถ้าพิจารณาบรรยากาศการเมืองระหว่างประเทศช่วงนั้นจะพบว่า ปี ๒๕๓๑ อยู่ในปลายยุคสงครามเย็น สังคมไทยยังคงมีแนวโน้มสูงที่จะระแวงเพื่อนบ้านซึ่งปกครองด้วยระบอบ คอมมิวนิสต์  คำกล่าวของ พล.อ.ชวลิตจึงส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากเชื่อมั่นในข้อมูลดังกล่าว
และยังผลให้ศึกร่มเกล้าเข้าสู่ช่วงรุนแรงและนองเลือดที่สุดใน “ยุทธการสอยดาว ๐๒” จากประวัติศาสตร์บอกเล่าของผู้อยู่ในเหตุการณ์
ประภาส รวมรส ปลัดอำเภอภูเวียงฝ่ายความมั่นคง อดีตทหารพรานสังกัดกองร้อยทหารพรานจู่โจมที่ ๙๕๗ ค่ายปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเข้าสู่สนามรบตั้งแต่ต้นปี ๒๕๓๑ ด้วยวัย ๑๙ ปี เล่าว่ากองทัพบกใช้ “ทหารพราน” ซึ่งเป็น “ทหารรับจ้าง” เป็นแนวหน้าในศึกนี้ โดยสั่งเข้าตีจุดที่ยากที่สุดคือเนิน ๑๔๒๘ ซึ่งถือเป็นหน่วยนำร่องก่อนที่ทหารหลักจะตามไปเสริม
ประภาสกรำศึกในสมรภูมิร่มเกล้าตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ ประสบการณ์เฉียด
ตาย ๒๗ วันนั้นยังชัดเจนในความทรงจำ  เขาเล่าว่าที่หมายทางทหารของไทยมีทั้งหมด ๕ จุด ที่หมาย ๑ คือเนิน ๑๔๒๘ เป็นจุดที่ต้องยึดให้ได้ และทหารพรานจากค่ายปักธงชัย ๙ กองร้อยกับ ๑ ฐานยิง ประกอบด้วยปืนใหญ่ขนาด ๘๐ ๑๑๐, ๑๒๐ มม. ได้รับมอบหมายให้อยู่ในแนวหน้าตีจุดนี้ส่วนจุดอื่น ๆ ทหารหลักเป็นผู้รับผิดชอบ
“กองทัพไทยอ่านเกมขาดว่าค่าตัวทหารหลักแพงกว่าทหารพรานที่มีค่าอาหารวัน ละ ๒๔๐ บาท ค่าจู่โจม ๑๘๐ บาท ตายแล้วจ่ายแค่ ๒ แสนบาทจบ  คิดดูว่าเขาส่งทหารยศจ่าสิบเอกเท่านั้นมาคุมหน่วยผม ไม่ใช้นายร้อยเพราะไม่คุ้ม  ปรกติทหารพรานถูกฝึกรบนอกแบบ (สงครามกองโจร) แต่ศึกนี้จัดกำลังในแบบ ซึ่งไม่เหมาะ  ตอนไปถึงที่นั่นปืนใหญ่เราล้อมที่หมาย ๑ เป็นรูปครึ่งวงกลม เราต้องเข้าตีเนิน ๑๔๒๘ จากด้านหนึ่ง ถ้าตีได้จะตีเนินที่เหลือได้ทั้งหมด  ที่ร่มเกล้าภูมิประเทศเป็นภูเขาดิน พอฝนตกจะลื่นมาก เนิน ๑๔๒๘ ชันราว ๗๐ องศา ไม่มีที่ราบ  ฐานของลาวไม่ได้อยู่ยอดเนิน แต่อยู่ต่ำลงมาจากยอดเนิน  เขาทำแนวตั้งรับไว้ ๓ แนว แนวแรกคือรั้วขวาก ไม้รวก  แนวที่ ๒ คือกับระเบิด  แนวที่ ๓ คือคูเลด (สนามเพลาะ) แนวตั้งรับจากแนวแรกถึงแนวสุดท้ายลึก
๑ กิโลเมตร  ตามโคนไม้ก็วางระเบิดเต็มไปหมดเพราะรู้ว่าเวลายิงกันทหารไทยจะไปตรง นั้น  ปืนใหญ่ลาวแม่นมากขณะที่ปืนใหญ่ไทยยิงไม่แม่น แม้จะเป็นฝ่ายรุกแต่ใจเราตั้งรับเพราะเสี่ยงมาก  ยิงกันพักเดียวโดนหามลงมาทีละคน ๆ  ผมคิดแล้วว่าจะถึงคิวเราเมื่อไหร่ ได้ยินเสียงทหารลาวตลอดแต่ไม่เห็นตัวเลย”
จ่าสิบเอกนายหนึ่งจากกรมทหารปืนใหญ่ที่ ๒๑ ค่ายพ่อขุนผาเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งระหว่างศึกร่มเกล้าสังกัดกรมทหารปืนใหญ่ลพบุรี เล่าสถานการณ์อีกมุมของสนามรบให้ฟังว่า “ปืนใหญ่แต่ละกระบอกของเรารัศมีการยิงเกิน ๓๐ กิโลเมตร ปัญหาคือมีคำสั่งจากผู้ใหญ่ว่าต้องรอให้ลาวยิงถึงโต้กลับได้  บางทีเราคำนวณพิกัดได้แล้ว แต่กว่าจะขออนุญาตยิง ปืนใหญ่ข้าศึกก็เปลี่ยนที่ตั้งไปแล้ว  บางทีเห็นตำแหน่งปืนใหญ่ข้าศึกแต่ก็ทำอะไรไม่ได้  สรุปคือยิงสนับสนุนไม่ได้เต็มที่ทั้งที่พร้อมมาก”
นั่นเป็นผลให้ประภาสและทหารในแนวหน้าต้องรบอย่างยากลำบาก ทหารจำนวนมากเสียชีวิต หลายคนพิการจากการเหยียบกับระเบิด หลายครั้งพวกเขาต้องแบกศพเพื่อนกลับมาแนวหลัง
ส่วนเหตุการณ์ในแนวหน้า อดีตทหารสังกัดหน่วยข่าวกรองของกองทัพภาคที่ ๓ นายหนึ่ง (ขอสงวนนาม) ซึ่งก่อนสงครามฝังตัวหาข่าวในพื้นที่เนื่องจากสื่อสารกับชาวม้งได้คล่อง และระหว่างสงครามนำหน่วยทหารพรานเข้าตีจุดต่าง ๆ รวมถึงทำสงครามนอกแบบ ได้เล่าความโหดไว้อย่างเห็นภาพว่า
“ผมนำทหารพรานเข้าจุดที่จะตีเนินต่าง ๆ  วิธีรบคือผมกับทหารคนหนึ่งจะนำหน้าหน่วย ทิ้งระยะ ๒๐๐-๓๐๐ เมตร มีอะไรเราเจอก่อน เช่นกับระเบิด  หลายครั้งผมเข้าไปปาดคอข้าศึกทิ้ง ตอนนั้นมีคำสั่งด้วยวาจาให้ตัดคอหรือหูข้าศึกกลับมาเพราะมีค่าหัวและส่งผล ทางจิตวิทยาทำให้ข้าศึกกลัว ศีรษะข้าศึกจะถูกส่งไปที่กองบัญชาการเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นลาวหรือต่างชาติ ผมทำแต่ไม่เห็นได้ค่าหัวสักที  ฟังแล้วคุณอาจรับไม่ได้ ช่วงหลังก็เอามาย่างกินด้วย หลัง ๆ ตัดหัวไม่ไหวเปลี่ยนเป็นตัดหูแทน  สถานการณ์แบบนี้ทำให้ทหารในสมรภูมิต้องเหี้ยมผิดมนุษย์  ผมไม่อยากให้มีคำสั่งแบบนี้อีกเพราะสร้างความแค้นให้ทั้งสองฝ่าย”
หลังจากนั้นเขากับทหารพลร่มชุดหนึ่งยังได้รับภารกิจเข้าไปชี้ที่ตั้งฐาน ปืนใหญ่ลาวซึ่งอยู่ลึกจากชายแดนเข้าไปในเมืองบ่อแตน  “ผมกับพลร่มระดับหัวกะทิ ๑๒ นายลอบเข้าลาวทางชายแดนด้านอุตรดิตถ์ นอนในที่ที่ไม่คิดว่าจะนอนได้ กินอาหารที่ไม่ต้องปรุง  ผลคือทำลายปืนใหญ่ลาวได้ ๒ กระบอกและถอนตัวกลับมาได้ นี่คือการปฏิบัติการนอกประเทศที่ไม่ได้ถูกบันทึก”
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขาเล่าไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่ามีปฏิบัติการและพฤติการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นจริงหรือไม่ ด้วยในสงครามครั้งนี้ไม่มีนักข่าวสำนักใดเกาะติดปฏิบัติการทางทหารในแนวหน้า แม้แต่สำนักเดียว
ส่วนการสู้รบทางอากาศ ข้อมูลจากเอกสารกองทัพภาคที่ ๓ ระบุว่าไทยเปิดการโจมตีด้วยเครื่องบินขับไล่ตั้งแต่ปลายปี ๒๕๓๐ โดยใช้ฝูงบิน F-5 จากฐานบินที่นครสวรรค์และอุดรธานี  เที่ยวบินโจมตีถี่ขึ้นช่วงต้นปี ๒๕๓๑  ถึงตอนนั้นพื้นที่ปฏิบัติการบางส่วนได้ล้ำออกไปในเขตเมืองบ่อแตนของลาวหรือ ออกนอกประเทศแล้ว
ก่อนที่การโจมตีทางอากาศจะถี่ที่สุดช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๑
“พวกผมรับคำสั่งก่อนออกปฏิบัติการไม่ถึง ๒๔ ชั่วโมง” น.อ. ไพโรจน์ เป้าประยูร อดีตนักบินที่ ๒ ของเครื่องบินตรวจการณ์ขนาดเบาติดอาวุธ OV-10 C Bronco ประจำกองบินที่ ๔๑ ฝูงบิน ๔๑๑ จังหวัดเชียงใหม่ รำลึกความหลัง
เขาเล่าว่าขณะนั้นรัฐบาลไทยใช้ศักยภาพกองทัพอากาศอย่างเต็มที่เพื่อยึดพื้นที่คืนให้ได้
“ตอนนั้นฝูงบิน F-5 ทำงานหนักมาก เพราะโจมตี/ทิ้งระเบิดมานานหลายเดือน หน่วยเหนือกลับมาคำนวณว่าเครื่องบินแบบใดทิ้งระเบิดแม่นที่สุด จากสถิติคือ OV-10  เขาจึงตัดสินใจเรียกใช้เรา  ปรกติฝูงบินผมมีหน้าที่หลักคือลาดตระเวนและกู้ภัยกรณีเครื่องบินขับไล่ตก เหมือนหนังเรื่อง Behind Enemy Lines ซึ่งในเนื้อเรื่องจะมีหน่วยบินหน่วยหนึ่งเข้าไปช่วยนักบินขับไล่ที่หลบอยู่ ในแดนข้าศึก แต่เมื่อให้โจมตีเราก็ทำได้เช่นกัน”
เช้ามืดวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑  ร.อ.ไพโรจน์ (ยศขณะนั้น) กับ น.ท. สมนึก เยี่ยมสถาน ผู้บังคับฝูงบิน ๔๑๑ ขับ OV-10 หมายเลข ๐๘ จากกองบิน ๔๑ มาที่กองบิน ๔๖ (พิษณุโลก) พร้อม OV-10 อีก ๓ ลำ  ที่นั่น พวกเขาร่วมกับเครื่องบินโจมตีแบบต่าง ๆ อีกไม่ต่ำกว่า ๒๐ ลำเตรียมไปโจมตีข้าศึกที่บ้านร่มเกล้า
ทว่า เมื่อดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า สภาพอากาศที่บ้านร่มเกล้าปิด มีเที่ยวบินขับไล่ F-5 เที่ยวเดียวเท่านั้นที่ออกไปทิ้งระเบิดในที่หมายสำคัญได้ ที่เหลือต้องรอสแตนด์บายที่ฐาน
ในที่สุดเวลา ๑๑.๐๐ น. วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ OV-10 ของเขาก็ทะยานขึ้นจากกองบิน ๔๖ ใช้เวลา ๔๐ นาทีเข้าสู่เขตสงคราม  “เราบินโดยไม่สื่อสารทางวิทยุ พอเข้าสมรภูมิเสียงแรกที่ได้ยินมาจากนักบิน F-5 ที่ทิ้งระเบิดก่อนเรา  เขาร้องในวิทยุว่า ‘SAM Break’ เป็นภาษานักบินที่หมายถึงโดนจรวดต่อต้านเครื่องบินขับไล่  ผมยังคงมุ่งหน้าไปจิกหัวทิ้งระเบิด จู่ ๆ เครื่องก็กระดอน หันไปก็พบว่าปีกขวาขาดแล้ว ตอนนั้นรู้แล้วว่าโดนแซมสอย”
น.อ. ไพโรจน์เล่าว่าหลังจากนั้นเขากับผู้ฝูงก็ดีดตัวและเจอประสบการณ์ที่ไม่มีวัน ลืม  “ตอนดีดตัว ผมได้ยินเสียงร่มกาง รอบ ๆ ตัวเงียบมาก เห็นแสงไฟจากปากกระบอกปืนกลที่ยิงเราจากพื้นดิน เห็นกระสุนพุ่งเข้ามาหา โชคดีเฉียดไปโดนร่มหมด เสียงดัง ปุ ปุ ปุ ปุ ปุ  ตาซ้ายผมโดนสร้อยที่สวมอยู่ตีจนปิดตอนดีดตัว ตาขวาเบลอไปหมด มองข้างล่างก็เห็นร่มผู้ฝูงอยู่ไม่ไกล พอถึงพื้นก็เจอตัวเองอยู่ใกล้สนามบินบ้านนากอก พูดได้ว่าลงไปเกือบกลางกองพันเขา”
เขากับผู้ฝูงพยายามหนี ทว่าในที่สุดก็ถูกจับ แล้วถูกนำตัวไปขังไว้ที่เวียงจันทน์ในฐานะเชลยศึก ถูกสอบสวนอย่างหนักต้องอยู่ในคุกทั้งสิ้น ๑๒ วัน
นอกจากการสูญเสีย OV-10  กองทัพอากาศไทยยังสูญเสียเครื่องบิน F-5 อีก ๒ ลำ จากอาวุธชนิดเดียวกันที่ กองทัพประชาชนลาว (ทปล.) นำมาใช้ในสนามรบ ทว่านักบินไม่ได้ถูกจับเป็นเชลย
ในช่วงท้ายของสงคราม การโจมตีทางอากาศยังผิดพลาด ก่อความสูญเสียอย่างหนักแก่หน่วยที่เข้าตีเนิน ๑๔๒๘ โดยในการทิ้งระเบิดครั้งหนึ่ง แรงระเบิดทำให้หน่วยทหารหน่วยหนึ่ง “ละลาย” เกือบทั้งกองพัน ซึ่งต่อมาเรื่องนี้กลายเป็นคำเล่าลือว่าทหารไทยบอมบ์พวกเดียวกันเอง
น.อ.ไพโรจน์เล่าเบื้องหลังที่เขาทราบมาจากทหารที่อยู่ในเหตุการณ์นี้ว่า “ไม่ใช่ความผิดใคร  ผมมีเพื่อนเป็นทหารม้า ม.พัน ๑๘ เราคุยกันหลังสงคราม ระเบิดไม่ได้ทิ้งพลาด สถานการณ์คือขณะนั้นทหารบกส่งกำลังขึ้นไปเยอะ จะให้ถอยก็ลำบาก  ระเบิดที่ทิ้งตอนนั้นคือ Guided Bomb Unit หรือ GBU-12 ใช้เลเซอร์นำวิถีขนาด ๒,๐๐๐ ปอนด์ ถือเป็นการใช้ครั้งแรก ๆ ของกองทัพอากาศ ซึ่งแรงระเบิดเกินคาด ไม่นับลูกถัดมาที่กลิ้งจากเนินมาเจอหน่วยทหารไทยอีก ความสูญเสียจึงมากเกินคาดคิด”
ส่วนพลเรือนไม่เฉพาะคนบ้านร่มเกล้าที่ได้รับผลกระทบ คนในพื้นที่ถัดออกมาก็ได้รับผลจากสงครามครั้งนี้ด้วยเช่นกัน อาทิ บริเวณอำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย ถูกยิงด้วยกระสุนปืนใหญ่ลาวกว่า ๔๐ ลูก แม้ว่าจะห่างบ้านร่มเกล้ากว่า ๔๐ กิโลเมตร แต่ก็ทำให้อาคารบ้านเรือนในตัวอำเภอเสียหายและมีผู้บาดเจ็บจำนวนหนึ่ง
ขณะที่ในลาว ประชาชนที่บ้านเหมืองแผ่ บ้านใหม่ บ้านนาหล่ม บ้านนาเทา บ้านบ่อหางนา บ้านโพนสะหวัน บ้าน
นากาว โดนปืนใหญ่ไทยยิงถล่ม มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนหนึ่ง  ยังไม่นับความอดอยากอันเนื่องจากการปิดด่านชายแดนทั้งหมดที่ติดกับไทยในช่วง ท้ายสงคราม
ทั้งนี้ ความเสียหายทางการค้าที่เกิดกับพ่อค้าคนไทยจากการปิดด่านชายแดนทุกด้านอยู่ที่ ๑๐๐ ล้านบาท (ประชาชาติธุรกิจ ๖ ก.พ. ๒๕๓๑)

“ชาตินิยม” ของคนที่ไม่ได้รบ

ห่างจากสนามรบหลายร้อยกิโลเมตร ที่กรุงเทพฯ กับเวียงจันทน์ แนวรบทางการทูตร้อนระอุไม่แพ้กัน
กระทรวงการต่างประเทศทั้งไทยและลาวทำหนังสือกล่าวหาอีกฝ่ายไปยังองค์การ สหประชาชาติ เรียกทูตอีกฝ่ายมายื่นหนังสือประท้วง กล่าวหาอีกฝ่ายรุกล้ำอธิปไตย  ตามเมืองต่าง ๆ มีการชุมนุมประท้วงหน้าสถานทูตของอีกฝ่าย ทั้งนี้รัฐบาลไทยยังนำทูตจาก ๓๔ ประเทศที่ประจำในกรุงเทพฯ ไปดูแนวรบ พบปะนักการทูตจากประเทศสังคมนิยมซึ่งเชื่อว่าอยู่เบื้องหลังและมีอิทธิพลต่อ การตัดสินใจรบของลาว
ส่วนแนวรบด้านสื่อนั้น งานวิจัย “ความสัมพันธ์ไทย-ลาว ในสายตาของคนลาว” ของ เขียน ธีระวิทย์ และคณะ ที่เผยแพร่เมื่อปี ๒๕๔๔ ให้ภาพแนวรบด้านสื่อสิ่งพิมพ์ระดับชาติระหว่างศึกนี้ไว้ว่า หากดูหนังสือพิมพ์ลาว ๒ ฉบับคือ ปะชาชน และ เวียงจันใหม่  และหนังสือพิมพ์ไทย ๒ ฉบับ คือ ไทยรัฐ และ มติชน พบว่า
“ปรกติหนังสือพิมพ์ไทยโขกสับ (วิพากษ์วิจารณ์ หรือแม้กระทั่งประณาม) รัฐบาลหรือผู้นำรัฐบาลของตนอย่างไม่ไว้หน้า แต่เวลามีศึกกับต่างชาติ หนังสือพิมพ์ไทยกับหนังสือพิมพ์ลาวรายงานเข้าข้างรัฐบาลของตนอย่างซื่อสัตย์ คล้ายกัน”
โดยหนังสือพิมพ์ลาวกล่าวถึงทหารลาวที่สู้ในสนามรบว่าเป็น “ประชาชนและทหารประจำท้องถิ่น” ต่อสู้กับ “ทหารปฏิการไทย” ที่ป่าเถื่อน ใช้อาวุธหนัก เครื่องบินเอฟ กระสุนเคมี  ขณะที่หนังสือพิมพ์ไทยบิดเบือนว่ามีทหารเวียดนามและทหารต่างชาติมาช่วยลาวรบ
ทั้งนี้ จากการสืบค้นบทความของคอลัมนิสต์และบุคคลสำคัญยุคนั้นเพิ่มเติม ผมยังพบความเห็นทำนองสนับสนุนให้ทหารรบอย่างเต็มที่ อาทิ
“ถามมีทหารไว้ทำไม-หรือกลัวลาว คึกฤทธิ์ข้องใจรัฐบาล ปล่อยลาวล้ำอธิปไตย” (มติชน ๑ ก.พ. ๒๕๓๑)
“รบเพื่อธรรมะไม่บาป-แนะพระสงฆ์ให้กำลังใจแนวหน้า พระปัญญาฯ (นันทภิกขุ) ปลุกขวัญทหาร ตายเสียยังดีกว่าอยู่อย่างผู้แพ้” (สยามรัฐ ๘ ก.พ. ๒๕๓๑)
ส่วนแนวรบในสื่อประเภทอื่นก็เข้มข้นไม่แพ้กัน วิทยุซึ่งเข้าถึงประชาชนจำนวนมากในยุคนั้น รัฐบาลไทยเปิดเพลงปลุกใจให้รักชาติ ขณะที่ลาวใช้การโฆษณาชวนเชื่อและวิทยุคลื่นสั้นซึ่งรับฟังได้ไกลถึงกรุงเทพฯ โจมตีไทย  สื่อทีวีไม่มีข้อมูลชัดเจนนอกจากปากคำทหารผ่านศึกไทยที่เล่าว่าฝั่งลาว ติดตามข่าวสารจากทีวีไทยตลอดเวลา เนื่องจากสัญญาณทีวีเมืองไทยนั้นข้ามแม่น้ำโขงไปถึงลาว
สงครามสื่อระหว่างสองประเทศซาลงเมื่อปรากฏข่าว พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ อดีตนายกรัฐมนตรีไทยที่มีความสัมพันธ์อันดีกับผู้นำลาว เดินทางไปเยือนลาวเงียบ ๆ โดยต่อมาปรากฏว่านายไกสอน พมวิหาน นายกรัฐมนตรีลาว (ขณะนั้น) ส่งสารถึง พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีไทย (ขณะนั้น) ในวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ โดยเสนอหยุดยิง ตั้งกรรมการผสมพิสูจน์เขตแดน และติดต่อเลขาธิการสหประชาชาติเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย  ก่อนที่ พล.อ.เปรมจะตอบสารในวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ เห็นพ้องให้ปรึกษาหารือ ส่งผลให้เกิดการเจรจาช่วงวันที่ ๑๖-๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑
ลาวส่งคณะผู้แทนทหารนำโดย พล.อ.สีสะหวาด แก้วบุนพัน หัวหน้าเสนาธิการทหารสูงสุด กองทัพประชาชนลาว (ทปล.) มาเจรจากับคณะผู้แทนทหารไทยนำโดย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ผบ.ทบ. และ ผบ.สส. ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศดอนเมือง  ระหว่างเจรจาทั้งสองฝ่ายแสดงความเป็นกันเองอย่างยิ่ง โดย พล.อ. สีสะหวาดกล่าวกับ พล.อ. ชวลิตว่า “เราเป็นพี่เป็นน้องกันนะ” (สยามรัฐ, มติชน ๑๗ ก.พ. ๒๕๓๑)
ระหว่างนั้น ทั้งสองฝ่ายสั่งให้วิทยุและสื่อของตนลดการเปิดเพลงปลุกใจและโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อให้ “บรรยากาศการเจรจาดีขึ้น” อย่างไรก็ตาม ขณะที่เกมการทูตเข้มข้นอยู่ในเมือง ในสนามรบทั้งสองฝ่ายยังคงเสริมกำลังอาวุธยุทโธปกรณ์เข้าสู่แนวรบอยู่ตลอด เวลา และความสูญเสียก็ยังคงเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน
ผลการประชุมคือแถลงการณ์ร่วม “หยุดยิง” วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ มีข้อสรุปคือ หนึ่ง ทั้งสองฝ่ายจะหยุดยิงตั้งแต่ ๐๘.๐๐ น. ของวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑  สอง จะถอยจากแนวปะทะฝ่ายละ ๓ กิโลเมตร  สาม ตั้งคณะเจ้าหน้าที่ประสานงานตรวจการปฏิบัติตามข้อตกลง  และสี่ หลีกเลี่ยงการปะทะกันด้วยอาวุธ โดยจะให้มีการเจรจาภายใน ๑๕ วัน
สัญญาหยุดยิงนี้ได้รับการปฏิบัติจนเสร็จสิ้น หลังจากนั้น พล.อ. ชวลิตนำคณะผู้แทนทหารและสื่อมวลชนเดินทางไปเยือนกรุงเวียงจันทน์ในวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑  “เที่ยวกันจนม่วนซื่นแล้วเลี้ยง ‘สเต๊กเก้ง’ แกล้มแชมเปญ” (สยามรัฐ ๒๓ ก.พ. ๒๕๓๑) ก่อนจะหารือกันและรับตัวนักบิน OV-10 ที่ถูกจับเป็นเชลยศึกกลับประเทศในวันต่อมา โดยกำหนดกับนักบินว่าต้องให้ข่าวว่า OV-10 ลำที่ตกนั้นกำลังอยู่ในภารกิจ “ลาดตระเวน” มิใช่ภารกิจ “โจมตี”
ท่ามกลางคำวิจารณ์บทบาทของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งมีน้อยอย่างเห็นได้ชัดในการเจรจาสงบศึก
ข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com


วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ขุนหลวงตาก ตอนที่๓



                                                                                ตอนที่ ๓  ฐานทัพจันทบูร
          ในที่รวมพลวัดป่าเลไลย    เร่งรวบรวมเสบียงอาหารและเกณฑ์ผู้คนพร้อมแล้ว จึงจัดขบวนทัพ พระยาตากจึงนั่งช้างพัง คีรีบัญชรนำทัพออกจากเมืองระยอง ไปเมืองจันทบูร ขณะนั้นเจ้าเมืองจันทบูรประกาศตนเป็นเจ้าเมืองก่อนแล้วด้วยจันทบูรเอาใจออกห่างเข้ากับกัมพุชประเทศและที่สำคัญไม่มีอังวะเข้ามา รบราถึงจันทบูร เมื่อพระนครมีศึกอังวะและกรมหมื่นเทพพิพิธมาชักจูงให้ท้ายจึงกบถ เป็นเอกเทศไม่ขึ้นกับพระนครเมื่อรู้ข่าวพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาให้พระยาตากมาปราบปรามและเกณฑ์ผู้คนของหัวเมืองตะวันออก จึงร้อนตนจึงให้พระรามเฝ้าติดตามและหาหนทางกำจัดทัพพระยาวชิรปราการตั้งแต่ผ่านค่ายขุนด่านมาด่านกบแจะ พระรามนั้นอยู่เมืองพนมสาลคาม เมื่อพระยาวชิรปราการสามารถนำทัพมาถึงเมืองราย็องจึงทำทีอ่อนน้อมและลอบเข้าปล้นค่ายครั้งหนึ่งแล้วแต่พ่ายแพ้พระยาวชิรปราการต้องเตลิดหนี เมื่อหมดทาง พระเจ้าจันทบูรจึงแต่งทูตโดยพระผู้ใหญ่๔รูปมาเจริญไมตรีกับพระยาวชิรปราการที่ราย็องโดยมารอรับทัพที่เมืองกร่ำ ทัพพระยาวชิรปราการนั้นมุ่งไปจันทบูรผ่าน บ้านไข้ บ้านคา บ้านกล่ำ เข้าเขตจันทบูรที่บ้านแกลงด่านแรกต้องปราบปราม กองโจรพระรามหมื่นซ่อง ที่ตั้งค่ายอยู่บ้านแกลง เมื่อถอยจากเมืองราย็องก็แต่งเป็นกองโจรลอบเกาะติดทัพพระยาวชิรปราการคอยเข้ามาปล้นเสบียงช้างม้า วัวควายด้านท้ายขบวนทัพ เกิดรบกันหนักที่ทุ่งทะเลน้อย กองโจรพระรามแตกสิ้นถอยไปอีกครั้ง ส่วน ไพร่พลทัพพระยาวชิรปราการ ล้มตายไปจำนวนหนึ่งเมื่อได้ครอบครัวช้างม้าโคกระบือล้อเกวียนที่ถูกพระรามหมื่นซ่องลักพาคืนมาแล้ว

จึงตั้งค่ายที่วัดทะเลน้อยบำรุงทแกล้วทหารรวบรวมเครื่องสรรพาวุธปืนใหญ่น้อย จัดการเผาศพไพร่พล ณที่นั้นในภายหลังได้สร้างเจดีย์ครอบเป็นอนุสรณ์เอาไว้ ตัวพระรามแตกหนีไปจันทบูร เป็นการรบอีกครั้งหลังจากครั้งแรกที่ปากน้ำท่าลาด ที่มีไพร่พลบาดเจ็บล้มตายไปมาก ขณะพักทัพมีข้าในวังที่หนีอังวะตามทัพพระยาวชิระปราการและมาทันที่วัดทะเลน้อยได้ข่าวพระนครแตกเสียแก่อังวะก็มาถึงทัพพระยาวชิรปราการจึงเกิดรัดทดจิตใจยิ่งนัก จึงเรียกประชุมนายกองทั้งปวง แจ้งข่าว ว่าพระนครเสียแก่ข้าศึกลงแล้ว ทัพเรามิอาจกลับไปช่วยเหลือให้ทันการ เมื่อสิ้นขุนหลวงอโยธยาบ้านเมืองก็สิ้น เชื้อพระวงศ์ ขุนนางไพร่ชาวพระนครถูกกวาดต้อนไปอังวะ บ้านแตกสาแหรกขาด พวกที่หนีทัพก็ตั้งตนเป็นเจ้าแยกแผ่นดินเป็นหลายฝ่าย พระยาพิษณุโลกก็ประกาศตนเป็นเจ้าตั้งแต่ยังไม่เสียกรุง กรมหมื่นเทพพิพิธเองก็ต้องการเป็นพระมหากษัตริย์ครองกรุงศรีอยุธยาหาได้ยกทัพไปช่วยเหลือกรุงไม่ ส่วนทัพของเราตั้งใจเกณฑ์ไพร่พลกลับไปช่วยเหลือกรุงตามที่องค์เหนือหัวทรงโปรดรับสั่งไว้ ดังนั้นเราก็ยังต้องกระทำตามพระราชประสงค์ให้แล้วเสร็จ  เมื่อข้าพาทัพไปช่วยพระนครไม่ได้ข้าจะพาทัพไปไล่อังวะให้พ้นปลดทุกข์เข็ญให้พี่น้องที่ยังต้องหลบซ่อนพวกอังวะ พวกแม่ทัพนายกองทั้งหลายจึงร่วมกันเสนอว่าเมื่อกรุงแตกแล้วการใช้ราชโองการและตราตั้งคงไม่ได้แล้วผู้คน และขุนนางที่แตกหนีหวังพึ่งพาทัพที่เหลือทั้งทัพเราทั้งทัพกรมหมื่น ด้วยเขาประกาศตนเป็นขุนหลวงกรุงศรีอยุธยามีขุนนาง เชื้อพระวงศ์ไปอยู่ร่วมก็มาก หากทัพเราไม่นำทัพไปเข้าด้วยแล้วทัพเราจักกลายเป็นทัพกบฏ บรรดานายกองทั้งหลายจึงพากันยกพระยาวชิรปราการนายทัพตนให้ประกาศตนเป็นขุนหลวงกรุงศรีอโยธยา เพราะเห็นทางเดียวที่จะมีอำนาจ สิทธิขาดไปเกณฑ์ผู้คนเข้ากอบกู้บ้านเมืองและเป็นที่พึ่งของเหล่าขุนนางและประชาชนทั้งปวง ด้วยมีทั้งนายทั้งไพร่อันแตกตื่นออกไปอยู่ป่าดงต่างเดินทางมาอาสาเข้าร่วมกองทัพเป็นจำนวนมาก ณ ที่วัดทะเลน้อยจึงตระเตรียมสร้างบัลลังค์ที่ประทับในพิธีบวงสรวงปราบดาภิเศก วันที่๑๕ มิถุนายน๒๓๑๐ จึงนิมนต์พระสงฆ์ทั้งปวงในที่นั้นมาเจริญชัยมงคล พระยาตาก ได้ทำพิธีกรรมบวงสรวง อันศักดิ์สิทธิ์พระองค์ออกนั่งบัลลังค์ประกาศตนเป็นขุนหลวงอยุธยาให้หมู่นายกอง และไพร่พล ทั้งหลายเข้าถือน้ำสาบานตนจะเป็นข้าแผ่นดินและช่วยกันกอบกู้บ้านเมืองให้ได้ในเร็ววัน
แผนการเข้าตีเมืองจันทบูรครั้งนี้ต้องรวมสรรพกำลัง สรรพาวุธดินดำ ปืนใหญ่ปืนน้อยให้พร้อมมากที่สุด เพราะจันทบูรเป็นเมืองใหญ่ตั้งบนเนิน มีกำลังทหารมาก กำแพงดินถมก็สูงใหญ่แข็งแรงรอบเมืองหากจะบุกเข้าต้องใช้การปีนข้ามได้เท่านั้น ซึ่งมีป้อมปราการ ตั้งปืนใหญ่ป้องกันแน่นหนาการเข้าตีด้วยกำลังที่มากกว่ายังยากจะเอาชนะ แต่ขณะนี้กำลังเข้าตีมีน้อยกว่าต้องใช้ความกล้าหาญ  เท่านั้นจึงจะตีหักเอาเมืองได้เพื่อให้ไพร่พลฮึกเหิมใคร่ทำศึกยึดเมืองจันทบูรให้ได้ถือเป็นนิมิตหมายอันดีแสดงเจตจำนงว่าจะเดินหน้าบุกเพื่อชัยชนะเท่านั้น ในการเริ่มภารกิจการรุกครั้งแรก พระองค์ตรัสสั่งให้ ขุนกอง จัดการบรรทุกเสบียง นำข้าวปลาอาหารขึ้นเกวียนเพื่อเลี้ยงกองทัพเท่าจำนวนวันที่เดินทางจากวัดทะเลน้อยไปถึงเมืองจันทบูร(ประมาณ ๗ วัน)น้ำจืดให้นำจากด้านเหนือน้ำประแส บรรทุกใส่โอ่งไหขึ้นเกวียนเพื่อใช้หุงหาระหว่างทางเพื่อให้ไพร่พลบุกยึดเมืองจันทบูรให้จงได้แล้วนำข้าวปลาอาหารของเมืองจันทบูรเลี้ยงไพร่พลในมื้อถัดไป  เพราะ ณ.ที่นี้ก็เป็นแดนจันทบูร เมื่อได้ฤกษ์จึงเคลื่อนทัพผูกแพพาไพร่พลทั้งช้างม้าข้ามลำน้ำกระแสซึ่งก็เสมือนการบุกเข้าเหยียบเมืองจันทบูร  ถึงตำบลที่หนึ่งเป็นทุ่งอุดมสมบูรณ์จึงหยุดทัพให้ช้าง วัว ควาย ได้ดื่มกินการโจมตีจันทบูรนอกจากช้าง ม้า และ พลรบ วัวควายของกองสรรพาวุธและเกียกกายยังจำเป็นต้องใช้กระสุน ดินดำของปืนใหญ่ปืนคาบศิลา ทีมีอยู่นั้นคงไมพอ จึงตรัสเรียกไพร่พลที่เป็นชาวแกงชาวกร่ำชาวทะเลน้อยมาเข้าเฝ้าตรัสถามถึงที่ตั้งของถ้ำค้างคาวว่าอยู่ที่ใด จึงได้ทราบว่ามีภูเขาที่อยู่ไม่ไกลจากที่พักทัพแห่งนี้จึงตรัสสั่งให้ช่างสรรพาวุธช่างปืนใหญ่ปืนคาบศิลา ช่วยกันนำกระชุไปเที่ยวหาขนมูลค้างคาวและเที่ยวตัดไม้โกงกางมาเผาถ่าน เมื่อขนมูลค้างคาวจากถ้ำและเผาถ่านได้มากจนกองใหญ่นายกองปืนจึงทำการตำดินปืน รวบรวมให้มากที่สุด กระทำแล้วเสร็จก็บรรทุกขึ้นกองเกวียนไม่ชักช้าที่ค่ายพักตำดินปืนแห่งนี้จึงเรียกว่าค่ายกองดินปืน ก่อนเคลื่อนพลพระองค์พร้อมทหารเอกหลวงพิชัยและ พระเชียงเงินอธิฐานจิตปลูกต้นโพธิ์ร่วมกันสามต้น ณ ที่รวมพลแล้วจึงเคลื่อนพล(ภายหลังตั้งเป็นวัดจึงได้ชื่อวัดกองดิน) 
ขบวนทัพข้ามน้ำพังราด(พระเจ้าตากทรงช้างปัจจุบันบริเวณที่ช้างข้ามลำน้ำชื่อตำบลช้างข้าม) แล้วขบวนทัพก็มุ่งเข้าเมืองจันทบูรที่หมายแรกคือวัดพลับ บางกะจะ ซึ่งเป็นที่ตั้งชุมชนของชาวจีนที่มีขนาดใหญ่หยุดตั้งทัพที่วัดพลับ สามารถชักชวนชาวจีนที่บ้านนี้เข้าร่วมทัพได้จำนวนมาก จึงแต่งทัพวางแผนเข้าตีจันทบูรโดยจัดกองหน้ามีกำลังมากสั่งการเตรียมเดินทางตามคณะทูตเข้าเมืองจันทบูร เพื่อจุดประสงค์ ลวงคณะทูตของพระยาจันทบูรว่าเป็นทัพหลวงจะพากำลังข้ามลำน้ำไปตั้งในเมืองตามคำเชิญของเจ้าเมือง  แล้วนิมนต์พระให้กลับไปแจ้งพระเจ้าจันทบูร ว่ารับไมตรี แท้จริงแล้วพระองค์ทรงแต่งทัพส่วนนี้ให้เป็นกองเข้าตีลวงข้าศึก เข้าตีจากทางทิศใต้ เป็นอุบายทัพโดยพระเจ้าตากให้ไพร่พลกองหนึ่งทำทีเตรียมต่อแพเพื่อให้ทัพหลวงข้ามลำน้ำ 
เข้าจันทบูรส่วนชาวจีนบางกะจะที่เข้าร่วมทัพพระเจ้าตากให้แทรกซึมเข้าเมือง(เป็นชาวเมืองจันทบูร สามารถเข้าออกได้ง่าย)เมื่อทราบที่วางกำลังหนักเบาแล้วลักลอบออกมาแจ้งข่าวจึงได้ล่วงรู้เป็นที่แน่แท้ว่ากองทัพเมืองจันทบูรจัดกำลังเอาไว้ต้านทานทัพพระยาตากด้านทิศใต้และตะวันตกเป็นสำคัญ และทัพจันทบูร เตรียมชุดซุ่มโจมตี ถ้ากองทัพพระยาตากข้ามลำน้ำท่าใหม่ ดังนั้นพระองค์จึงให้หลวงพิชัยส่งข่าวถึงทัพหน้าให้หยุดทัพตรึงกำลังข้าศึกไว้ที่ฝั่งแล้วพระองค์นำส่วนเข้าตีหลักและกองหนุนอีกกองหนึ่งโอบขึ้นทางหนองสีงา มุ่งสู่ เขาแก้วด้านทิศเหนือของเมืองห่างประตูเมือง ๒๐๐๐ เมตร เจ้าตากจึงให้ทหารม้าไปเชิญพระยาจันทบุรีให้ออกมาเจรจาที่วิหารวัดเขาแก้ว นอกกำแพงเมือง  หากไม่ยอมมาทัพของพระองค์จะเข้าโจมตีเมือง พระเจ้าจันทบูรจึงรู้ว่าพระเจ้าตากรู้กลศึกของตนแล้ว  จึงไม่ยอมออกมาต้อนรับพร้อมกับระดมคนประจำรักษาหน้าที่ เชิงเทินอย่างแน่นหนา สั่งถอยทัพจากที่ซุ่มกลับเมือง เกิดการรบพุ่งตั้งแต่เช้าจรดค่ำแม้พระองค์นำทัพด้วยพระองค์เองปีนกำแพงเข้าตีขาดแรงหนุนเนื่องไม่สามารถบุกเข้าเมืองได้เป็นหลายครา
 เมื่อสถานการณ์ศึกทัพของพระองค์ยังไม่สามารถหักเอาเมืองได้พระองค์ทรงตระหนักดีว่าแม้ข้าศึกจะครั่นคร้ามฝีมือไม่กล้าโจมตีซึ่งหน้าก็ตาม แต่ฝ่ายพระยาจันทบูรมีจำนวนมากกว่าและทหารของพระองค์ที่เจนศึกมีประมาณ๕๐๐ คน นอกนั้นกะเกณฑ์และอาสาเข้าทัพมาจากเมืองรายทางจึงไม่เจนศึกขาดความกล้าหาญและความมุ่งมั่นเอาชนะข้าศึกหากรบยืดเยื้อนอกจากเสบียงหมด (ตั้งใจนำเสบียงมาจากวัดทะเลน้อยแค่เดินทางมาถึงเมืองจันทบูร) ยังจะถูกทัพจันทบูรตอบโต้จนพ่ายแพ้ได้ หากต้องล่าถอยไป ทัพจันทบูรก็จะล้อมไล่ตีได้หลายทางพระเจ้าตากจึงตัดสินพระทัยจะต้องเข้าตีเมืองจันทบูรในค่ำวันนี้ให้ได้และจักต้องปลุกเร้าให้ทหารของพระองค์มีใจรุกรบให้เต็มที่ ดังนั้น เมื่อพักรบยามค่ำหลังกินข้าวมื้อเย็น ณ.ลานหน้าวิหารวัดเขาแก้ว พระองค์สั่งชุมนุมพล สั่ง ขุนกองนำเสบียงทั้งมวลที่เหลืออยู่จากการนำมาจากค่ายวัดเนินสระซึ่งครบมื้อสุดท้ายพอดีจะเหลืออยู่ก็เฉพาะในหม้อดินที่พอมีอยู่บ้าง 
พระองค์ประกาศให้ทั้งนายทั้งไพร่ให้เททิ้งอาหารที่เหลือและ ต่อยหม้อเสียให้หมด ด้วยพระสุรเสียงดังก้องกลางชุมนุมไพร่พล ว่าเราจะหักเอาเมืองจันทบูรให้จงได้ มื้อเช้ากองทัพของเราจะเข้าไปกินข้าวในเมืองให้อิ่มหนำสำราญ หากเราหักเอาเมืองไม่ได้ถ้าไม่ตายด้วยศาตราของข้าศึกคงต้องพากันอดอาหารตายเสียด้วยกันให้หมด คืนนี้เราจะบุกเอาเมืองให้ได้ เสียงไชโยของเหล่าทหารคงดังกึกก้อง และคงดังไปถึงจวนเจ้าเมืองจันทบูร พระยาตากสั่งกองหนุนให้โอบล้อมเมืองไปด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือถัดจากทัพหลวงของพระองค์แล้วค่ำคืนนั้นเวลา ๓ นาฬิกา วันอาทิตย์ เดือน ๗ ปีกุน พ.ศ.๒๓๑๐ทัพหลวงของพระองค์ทั้งทหารไทยจีนเข้าโจมตีเมืองจันทบุรีอย่างหนักโดยเจ้าตากขี่ช้างพังคีรีบัญชรเข้าพังประตูเมืองได้สำเร็จสุดที่ กำลังจันทบูรจะต้านทานได้ ทหารก็กรู กันสามารถผ่านกำแพงเมืองด้านเขาแก้วเข้าเมืองได้ เข้าตีผ่านกองทัพจันทบูรที่เสียขวัญละทิ้งหน้าที่ ถอยร่นทิ้งที่มั่น แตกหนีไป ทหารจีนจากบ้านบางกะจะนำเสด็จพระเจ้าตากเข้าล้อมจวนพระเจ้าจันทบูร หาพบตัวไม่ บ่าวไพร่หมอบคลานยอมรับอำนาจเอาตัวรอด พระเจ้าตากสอบสวนได้ความว่าพระเจ้าจันทบูรพาครอบครัวลงเรือล่องออกปากน้ำแหลมสิงห์หนีไปเมืองบันทายมาศตั้งแต่ช่วงค่ำหลังจากสั่งการให้ทหารเข้าประจำเชิงเทินป้องกันทัพพระเจ้าตากให้มั่นคง ประมาณสถานการณ์เห็นว่าคงต้องพ่ายแพ้เพราะเสียการตั้งแต่ให้พระรามปล้นทัพพระเจ้าตากไม่สำเร็จ และการลวงทัพพระเจ้าตากให้ข้ามลำน้ำท่าใหม่แต่ถูกซ้อนกลเข้าตีเปลี่ยนทิศทางมาด้านเหนือที่การป้องกันมีน้อย การกระทำขัดใจพระเจ้าตากให้ขุ่นเคืองอยู่มาก 
หากจันทบูรแตกถูกจับตัวได้คงถูกประหาร จึงตัดสินใจทิ้งเมือง  ภายในจวนเจ้าเมืองจันทบูรเจ้าตากได้พบพระองค์เจ้าทับทิมราชธิดาพระเจ้าเสือองค์หนึ่งเมื่อกรุงใกล้แตกซึ่งพวกข้าพาหนีลงไปที่เมืองจันทบูรเห็นจะเป็นเพราะเจ้าจอมมารดาเป็นญาติกับพระเจ้าจันทบูร  พระเจ้าตากก็มีความสงสาร จึงสั่งให้จัดที่ให้ประทับตามสมควรเมื่อพระเจ้าตากจัดการเมืองจันทบูรเรียบร้อยแล้วจึงดำหริให้มีการจัดทัพเรือเพื่อยกไปตีกรุงศรีอโยธยาที่มีแม่ทัพสุกีควบคุมอยู่ ด้วยทัพบกมีความยากลำบากในการเดินทัพและใช้เวลานาน ซึ่งขณะนั้น ทราบข่าวสงครามจีนกับกับอังวะจากสำเภาจีนที่ใช้เส้นทางค้าขายตามหัวเมืองกง(เกาะกง) เมืองกราด(เมืองตราด)จันทบูร จึงเห็นว่าเป็นโอกาสเหมาะที่จะขับไล่อังวะให้พ้นกรุงศรีอโยธยา  จึง โปรดให้เร่งต่อเรือเป็นจำนวนมากเพื่อ ยกทัพเรือและทัพบก ลงไปเกณฑ์ไพร่พลที่เมืองกราด          เส้นทางไปตีเมืองกราดสำหรับทัพเรือไม่มีปัญหาการเดินทัพส่วนทัพบกต้องข้ามลำน้ำจันทบูร ลำน้ำเวฬุ  เป็นช่วงหน้าฝนจันทบูรฝนชุกนัก   เชิงเขาสระบาปเส้นทางทุรกันดาร ถึง
หมู่บ้านหนึ่งน้ำป่าจากเขาสระบาปพัดขบวนทัพจนเกวียนบรรทุกเสบียงลอยน้ำไป ลำธารจากภูเขาด้านทิศตะวันออกไหลลงแม่น้ำด้านตะวันตกขวางทางเดินทัพหลายสายถึงตำบลหนึ่งเกวียนสัมภาระถึงกับคานล้อหัก
ทัพบกพระเจ้าตากเข้าถึงเมืองตราด พวกกรมการเมืองและราษฎรต่างยอมอ่อนน้อมโดยดี จึงเรียกเกณฑ์ไพร่เข้าทัพ  ด้วยการจัดทัพเรือเดินทัพไปกรุงศรีอโยธยาต้องใช้เรือ บรรทุกสัมภาระ สรรพวุธ ปืนใหญ่ และไพร่พลเป็นจำนวนมาก ที่อู่ต่อเรือปากน้ำจันทบูรต่อเรือได้แต่เรือขนาดเล็กไม่เหมาะกับการเดินทาง จึงเจรจากับพ่อค้าจีนเพื่อขอให้ความช่วยเหลือ บางสำเภาก็ขัดขืนแต่ท้ายที่สุดด้วยเกรงอำนาจพระเจ้าตากที่มีในปัจจุบันจึงจำต้องเข้าช่วยเหลือพร้อมสรรพวุธที่มีมากับสำเภา  ขณะนั้นเป็นฤดูฝน ฝนตกชุกคลื่นลมแรง จึงไม่อาจเร่งยกทัพจากเมือง กราดไปเลยทีเดียว จึงยกกองทัพเรือกลับเมืองจันทบุรี เพื่อตระเตรียมกำลังคนฝึกซ้อมอาวุธ สะสมเสบียงอาหาร เตรียมอาวุธยุทธภัณฑ์ และต่อเรือรบเพิ่มเติมได้ถึง ๑๐๐ ลำ รวบรวมกำลังคนเพิ่มได้อีกเป็นคนจันทบูร คน เมืองกราด คนจีน ได้ประมาณ ๑๐,๐๐๐ คนเศษ กับมีข้าราชการในกรุงศรีอโยธยาได้หลบหนีพม่ามาร่วมด้วยอีกหลายคน และที่สำคัญก็คือ หลวงศักดิ์นายเวรมหาดเล็ก (นายสุจินดาหุ้มแพร) มหาดเล็กเวรศักดิ์ ซึ่งผู้นี้รู้จักกันดีกับพระเจ้าตากพอถึงเดือน ๑๑ พ.ศ.๒๓๑๐ หลังสิ้นฤดูมรสุมแล้ว เจ้าตากก็ยกกองทัพเรือจากเมืองจันทบุรีเพื่อมากอบกู้เอกราช หยุดพักทัพตามชายฝั่งขนน้ำจืดขึ้นเรือเพิ่มเรื่อยมา
เหตุการณ์อีกด้านหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา หลังจากกองทัพใหญ่ของอังวะถอนกำลังจากกรุงศรีอโยธยากลับไปเตรียมกองทัพทำศึกใหญ่ โดยทิ้งกองทัพกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยไว้จำนวน ๓,๐๐๐ คนเศษ ด้วยต้องรวมกำลังไปสู้ทัพจีน และมั่นใจว่าปราบปราบอยุธยาลงได้เรียบร้อยไร้ราชวงศ์และขุนนางใหญ่ที่สามารถรวมทัพออกมาต่อต้านกับกองทัพรักษาความสงบนี้ได้ ทั้งมอบหมายให้แม่ทัพสุกี้ คอยจับกุมชาวกรุงศรีอโยธยาที่หลบซ่อนแล้วออกมาภายหลังสิ้นศึก และเก็บกวาดทรัพย์สินให้ได้มากพอจึงค่อยส่งตัวเชลยไปอังวะ หากเสร็จศึกจีนจะจัดส่งขุนนางอังวะมาฟื้นฟูปกครองอโยธยาเป็นเมืองในขัณฑสีมาของอังวะ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ ด้วยมีขุนนางฝรั่งในอังวะชี้แนะเป็นการปกครองเหมือนเมืองขึ้นชาติตะวันตก ไม่เป็นดั่งการปกครองประเทศราชที่เคยปฎิบัติกันมาในภูมิภาคอุษาคเนย์ ซึ่งจะทำให้ดินแดนอังวะกว้างใหญ่ครอบคลุมทั้งทะเลด้านอินเดีย และทะเลด้านจีนภายหน้าจะสามารถควบคุมจีนได้
 ผู้คนทั้งหลายทั้งในพระนครทั้งชนบทรอบๆพระนครที่รอดตาย พากันหลบหนีออกชนบทห่างไกลให้พ้นทัพอังวะ บ้างหนีไปสมทบกับเมืองต่างๆที่มีเชื้อพระวงศ์ และพระยาที่ประกาศตนเป็นเจ้า มีทั้งหมดที่เข้มแข็ง ๕ก๊ก รวมทั้งก๊กของเจ้าตากด้วย 
ทัพเรือพระเจ้าตากพักเรือที่บางปลาสร้อย มีชาวเมืองมาร้องเรียนว่าเจ้าเมืองที่เจ้าตากตั้งขึ้นกดขี่ข่มเหง พระองค์จึงประกาศตั้งศาลตัดสินซึ่งแสดงให้ประชาราษฎรสิ้นสงสัยในอำนาจการปกครอง ตัดสินคดีความเหนือดินแดน เป็นการประกาศอำนาจปกครองเหนือเมืองตั้งแต่เมืองกราด(ตราด) จันทบูร ราย็อง(ระยอง) บางปลาสร้อย(ชลบุรี) ให้บรรดากลุ่มอื่นๆที่ประกาศตนเป็นเจ้าเมืองต่างๆทราบ แผนการโจมตีขับไล่อังวะเพื่อควบคุมกรุงศรีอโยธยาให้ได้  เพื่อฟื้นฟูขึ้นใหม่ถูกกำหนดขึ้น ด้วยพระเจ้าตากทราบระบบการป้องกันพระนครของกรุงศรีอโยธยา เมื่ออังวะเข้าปกครองก็ต้องกระทำการเช่นเดียวกันคือตั้งรับข้าศึกด้วยการใช้ป้อมปืนใหญ่เมืองธนบุรียิงเรือที่เข้าจากปากน้ำ ดังนั้นเพื่อจำกัดการมองเห็นของทหารปืนใหญ่ที่ป้อมปราการในการเล็งยิงอาวุธมายังขบวนเรือของพระองค์  ด้วยพระองค์ไม่ต้องการเปิดศึกใหญ่ก่อนบุกเข้าถึงกรุงศรีอยุธยา พระองค์จึงวางแผนใช้กำลังส่วนน้อยบุกเข้ายึดป้อม   จึงคะเนคลื่นลมที่บางปลาสร้อย ถึง บางปลากดกะเวลาให้เดินทางถึงปากน้ำบางเกาะในยามค่ำ คืนเพื่อใช้ความมืออำพรางขบวนเรือรบ
 ที่ธนบุรีปราการด่านแรกของการเข้าเมืองหลวง กรุงศรีอโยธยา มีนายทองอินนายกองอาสาอังวะที่เมืองธนบุรีรักษาเมืองอยู่     ข่าวการยกทัพเรือจากจันทบูรล่วงรู้ถึงนายทองอินก็ให้คนรีบขึ้นไปบอกข่าวแก่สุกี้แม่ทัพอังวะที่ค่ายโพธิ์สามต้นกรุงศรีอยุธยา แล้วนายทองอินก็เรียกระดมพลคนไทที่อาสาแม่ทัพอังวะทำราชการแทนทัพอังวะรักษาหน้าด่านทางน้ำ ขึ้นรักษาป้อมพระยาวิชเยนทร์ และหน้าแท่นเชิงเทินเป็นมั่นคง

วันเพ็ญเดือน ๑๒ ปีกุน ตรงกับวันศุกร์ที่ ๖พฤศจิกายน พ.ศ.๒๓๑๐อาศัยแสงจันทร์ส่องสว่างในการเข้าตีข้าศึก กองทัพเรือภายใต้บัญชาการของเจ้าตากได้เข้าโจมตีเมืองธนบุรีเป็นครั้งแรก ครั้นกองทัพเรือเจ้าตากเดินทางมาถึงก็โห่ร้องยิงปืนใหญ่เข้าใส่และยกพลจากเรือเข้าตีกองทหารรักษาค่ายของนายทองอิน รี้พลที่รักษาเมืองธนบุรีกลับไม่มีใจสู้รบเพราะเห็นเป็นคนไทสยามด้วยกันเอง ดังนั้นกองทัพเรือของพระเจ้าตากเข้ารบพุ่งเพียงเล็กน้อยก็สามารถตีเมืองธนบุรี ได้พระเจ้าตากจึงให้ประหารชีวิตนายทองอินเสียแล้วจึงพักทัพจัดหุงหา กะเวลายกกองทัพเรือจากป้อมวิชเยนทร์ไปตีกรุงศรีอโยธยาในเวลาค่ำ
สุกี้แม่ทัพอังวะได้ข่าวจากนายทองอินในหลายวันก่อนหน้า ว่าพระยาตากแม่ทัพค่ายวัดพิชัย นำกำลังหลายพันยกมาจากจันทบูร แต่สุกี้ไม่ยอมทิ้งค่ายโพสามต้นนำกำลังลงไปธนบุรีด้วยเกรงเชลยจะแหกค่ายหนี รู้ข่าวอีกครั้งเมื่อพระเจ้าตากยึดป้อมธนบุรีแล้ว    จึงส่งมองญ่ารองนายทัพคุมพลมอญและกรุงศรีอโยธยาอาสา ยกกองทัพเรือไปสกัดอยู่ที่เพนียด           ทัพเรือส่วนหน้าของทัพพระเจ้าตากขึ้นไปถึงกรุงศรีอโยธยาขณะเป็นเวลาค่ำ   หมู่เรือตระเวนหน้าพบ ข้าศึกยกมาตั้งรับคอยอยู่ที่เพนียดไม่ทราบว่ามีกำลังเท่าใด จึงให้เรือล่องลงไปแจ้งทัพหลวง แล้วจึงลอยลำคอยทำท่าว่าจะเข้าสู้รบกับเรืออังวะ ฝ่ายพวกคนสยามที่ถูกเกณฑ์มาในกองทัพมองญ่าเห็นเรือข้าศึกรู้ว่ากองเรือที่ยกมานั้นเป็นคน กรุงศรีอโยธยาด้วยกัน จึงไม่ยิงปืนใส่ด้วย บ้างจะหลบหนี  บ้างจะหาโอกาสเข้าร่วมกับเจ้าตากบ้าง    มองญ่า พบเรือข้าศึกสั่งการให้ยิงแต่ไพร่ทหารไม่ยิงปืนและลอยลำเฉยอยู่     เห็นดังนั้นจึง เกรง ว่าตนและนายกองอังวะมีไม่กี่สิบคน   คงควบคุมพลมอญและสยามไม่ได้แน่หากจะพากันก่อการกบฏเข้าจับตน  จึงปรึกษานายกองของตนทิ้งทัพเรือนั้นกลับลำเรือหนีไปค่ายโพธิ์สามต้นไพร่ทหารมอญ และกรุงศรีจึงลอยลำวางอาวุธให้กองเรือของพระเจ้าตากคุมตัว จึงขอเข้าร่วมทัพ
เมื่อทัพหลวงมาถึงจึงสอบสวนความ    รู้แจ้งแล้วว่าถูกบังคับและอังวะถอยหนีจากเพนียดหมดแล้วพระ เจ้าตากจึงรับพวกคนสยามและมอญที่หนีอังวะให้มาเข้าด้วยแล้ว  รีบยกกองทัพขึ้นไป เช้าตรู่จึงเข้าตีค่ายพม่าที่โพธิ์สามต้น ๒ค่าย พร้อมกัน สู้รบกันจนเที่ยง เจ้าตากก็เข้ายึดค่ายพม่าได้ พบสุกี้ตายในที่รบ   จับได้นายกองไพร่เลวที่เหลือได้จนหมดสิ้นจึงให้ ประหารเสียทั้งสิ้น 
 เมื่อพระเจ้าตากมีชัยชนะอังวะแล้วตั้งพักกองทัพ อยู่ที่ในค่ายอังวะ ที่โพธิ์สามต้นขณะนั้นในค่ายมีผู้คนและทรัพย์สมบัติซึ่งสุกี้ รวบรวมรักษาไว้ ยังมิได้ส่งไปเมืองอังวะ รวมทั้งพวกข้าราชการที่อังวะจับเอาไปไว้หลายคน คือพระยารัตนาธิเบศร์บดี จางวางมหาดเล็ก เป็นต้นต่างพากันมาเฝ้าถวายบังคมเจ้าตากกราบทูลให้ทราบถึงที่พระเจ้าเอกทัศ สวรรคต สุกี้ให้ฝังพระบรมศพไว้ที่กลางค่ายและทูลว่ายังมีเจ้านายซึ่งพม่าจับได้ ต้องกักขังอยู่ในค่ายนั้นหลายพระองค์ที่เป็นพระราชธิดาของพระเจ้าบรมโกษ คือ เจ้าฟ้าสุริยา  เจ้าฟ้าพินทวดี เจ้าฟ้าจันทวดีพระองค์เจ้าฟักทอง  รวม  ๔ พระองค์ ที่เป็นชั้นหลานเธอคือ หม่อมเจ้ามิตร ธิดาของกรมพระราชวังบวรมหาเสนาพิทักษ์ หม่อมเจ้ากระจาด ธิดากรมหมื่นจิตรสุนทร หม่อมเจ้ามณี ธิดากรมหมื่นเสพภักดีองค์หนึ่ง และหม่อมเจ้าฉิมธิดาเจ้าฟ้าสุนทรเทพ รวม ๔ องค์  เจ้านายทั้ง  ๘ องค์สุกี้จะส่งไปอังวะในครั้งต่อไป พระเจ้าตากจึงให้ทหารไปเปิดค่ายกักขังให้ ปล่อยคนทั้งปวงที่ถูกอังวะกักขังเอาไว้ออกมาโดยไว     แล้วแจกจ่ายทรัพย์สิ่งของเครื่องอุปโภค บริโภคให้พ้นทุกข์ทรมานด้วยกันทั้งนั้นแล้ว          จึงให้ปลูกเมรุดาดผ้าขาว ที่ท้องสนามหลวงและให้สร้างพระโกศกับเครื่องประดับสำหรับงานพระบรมศพตาม กำลังที่จะทำได้    ให้ขุดพระ  บรมศพพระเจ้าเอกทัศเชิญลงพระโกศประดิษฐานที่ในพระเมรุที่สร้างไว้ ครั้นเตรียมการพร้อมเสร็จเจ้าตากจึงเสด็จเข้ามาตั้งพลับพลา อยู่ที่ในกรุงฯให้เที่ยว หาพระสงฆ์ซึ่งยังมีเหลืออยู่ นิมนต์มารับทักษิณานุปทานและสดับปกรณ์ตามประเพณีแล้วพระเจ้าตากกับเจ้านายในพระ ราชวงศ์เดิมและข้าราชการทั้งปวง ก็ถวายพระเพลิงพระบรมศพและบรรจุพระอัฐิธาตุตามเยี่ยงอย่างสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินแต่ก่อนมา        เมื่อเสร็จแล้วคิดจะปฏิสังขรณ์พระนครศรีอยุธยาตั้งเป็นราชธานีดังแต่ ก่อนมา     ยังมิได้มีแผนการใดว่าจะเริ่มปฏิสังขรณ์อย่างไรบ้างจึงขึ้นทรงช้างที่นั่งเที่ยวทอดพระเนตรในบริเวณพระราชวัง และประพาสตามท้องที่ในพระนครโดยรอบ     เห็นปราสาทราชมนเทียรตำหนักใหญ่น้อยทั้งอาวาส วิหาร และบ้านเรือนชาวพระนคร ถูกเพลิงเผาทำลายเสียเป็นอันมากที่ยังดีอยู่นั้นน้อยก็สังเวชสลดพระหฤทัย ในวันนั้นเสด็จเข้าไปประทับแรมอยู่ที่พระที่นั่งทรงปืนอันเป็นท้องพระโรงที่เสด็จออกข้างท้ายวังมาแต่ก่อน และที่พระที่นั่งองค์นี้พระองค์ได้รับพระบัญชาให้นำทัพไปเกณฑ์ไพร่พล 
พระเจ้าตากทรงดำหริสภาพทั้งวังที่เป็นศูนย์กลางอำนาจปกครองและที่ประทับเสียหายหมดสิ้น ส่วนกำแพงเมืองยังดีอยู่พังเสียหายก็ด้านที่อังวะขุดเผาให้ทะลายลง  วัดวาอารามยังดีอยู่ครบแต่พังเสียหายกว่าครึ่ง ส่วนเมืองก็เสียหายจากไฟไหม้ตั้งแต่ก่อนเสียกรุง  ขณะที่พระองค์รับราชโองการนำทัพออกจากวัดพิชัย ในสภาพที่ขาดแคลน  กู้แผ่นดินขึ้นได้ใหม่สภาพอัตคัดขัดสนทั้งทรัพย์ทั้งผู้คน ทั้งช่าง บ้านเรือน วัด
พระบรมมหาราชวัง ในสภาพบ้านเมืองปกติสุขสถานที่เหล่านี้ยัง สรรค์สร้างมาหลายรัชกาลจึงสำเร็จยิ่งใหญ่สวยงาม   หากทำการบูรณะไม่เหมือนดังเดิมทำครึ่งๆกลางๆ  จะเป็นการเสื่อมพระเกียรติ   ให้ประชาราษฎร์ดูแคลน     แต่หากพระองค์ก็ปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์แล้ว    กำจัดข้าศึกจนหมดสิ้นแต่ไม่สามารถมีที่ว่าราชการและที่ประทับ   จะมีใครนับถือ   และที่สำคัญหากทุ่มกำลังทั้งคนและทรัพย์ยามยากเข็ญนี้  หากอังวะย้อนกลับมาโจมตี  จะมีกำลังที่ไหนเข้ารบกับข้าศึกคงต้องเสียทีซ้ำอีก  ส่วน ครบุรี(นครราชเสมา)ของกรมหมื่นเทพพิพิธ  พระเจ้าพิษณุโลกและพระเจ้านครศรีธรรมา ก็นอนพระทัยไม่ได้หากไม่นำทัพไปปราบปรามพวกเขาก็คงนำทัพลงมาชิงเมืองเกิดเป็นศึกต้องรบกันเองอีก     จึงคิดถึง เมืองธนบุรี เมืองแรกที่พระองค์บุกเข้าโจมตีมีป้อมปราการที่ยังสมบูรณ์มีทั้งที่พักนายป้อมและเป็นภูมิประเทศไม่ใหญ่โตนักเป็นทำเลสำคัญป้องกันข้าศึกจากปากแม่น้ำหากเริ่มแรกตั้งราชธานีคงใช้แรงงานและราชทรัพย์ไม่มากเมื่อบ้านเมืองมั่นคงค่อยคิดกลับมาบูรณะกรุงศรีอโยธยาให้ปกติดังเดิม อีกทั้งธนบุรีนั้นเจริญเรื่องการค้ามาครั้งกรุงศรีอยุธยา มีเส้นทางแม่น้ำลำคลองเชื่อมต่อไปยังเมืองสาครบุรี เมืองสมุทรสงคราม เส้นทางนี้อังวะเคยใช้ทัพเรือบุกมายังธนบุรีเป็นเรื่องง่ายที่จะรับทัพอังวะหากยกทัพเรือเข้ามา หากเหลือกำลังเส้นทางถอนตัวไปเมืองจันทบูรก็สะดวก            เมื่อดำหริและตัดสินพระทัยเป็นเช่นนั้นแล้วรุ่งเช้าจึงเรียกแม่ทัพนายกองมารวมยังที่ประทับแล้วดำรัสให้ข้าราชการทั้งปวงฟัง ว่าตอนกลางคืนได้สุบินถึงขุนหลวงพระองค์ก่อนๆท่านหวงแหนสถานที่นี้ มาขับไล่มิให้อยู่ที่นี่    แล้วดำรัสต่อไปว่า เดิมเราคิดจะปฏิสังขรณ์ พระนครให้คืนดีดังเก่า แต่เมื่อเจ้าของเดิมท่านยังหวงแหนอยู่ฉะนี้เราชวนกันไปสร้างเมืองธนบุรีเถิด      พวกท่านทั้งหลายมีความเห็นประการใด  หมู่ขุนนางต่างเห็นพ้อง         พระองค์จึงให้อพยพผู้คนลงมาตั้งราชธานีอยู่ที่เมืองธนบุรีแต่นั้นมา       โดยสร้างวังที่ประทับองค์ย่อมทั้งเป็นท้องพระโรงว่าราชการตามที่ดำหริไว้  

 วันจันทร์ ขึ้น๘ค่ำเดือน ๒ จุลศักราช๑๑๒๙ (วันจันทร์ที่๒๘ธ.ค.๒๓๑๐)บรรดาอำมาตย์ ราชครู ต่างร่วมกันประกอบพระราชพิธีสถาปนาพระเจ้าตากขึ้นเป็น  สมเด็จพระศรีสรรเพชญ์ บรมธรรมิกราชาธิราชรามาธิบดี พระชันษา ๓๔พรรษา ต่อแต่ นี้ก็ทรงเป็นสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีที่ทรงทำให้สถานะ พระมหา กษัตริย์ของราชอาณาจักรสยามเด่นชัดและสมบูรณ์อย่างไม่เป็นที่สงสัยอีกต่อไป นับเวลา ไม่ถึง ขวบปี ที่กรุง ศรีอโยธยา เสียแก่อังวะเมื่อวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐ หลังเสียกรุงพระยาวชิรปราการหรือพระยาตากได้ประกาศพระองค์ เป็นพระมหากษัตริย์ที่เมืองระยอง ที่คนทั่วไปเรียกกันภายหลังว่าพระเจ้าตากฟื้นฟูราชอาณาจักรสยามขึ้นมาใหม่โดยสร้างธนบุรีเป็นเมืองหลวงศูนย์กลางการปกครองอาณาจักร   เมื่อสถาปนาขึ้นครองราชย์แล้วพระองค์จึงทรงปูนบำเหน็จให้ทหารกล้าคู่พระบารมี โดยพระราชทานบรรดาศักดิ์และศักดินาได้รับเข้ารับราชการในพระองค์ บุคคลที่สำคัญๆได้แก่
หลวงพิชัยอาสา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เป็น เจ้าหมื่นไวยวรนาถราชองค์รักษ์
พระเชียงเงินท้ายน้ำ เป็นพระยาสุโขทัยเจ้าเมืองสุโขทัย
หลวงพรหมเสนา เลื่อนขึ้นเป็นพระพรหมเสนาต่อมารับราชการด้วยความวิริยะโปรดเกล้าให้รับตำแหน่งพระยา
อนุรักษ์ภูธรเจ้าเมืองพรหมบุรี
จหมื่นราชเสน่หา   เป็นราชองครักษ์ประจำพระองค์คู่กับเจ้าหมื่นไวยวรนาถ
ขุนอภัยภักดี ชาวจีนอาสา  เป็นที่ปรึกษาโกษาธิบดี
ยังมีขุนทหารอาสาร่วมรบอีกมาก ที่เป็นนักรบ ไม่มีรากฐานขุนนางมาก่อนไม่เคยเรียนรู้ด้านกฎหมายทั้งการมีบรรดาศักดิ์ไม่ถนัดงานปกครองในพระนคร จึงโปรดให้รับราชการตามหัวเมืองบ้านเกิดของตนซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไป สิบห้าปีพระองค์ถูกรัฐประหารขุนนางเหล่านั้นไม่อาจมีไพร่พลเป็นกำลังช่วยเหลือพระองค์ได้  บรรดาขุนนางเก่าหลายคนที่รู้เรื่องแบบอย่างธรรมเนียมขุนนางและการปกครองจึงได้รับชักชวนให้เข้ารับราชการอยู่ก็มากนายสุจินดาหุ้มแพรมหาดเล็กโปรดเกล้าเป็นพระมหามนตรีตำแหน่งเจ้ากรมพระตำรวจในขวาและพระมหามนตรีได้พาหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรีผู้เป็นพี่ชายที่พักอยู่กับครอบครัวช่วงเสียกรุงที่เมืองสวนนอก(อัมพวา)  เข้าเฝ้าฝากตัวเข้ารับราชการและได้รับโปรดเกล้าให้ดำรงตำแหน่ง พระราชวารินทร์เจ้ากรมตำรวจนอกขวา
ด้วยขณะนั้นบ้านเมืองเพิ่งเป็นอิสระจากอังวะจิตใจของประชาราษฎรยังระส่ำระสายต้องบ้านแตกสาแหรกขาดสูญเสียญาติพี่น้องไปกับศึกสงครามนับหมื่นนับแสน ทั้งยังมีญาติพี่น้องถูกกวาดต้อนไปอังวะต้องพลัดพรากประกอบกับสภาพบ้านเมืองที่ถูกข้าศึกทำลายปรากฎให้เห็นอยู่ทั่วไปก็ยิ่งก่อให้เกิดความเศร้าโศกสะเทือนใจจนยากที่จะหาสิ่งใดมาลบล้างความรู้สึกสลดหดหู่นั้นได้ จึงมีความจำเป็นจะต้องเรียกขวัญและกำลังใจของประชาชนให้กลับคืน อยู่ในสภาพปกติโดยเร็วที่สุด และยังต้องป้องกันอังวะที่คาดการณ์ได้ว่าเสร็จศึกจีนคงต้องนำทัพมาโจมตีกรุงธนบุรีอีก นอกจากเตรียมการสู้รบกับอังวะภายในสยามด้วยกัน ต้องเร่งปราบปรามก๊กเหล่าต่างๆให้ยอมรับอำนาจของพระองค์ที่มีเหนืออาณาจักร แต่ศึกต่างๆนั้นไม่หนักเท่าศึกภายใน

วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ขุนหลวงตาก ตอนที่๒




                                                                        ตอนที่ ๒ อโยธยาสิ้นแล้ว
                        ทัพกรุงศรีอยุธยาป้องกันกำแพงเมืองอย่างสุดความสามารถ อังวะทุ่มเททั้งเจาะทำลายทั้งถมทำนบประชิดแต่อยุธยาก็ยังสามารถ  ป้องกันทัพอังวะเอาไว้ได้ ทั้งทราบความแล้วว่ามีไส้ศึกปะปนอยู่ในพระนคร ยามค่ำคืนคอยออกปล้นชาวเมือง  พระเจ้าเอกทัศออกตรวจตราทัพจึงทราบความอีกว่ามีพระยาหลายคนหนีทัพเล็ดลอดจากพระนครทิ้งไพร่พลให้อยู่ลำพังบ้าง ทิ้งค่ายพาไพร่พลกลับเมืองไปบ้าง  สืบได้ความว่าหนีไปยังพิมาย และพิษณุโลก  ซึ่ง สองเมืองนี้ซ่องสุมผู้คนคอยทีจะปล้นเอาเมือง แต่ยามนี้ขุนนางที่ไม่ชอบพระองค์ต่างกระด้างกระเดื่องหนีทัพโดยที่พระองค์ไม่สามารถลงอาญาได้            ความหวังสุดท้ายที่คอยทัพจากหัวเมืองตะวันออกถึงเกือบ ๓ เดือนคงสิ้นหวังยังไม่มีวี่แววทัพหนุนเดินทางมาถึง   (ขณะนั้นพระยาตากเข้ายึดเมืองระยอง วางแผนปราบปรามและเกณฑ์ไพร่พลจากจันทบูร)    ก่อนขึ้นเดือน ๕ หลายเพลา ทัพอังวะล้อมจนติดกำแพงเมือง อโยธยา  ไม่มีทัพจากในพระนครออกไปโจมตีทัพอังวะอีกแล้วคงมีกองประจำทวารทั้งสิ้นปิดทวารมั่นคง     ฝ่ายใน หลวงเวรสิทธิ์นายเวรรับราชโองการนำ       เครื่องราชกกุธภัณฑ์ แลทรัพย์ในคลังหลวง ๘-๙คลัง  ให้มหาดเล็กคนสนิททั้งหลายและนางในไปเก็บกรุซ่อนของ ที่บ่อน้ำ ทั้งฝังดินที่ กรุ วัดย่านวังหลวง และ  วัดต่างๆอีกมากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเอกทัศทรงตรัสกับเหล่าราชวงศ์ ฝ่ายใน อำมาตย์ราชครูใกล้ชิดว่า    การสู้รบมาถึงที่สุดแล้วคงรักษาเมืองไว้ไม่ได้ จนพระทัยขุนนางพากันทิ้งทัพหลบหนีก็มาก  หวังพึ่งทัพพระยาตากก็ยังไม่มีมาถึง  กำลัง
เพียงน้อยในพระนครจะยันข้าศึกได้ไปอีกกี่เพลาหากอังวะเข้าเมืองได้คงบุกเข้าพระราชวัง     หากแม้นพระองค์สู้ศึกจนสิ้นหรือถูกอังวะกุมตัวได้ แม้นถึงคราวนั้นให้ทหารมหาดเล็กวางเพลิงเมืองให้หมดสิ้น     อย่าให้อังวะยึดเมืองเอาไปใช้ประโยชน์ได้      หากวันใดอโยธยามีคนดีมีความสามารถคงกอบกู้บ้านเมืองให้กลับคืนได้       ถึงเราไม่ทำลายพระนครเมื่ออังวะเข้ามาได้คงเก็บกวาดทรัพย์สินและเผาทำลายไม่ให้อโยธยาฟื้นคืน ส่วนอารามนั้นอังวะ คงละเว้นเพราะอารามของพระพุทธองค์พระสงฆ์คงไม่ลำบาก   หากใครเกรงกลัวอังวะให้เร่งหนีออกจากเมืองด้านทิศใต้ไปทางน้ำ    แล้วจึงลอบให้เหล่าสนม นางใน ราชโอรส ราชธิดาล่องเรือออกคลองฉะไกร
ยามค่ำคืน  มุ่งไปยังด้านทิศบูรพาให้หลบซ่อนในป่าห่างไกล ส่วนพระองค์และ ทหารรักษาพระองค์ทุกคนต่างไม่คิดหนีแต่อย่างใด  ครั้นถึงวันที่ ๗ เมษายน พุทธศักราช  ๒๓๑๐  เวลาประมาณบ่ายสามโมง อังวะจุดไฟสุมรากกำแพงเมืองตรงหัวรอที่ริม ป้อมมหาไชยะ และยิงปืนใหญ่ระดมจากบรรดาค่ายที่รายล้อมทุกค่ายเข้าไปในพระนคร ถูกปราสาทราชวัง วัดวาพังเสียหายมากนัก  พอเพลาพลบค่ำกำแพงเมืองตรงที่เอาไฟสุมทรุดลง เวลา ๒ทุ่ม แม่ทัพอังวะยิงปืน เป็นสัญญาณให้ทหารเข้าพระนครพร้อมกันทุกด้านเข้าตะลุมบอน ด้วยกำลังที่เหนือกว่า อังวะเอาบันไดปีนพาดเข้ามาได้ตรงที่กำแพงทรุดด้านหัวรอนั้นก่อน มีเสียงลือว่าอังวะลอบเข้าเมืองมาปลอมตัวแฝงอยู่ในพระนครทั้งเผาบ้านร้านตลาดครั้งก่อน ด้วยมีขุนนางมอญคอยให้การช่วยเหลือซ่อนเร้น     ยามนี้คนเหล่านั้นก็เข้าเปิดประตูเมืองให้กองหน้าทัพอังวะบุกทะลวงเข้ามาได้โดยทหารอโยธยาที่รักษาหน้าที่เหลือกำลังจะต่อสู้ อังวะก็สามารถเข้าพระนครได้ในเวลาค่ำวันนั้นทุกทิศทางทหารอโยธยาสู้จนตัวตายเกือบหมดผู้คนที่เหลือถูกกุมตัวเวลานั้นชาววังชาวเมือง อลหม่าน เพลาค่ำนั้นเกิดเพลิงเผาไหม้จากวังหลวงวังหน้าและวังหลังจนทั่ว เมื่อ ทัพหน้าอังวะทะลายกำแพงด้านหัวรอเมืองเข้ามาก็พบกับทะเลเพลิงแดงฉานข้างหน้าคงหยุดอยู่นอกกำแพงพระราชวังหลวงนั่นเอง   ทหารที่รักษากำแพงมีน้อยมากพากันวางอาวุธยอมจำนนบ้างต่อสู้ก็ถูกฆ่าฟันล้มตายศพก่ายกอง   แม้ทัพอังวะบุกเข้าเมืองมาได้ ก็ไม่สามารถใช้สถานที่ใดตั้งทัพและบุกเข้าในพระราชวังได้ท่ามกลางความอลม่าน  เพลานั้นมหาดเล็กคนสทิทก็ลอบพาพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกจากพระราชตำหนักมุ่งออกมาด้านทิศใต้มีทหารองค์รักษ์ตามเสด็จเพียงไม่กี่คนมหาดเล็กเตรียมเรือชะล่าซุ่มเอาไว้พระองค์ตั้งพระทัยมุ่งหน้าตามทัพพระยาตาก นายกองอังวะที่พังกำแพงเมืองเข้ามากรูมาถึงแนวกำแพงพระราชวังก็กระจายกำลังเที่ยวค้นหาพระเจ้ากรุงศรีวังหลวงบางส่วนถูกเพลิงไหม้ จึงเร่งหาพระเจ้ากรุงศรีอโยธยา มาพบทหารกลุ่มหนึ่ง แท้จริงเป็นกลุ่มมหาดเล็กและทหารองค์รักษ์นำเสด็จจึงเข้าสู้รบกันเป็นสามารถนายกองอังวะยิงปืนเข้าใส่ต้องพระอุระพระเจ้ากรุงศรี และฆ่าฟันทหารกรุงศรีตายทั้งสิ้น จึงทราบว่าเป็นพระเจ้ากรุงศรีอโยธยา  นายกองจึงแจ้งข่าวไปยังแม่ทัพเมเมียวสีหบดี ว่าปลงพระชนม์พระเจ้ากรุงศรีลงได้แล้ว  แม่ทัพเมเมียวสีหบดีจึงสั่งให้นำพระบรมศพพระเจ้ากรุงศรีมายังค่ายโพสามต้นและให้ นายกองอังวะ รวบรวมเชลยพันธนาการแยกขุนนาง  พระวงศานุวงศ์บ่าวไพร่ ราษฎร เจ้านาย ข้าราชการ สังเกตจากการแต่งตัวว่าใครนายใครบ่าวใครไพร่     ไม่มีทางหลบเลี่ยงซ่อนตัวในพระนครได้ทั้งพระภิกษุสามเณรจำนวนมาก พระภิกษุ สามเณร
ถูกจับรวมไปคุมไว้ที่ค่ายโพสามต้น   รวมทั้งจับกุม สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรที่จำพรรษารวมกับเหล่าข้าราชการที่วัดประดู่ทรงธรรมนั้นด้วย     ส่วนราษฎรทั้งหลาย นำไปคุมขังไว้ตามค่ายต่างๆและเร่งตั้งค่ายลงที่เพนียด ที่วัดพระเจดีย์แดง วัดสามพิหาร วัดมณฑป วัดกระโจม วัดนางชี วัดนางปลื้ม วัดศรีโพธิ์ เมื่อนำพระบรมศพพระเจ้ากรุงศรีมาถึงค่ายจึงตั้งเอาไว้เช่นสามัญชนกลางค่ายท่ามกลางเหล่าเชลยศึกทั้งราชวงศ์และขุนนางอโยธยาจึงพากันร้องไห้ระงมครานี้อโยธยาสิ้นบุญแล้วจริงๆ เมเมียวประกาศชัยเหนืออโยธยาท่ามกลางเสียงโห่ร้องของเหล่าแม่ทัพนายกองจึงให้ตระเตรียมพัธนาการและปักเสาเพนียด คุมขังบรรดาเชลยเพื่อเตรียมกวาดต้อนกลับอังวะและให้ฝังพระศพเอาไว้ที่กลางค่ายนั้น
บรรดาแม่ทัพนายกองอังวะพากันตระเวนทั่วพระนครและเก็บกวาดทรัพย์สินและค้นจับเชลยศึกเมื่อ ไร้ทรัพย์สินในพระบรมมหาราชวัง แม่ทัพนายกองพม่าทั้งหลายต่างทราบเรื่องคลังทรัพย์สมบัติของเจ้ากรุงอโยธยาที่มีมากนับ๘-๙คลัง ทรัพย์สินเงินทอง เพชร นิลจินดา บรรจุใส่ใหซ้อนกันสูงอีกทั้งเครื่องราชกุธภัณฑ์ของกษัตริย์ พากัน เที่ยวค้นหาไม่พบ ก็ผิดหวัง             พากันโกรธแค้นพระเจ้าอโยธยายิ่งนัก    จึงต่างมุ่งเข้าวัดวาอาราม ค้นหาทรัพย์สินเผาลอกทองพระกันนับ ๑๐กว่าวันเอาเพลิงสุมหลอมเอาทองคำซึ่งแผ่หุ้มองค์พระพุทธรูปผืนใหญ่ บีบบังคับทั้งราษฎรทั้งพระภิกษุให้บอกแหล่งของทรัพย์ที่ฝังซ่อนไว้ ในพระวิหารหลวงวัดพระศรีสรรเพชรนั้น ขนเอาเนื้อทองคำไปหมดสิ้น
บ้านช่องขุนนาง บ้านเรือนชาวเมืองทหารอังวะพากันบุกค้นจนหมดสิ้นจับทั้งผู้คนริบทั้งทรัพย์สิน ไว้ได้ทั้งหมดสิ้น ครานี้ขจัดศูนย์กลางการบริหารอาณาจักรให้หมดสิ้นเพื่อไม่สามารถฟื้นตัวได้ในเร็ววัน  แต่เก่าก่อนมาการโจมตีอาณาจักรเพียงการกำจัดแค่พระมหากษัตริย์แล้วกวาดต้อนนำเชลยกลับไปยังอาณาจักรอังวะ การจะซ้ำรอยครั้งพระมหาธรรมราชาให้พระนเรศวรราชาธิราชกอบกู้บ้านเมืองกลับคืนได้ อีกประการหนึ่งนั้น มาจากความสามารถของทัพอโยธยาที่ประจักษ์แก่แม่ทัพพม่าว่ามีความแข็งแกร่งกว่าอาณาจักรอื่นๆที่อังวะเคยโจมตีมา แม้กำลังน้อยกว่าอังวะมากนัก  แต่ยังสามารถต้านทานทัพอังวะได้นานนับปี ถ้าปล่อยเอาไว้         ไม่นานกรุงศรีโยธยาต้องสถาปนาขึ้นใหม่   คิดเช่นนั้นแล้วแม่ทัพจึงสั่งให้ตระเวนเผาบ้านเรือนที่ยังไม่ถูกเพลิงไหม้จนราบ
สิ้นกรุงศรีอยุธยาแล้วครั้งนี้อังวะมิได้แค่ต้องการยึดเมืองได้แล้วปกครองแบบประเทศราชดังเช่นครั้งก่อนหากแต่ต้องการทำลายรากฐานบ้านเมืองประชาชนราชสำนักให้หายไปโดยไม่สามารถฟื้นตัวได้ง่ายๆ อังวะต้องใช้เวลานานถึง ๒ เดือน ในการเที่ยวเก็บทรัพย์สมบัติจำนวนมาก เตรียมเสบียงเลี้ยงคนและเชลย และเตรียมการต้อนเชลยศึกทั้งหมดรวมทั้งสมณะเจ้าอุทุพร และราชวงศ์กรุงศรีทั้งปวง รวมทั้ง  พลเมืองอโยธยานับแสนคนกลับอังวะแล้วเร่งยกทัพกลับ  อาณาจักรอังวะใน วันที่ ๖ มิถุนายนพ.ศ. ๒๓๑๐
ด้วยต้องตระเตรียมระดมพลรับทัพจีน ดังนั้นจึงไม่สามารถทิ้งกองทัพและจัดการปกครองกรุงศรีอยุธยาได้   เนเมียวสีหบดีแม่ทัพใหญ่ได้แต่งตั้งให้ สุกี้นายทัพ คุมพล ๓,๐๐๐ ใช้ค่ายโพสามต้นเป็นที่ตั้ง คอยกวาดต้อนผู้คนและทรัพย์สินตามกลับไปภายหลังให้หมดสิ้นทั้งแผ่นดิน 
ขณะที่ราชวงศ์บางพระองค์และขุนนางต่างเห็นกรุงศรีอยุธยาไม่มีโอกาสชนะอังวะได้นั้น เพื่อความอยู่รอดทำให้เกิดชุมนุมทางการเมืองในระดับต่างๆ ซึ่งเป็น"รัฐบาลธรรมชาติ"ขึ้นมาในท้องถิ่นทันทีบรรดาพระยา เจ้าเมืองขนาดใหญ่ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามมากนักเพราะหลบเลี่ยงเกณฑ์พลเข้าทัพรักษาพระนครจึงเหลือไพร่พลมากจึงได้ตั้งตนเป็นใหญ่แยกอาณาจักรตั้งตนเป็นขุนหลวงในเขตอิทธิพลของตน   ซึ่งมีจำนวน ๔-๖ แห่ง หากแต่ไม่มีชุมนุมทางการเมืองใดคิดจะกอบกู้อโยธยา หรือฟื้นฟูให้กลับคืนดังเดิม